ผมนั่งคุยกับอดีตนายกฯ อังกฤษ โทนี แบลร์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นสัปดาห์นี้
หลังจากอ่านบันทึกความทรงจำ “A Journey by Tony Blair” แล้วก็ต้องถามแกว่าทำไมจึงบอกว่า “สนุก” กับชีวิตหลังออกจากตำแหน่งมากกว่าตอนเป็นนายกฯ 10 ปี
อดีตนายกฯ วัย 59 ที่ปฏิรูปพรรค Labour เป็น New Labour จนสามารถชนะการเลือกตั้งทั่วไปถึงสามสมัยติดกันย่อมไม่ธรรมดา
แกบอกผมว่าใช้คำว่า “Enjoy” (สนุก) กับการเป็นนายกฯ คงไม่ได้เพราะตอนทำหน้าที่เป็นผู้นำประเทศนั้นแรงกดดันหนักหน่วงมาก “และไม่ว่าปัญหาอะไรมา, ผมก็ต้องแก้ไขมันตรงนั้น”
แต่ในชีวิตหลังออกจากบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ที่ลอนดอน แล้วตั้งแต่ปี 2007 โทนี แบลร์ บอกว่าแกทุ่มเทให้กับงานบางเรื่องได้อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นความพยายามไกล่เกลี่ยให้เกิดสันติภาพในตะวันออกกลาง หรือมูลนิธิ Faith Foundation เพื่อใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจระหว่างคนในโลก หรืองานกุศลช่วยแอฟริกา หรือการพยายามแก้ปัญหาโลกร้อนที่กลายเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อชาวโลก
“งานใหม่หลังเกษียณจากการเมืองอาจจะเป็นเรื่องสนุก แต่ชีวิตเก่าตอนเป็นนายกฯ นั้นต้องถือว่าเป็นเกียรติประวัติและภารกิจพิเศษที่ผมภาคภูมิใจ” แบลร์บอก
แน่นอนว่าเจอกับนักการเมืองระดับโลกอย่างนี้และใกล้ชิดกับยุโรปขนาดนั้น ไม่ถามเรื่องวิกฤติหนี้ของยูโรโซนก็ไม่ได้
แบลร์ บอกว่า “ถ้ายุโรปต้องการรักษาไว้ซึ่งเงินยูโรสกุลเดียว ก็จะต้องแสดงให้ชัดเจนว่ายืนอยู่ข้างหลังมันอย่างเต็มร้อย ถ้าไม่พร้อมจะหนุนกันเต็มที่ ตลาดก็จะไม่มั่นใจ และจะเรียกเงินมหาศาลจากพันธบัตรของอิตาลีและสเปน และหากเป็นเช่นนั้น ท้ายสุดก็เอาไม่อยู่...และหากจะเอาให้อยู่จริงๆ ยุโรปก็จะต้องให้จุดเน้นทางการเมืองกับเศรษฐกิจไปด้วยกัน จะลักลั่นไม่ได้ จะเอาแค่การเมืองแล้วไม่สร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้สมดุลกันไม่ได้...”
ผมถามว่านายกฯ แองเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนีกับประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส ที่เป็นแกนสำคัญในการโอบอุ้มยูโรโซน ที่เหลือมีฝีไม้ลายมือพอที่จะกู้สถานการณ์ได้หรือเปล่า?
โทนี แบลร์ บอกว่า “ท่านทั้งสองเป็นคนเก่งและมีความสามารถแน่นอน และมีความมุ่งมั่นทุ่มเทด้วย และอย่าลืมว่านี่เป็นงานที่หนักมาก ๆ...สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในการเมืองคือเมื่อคุณต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากนั้นมันไม่มีทางสายกลาง และทางเลือกทั้งสองก็น่าเกลียดพอๆ กัน...และนี่แหละคือสถานการณ์ที่ทั้งสองท่านกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้...”
ที่ผมอยากรู้อีกเรื่องหนึ่งคือโทนี แบลร์ กับอดีตผู้นำลิเบียคนดัง...โมอัมมาร์ กัดดาฟี เพราะสองคนนี้พบกันถึง 6 ครั้งก่อนที่จะเกิดการลุกฮือในลิเบีย จนกัดดาฟี ต้องเสียชีวิตเพราะประชาชนไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของเผด็จการอย่างเขา
ผมถามโทนี แบลร์ ว่าเขามองกัดดาฟีอย่างไร?
“เขามีทางเลือกว่าเขาจะให้ระบบการปกครองประเทศของลิเบียเป็นอย่างไร ตอนแรก เขาเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศ ยอมระงับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธชีวภาพ แต่ในท้ายที่สุด เขาไม่ยอมเปลี่ยนระบบการปกครองของเขา และเขาลงท้ายก็เข่นฆ่าประชาชนของตนเอง ดังนั้น ถึงจุดนั้น การที่เขาถูกโค่นจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และผมหวังว่าสิ่งที่กำลังเปิดในลิเบียจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประชาชนของประเทศนั้น....”
ผมถามว่าเขาได้พูดคุยกับกัดดาฟีหลายครั้งหลายหน...รู้สึกอย่างไรกับเขา เป็น “คนบ้า” อย่างที่บางคนบอกว่าเขาเป็นหรือเปล่า?
“คงจะต้องเข้าใจว่าเขาอยู่ในอำนาจยาวนานถึง 40 ปี และเขาย่อมมีลักษณะพิเศษส่วนตัวอะไรบางอย่าง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเขามองไม่ออกว่าเขาจะต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลก ซึ่งแปลว่าเขาจะต้องยอมเปิดประเทศ และต้องปฏิรูป เขาไม่พร้อมที่จะก้าวลงจากอำนาจ ซึ่งก็เป็นสิ่งเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นในซีเรีย เราต้องเข้าใจว่าคุณไม่สามารถจะมีระบบที่อำนาจถูกส่งต่อจากพ่อไปถึงลูกง่ายๆ อย่างนั้น...”
ผมถามแบลร์ ว่าสื่ออังกฤษบางส่วนกล่าวหาเขาว่าออกจากตำแหน่งนายกฯ แล้วก็มุ่งหน้าหาเงินอย่างเดียว รวมทั้งรับตำแหน่งในบริษัทเอกชนเช่น JP Morgan และใช้เส้นสายทางการเมืองเดิมแสวงหาโอกาสให้กับธุรกิจเอกชนมากมายใช่หรือไม่?
แบลร์ บอกว่า เวลาส่วนใหญ่ของเขาทุ่มไปกับการทำงานด้านการกุศลที่ไม่ได้ผลตอบแทน เขามีบริษัทส่วนตัวเพื่อทำธุรกิจจริง แต่ก็เพื่อจะเสริมงานด้านการกุศลเป็นหลัก
“ผมจ่ายภาษีในอังกฤษ ไม่เหมือนเจ้าของสื่อยักษ์ในอังกฤษที่ไปเปิดบัญชีไว้ที่ประเทศอื่น...” แบลร์ โต้อย่างดุดัน
แน่นอน เขาได้รับเชิญไปงานพูดระหว่างประเทศบ่อยครั้ง และค่าตัวการพูดก็สูงลิ่ว ไม่น้อยไปกว่าอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ที่คิดค่าปาฐกถาครั้งละ 10-15 ล้านบาททีเดียว!
ผมถามว่าเขามีคำแนะนำให้คนไทยพ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองอย่างไรหรือไม่?
โทนี แบลร์บอกส่งท้าย
“เรื่องปรองดองแห่งชาติคงเป็นเรื่องที่คนไทยต้องหาทางออกเอง แต่ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายมองไปข้างหน้าเพื่อดูโอกาสแทนที่จะติดอยู่กับความขัดแย้งปัจจุบัน และรู้ว่าศักยภาพของไทยมีมหาศาลเพียงใด, เรื่องขัดแย้งในวันนี้ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยทีเดียว...”

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น