กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 21 มกราคม 2555 01:00
กาแฟดำ
กาแฟดำ

เปิดใจโทนี แบลร์...ชีวิตนายกฯ 10 ปี, วิกฤติหนี้ยุโรป, และกัดดาฟีที่ได้สัมผัส

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ผมนั่งคุยกับอดีตนายกฯ อังกฤษ โทนี แบลร์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นสัปดาห์นี้

  หลังจากอ่านบันทึกความทรงจำ “A Journey by Tony Blair” แล้วก็ต้องถามแกว่าทำไมจึงบอกว่า “สนุก” กับชีวิตหลังออกจากตำแหน่งมากกว่าตอนเป็นนายกฯ 10 ปี

 อดีตนายกฯ วัย 59 ที่ปฏิรูปพรรค Labour เป็น New Labour จนสามารถชนะการเลือกตั้งทั่วไปถึงสามสมัยติดกันย่อมไม่ธรรมดา

 แกบอกผมว่าใช้คำว่า “Enjoy” (สนุก) กับการเป็นนายกฯ คงไม่ได้เพราะตอนทำหน้าที่เป็นผู้นำประเทศนั้นแรงกดดันหนักหน่วงมาก “และไม่ว่าปัญหาอะไรมา, ผมก็ต้องแก้ไขมันตรงนั้น”

 แต่ในชีวิตหลังออกจากบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ที่ลอนดอน แล้วตั้งแต่ปี 2007 โทนี แบลร์ บอกว่าแกทุ่มเทให้กับงานบางเรื่องได้อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นความพยายามไกล่เกลี่ยให้เกิดสันติภาพในตะวันออกกลาง หรือมูลนิธิ Faith Foundation เพื่อใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจระหว่างคนในโลก หรืองานกุศลช่วยแอฟริกา หรือการพยายามแก้ปัญหาโลกร้อนที่กลายเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อชาวโลก

 “งานใหม่หลังเกษียณจากการเมืองอาจจะเป็นเรื่องสนุก แต่ชีวิตเก่าตอนเป็นนายกฯ นั้นต้องถือว่าเป็นเกียรติประวัติและภารกิจพิเศษที่ผมภาคภูมิใจ” แบลร์บอก

 แน่นอนว่าเจอกับนักการเมืองระดับโลกอย่างนี้และใกล้ชิดกับยุโรปขนาดนั้น ไม่ถามเรื่องวิกฤติหนี้ของยูโรโซนก็ไม่ได้

 แบลร์ บอกว่า “ถ้ายุโรปต้องการรักษาไว้ซึ่งเงินยูโรสกุลเดียว ก็จะต้องแสดงให้ชัดเจนว่ายืนอยู่ข้างหลังมันอย่างเต็มร้อย ถ้าไม่พร้อมจะหนุนกันเต็มที่ ตลาดก็จะไม่มั่นใจ และจะเรียกเงินมหาศาลจากพันธบัตรของอิตาลีและสเปน และหากเป็นเช่นนั้น ท้ายสุดก็เอาไม่อยู่...และหากจะเอาให้อยู่จริงๆ ยุโรปก็จะต้องให้จุดเน้นทางการเมืองกับเศรษฐกิจไปด้วยกัน จะลักลั่นไม่ได้ จะเอาแค่การเมืองแล้วไม่สร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้สมดุลกันไม่ได้...”

 ผมถามว่านายกฯ แองเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนีกับประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส ที่เป็นแกนสำคัญในการโอบอุ้มยูโรโซน ที่เหลือมีฝีไม้ลายมือพอที่จะกู้สถานการณ์ได้หรือเปล่า?

 โทนี แบลร์ บอกว่า “ท่านทั้งสองเป็นคนเก่งและมีความสามารถแน่นอน และมีความมุ่งมั่นทุ่มเทด้วย และอย่าลืมว่านี่เป็นงานที่หนักมาก ๆ...สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในการเมืองคือเมื่อคุณต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากนั้นมันไม่มีทางสายกลาง และทางเลือกทั้งสองก็น่าเกลียดพอๆ กัน...และนี่แหละคือสถานการณ์ที่ทั้งสองท่านกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้...”

 ที่ผมอยากรู้อีกเรื่องหนึ่งคือโทนี แบลร์ กับอดีตผู้นำลิเบียคนดัง...โมอัมมาร์ กัดดาฟี เพราะสองคนนี้พบกันถึง 6 ครั้งก่อนที่จะเกิดการลุกฮือในลิเบีย จนกัดดาฟี ต้องเสียชีวิตเพราะประชาชนไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของเผด็จการอย่างเขา

 ผมถามโทนี แบลร์ ว่าเขามองกัดดาฟีอย่างไร?

 “เขามีทางเลือกว่าเขาจะให้ระบบการปกครองประเทศของลิเบียเป็นอย่างไร ตอนแรก เขาเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศ ยอมระงับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธชีวภาพ แต่ในท้ายที่สุด เขาไม่ยอมเปลี่ยนระบบการปกครองของเขา และเขาลงท้ายก็เข่นฆ่าประชาชนของตนเอง ดังนั้น ถึงจุดนั้น การที่เขาถูกโค่นจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และผมหวังว่าสิ่งที่กำลังเปิดในลิเบียจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประชาชนของประเทศนั้น....”

 ผมถามว่าเขาได้พูดคุยกับกัดดาฟีหลายครั้งหลายหน...รู้สึกอย่างไรกับเขา เป็น “คนบ้า” อย่างที่บางคนบอกว่าเขาเป็นหรือเปล่า?

 “คงจะต้องเข้าใจว่าเขาอยู่ในอำนาจยาวนานถึง 40 ปี และเขาย่อมมีลักษณะพิเศษส่วนตัวอะไรบางอย่าง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเขามองไม่ออกว่าเขาจะต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลก ซึ่งแปลว่าเขาจะต้องยอมเปิดประเทศ และต้องปฏิรูป เขาไม่พร้อมที่จะก้าวลงจากอำนาจ ซึ่งก็เป็นสิ่งเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นในซีเรีย เราต้องเข้าใจว่าคุณไม่สามารถจะมีระบบที่อำนาจถูกส่งต่อจากพ่อไปถึงลูกง่ายๆ อย่างนั้น...”

 ผมถามแบลร์ ว่าสื่ออังกฤษบางส่วนกล่าวหาเขาว่าออกจากตำแหน่งนายกฯ แล้วก็มุ่งหน้าหาเงินอย่างเดียว รวมทั้งรับตำแหน่งในบริษัทเอกชนเช่น JP Morgan และใช้เส้นสายทางการเมืองเดิมแสวงหาโอกาสให้กับธุรกิจเอกชนมากมายใช่หรือไม่?

 แบลร์ บอกว่า เวลาส่วนใหญ่ของเขาทุ่มไปกับการทำงานด้านการกุศลที่ไม่ได้ผลตอบแทน เขามีบริษัทส่วนตัวเพื่อทำธุรกิจจริง แต่ก็เพื่อจะเสริมงานด้านการกุศลเป็นหลัก

 “ผมจ่ายภาษีในอังกฤษ ไม่เหมือนเจ้าของสื่อยักษ์ในอังกฤษที่ไปเปิดบัญชีไว้ที่ประเทศอื่น...” แบลร์ โต้อย่างดุดัน
 แน่นอน เขาได้รับเชิญไปงานพูดระหว่างประเทศบ่อยครั้ง และค่าตัวการพูดก็สูงลิ่ว ไม่น้อยไปกว่าอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ที่คิดค่าปาฐกถาครั้งละ 10-15 ล้านบาททีเดียว!

 ผมถามว่าเขามีคำแนะนำให้คนไทยพ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองอย่างไรหรือไม่?
 โทนี แบลร์บอกส่งท้าย

 “เรื่องปรองดองแห่งชาติคงเป็นเรื่องที่คนไทยต้องหาทางออกเอง แต่ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายมองไปข้างหน้าเพื่อดูโอกาสแทนที่จะติดอยู่กับความขัดแย้งปัจจุบัน และรู้ว่าศักยภาพของไทยมีมหาศาลเพียงใด, เรื่องขัดแย้งในวันนี้ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยทีเดียว...”

Tags : เปิดใจโทนี แบลร์...ชีวิตนายกฯ 10 ปี

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Jirach

    ที่เคยเห็นไม่ต้องถึง 40 ปี ก็ยิ่งกว่าบ้า
    หลงตนชอบให้คนกราบไหว้
    คิดว่าตนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
    เยี่ยง "แท่งศิวลึงค์"

    ปัญหาเกี่ยวกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ
    ที่ควรต้องตั้งรับให้มั่น ดูจะ"สวนทาง"
    กับสิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่
    ดูจะไม่ให้ความสำคัญเท่ากับการหาเงิน
    ทำเมกะโปรเจ็คต์ ซึ่งไม่มีอะไรง่ายกว่า
    การเอา"สมบัติเก่า"มาขายทั้งเงินเก่าเก็บ
    และรัฐวิสาหกิจก็อ้างแต่เป็นหนี้สินพะรุงพะรัง
    ของรัฐ ซึ่งหากเลือกวิธีการที่"มักง่าย"
    (หรือซ่อนเงื่อน?) แบบนี้ ไม่ต้องจบนอก
    ไม่ต้องจบ Top U ไม่ต้องมีประสบการณ์
    เอารมช.เกษตรคนใหม่ไปเป็น เขาก็คิดได้!
    และถ้าออกปากอย่างนี้ อีกหน่อยก็คง
    "ขายจนหมดตัว" แล้วน้ำหน้าคนรุ่นนี้
    คิดจะเหลืออะไรไว้ให้ลูกหลานบ้าง?
    ก่อนจะขาย ได้โปรดให้ความเป็นธรรม
    ในโครงสร้างพลังงานของชาติเสียก่อนเถอะ

    สิ่งใดที่มีความสำคัญ"ทางยุทธศาสตร์"
    สมควรที่สภาความมั่นคงหรือหน่วยงาน
    ความมั่นคงทั้งหลายจะได้ออกมาเตือนบ้าง
    และ"ตีกรอบ"เลยว่าเป็นเรื่องใหญ่
    นักการเมืองหรือนักวิชาการหน้ามืดที่ไหน
    จะมาทำ"ตามลำพัง"อย่างมักง่ายไม่ได้!!
    (ต้องไม่หวั่นไหวกับคำวิจารณ์
    เลอะเทอะของพวกเศรษฐี)

    ที่น่าสนใจ คือ นายกฯน่าจะพาแบลร์
    ไปสอนประชาธิปไตยให้คนเสื้อสีนั้นบ้างนะ
    ให้ได้เปิดหูเปิดตา ออกจากโลกกะลา
    ของ"เปลือกประชาธิปไตย"ปลอมๆทั้งหลาย
    ถามเขาสิว่าที่อังกฤษ จะไปกล่าวหาป้ายสี
    อาฆาตมาดร้าย ผรุสวาทด้วยถ้อยคำ
    หยาบคายกับคนที่เป็น"ประมุข"ได้ไหม?

    เชื่อว่า..ถ้าใครได้เห็นข้อความใน
    message อัปปรีย์นั่น
    เกรงว่า 100 ทั้ง 100 อาจจะบอกว่า
    "สมควรตาย" เสียมากกว่า!

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement