กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 16 ธันวาคม 2554 01:00
กาแฟดำ
กาแฟดำ

ทำไม Time เลือก ‘ผู้ประท้วง’ เป็นบุคคลแห่งปี 2011?

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ผมไม่แปลกใจ ที่คณะบรรณาธิการของนิตยสารไทม์ ตัดสินใจเลือก “The Protester” หรือ “ผู้ประท้วง” เป็น “บุคคลแห่งปี”?

  (แม้สาวกของ สตีฟ จ็อบส์ ไม่น้อยจะลุ้นว่าเขาอาจจะได้ตำแหน่งนี้...แต่ผมได้บอกไว้ในคอลัมน์นี้แล้วว่า กติกาของไทม์ จะไม่ให้คนที่เสียชีวิตแล้วเป็น “บุคคลแห่งปี”)

 คำตอบมีชัดเจน...เพราะว่าปีที่ผ่านมา คือ ปีแห่งการลุกฮือของผู้คนในหลายประเทศ เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านการเมือง สังคม และ เศรษฐกิจ

 ผู้ลุกขึ้นมาเรียกร้องเหล่านี้ มีพื้นภูมิและเหตุผลต่างกัน แต่มีความเหมือนกันประการหนึ่ง นั่นคือ การเรียกร้องความยุติธรรม ถูกต้องเป็นธรรม ประชาธิปไตย และ สิทธิของการดำรงชีวิตในวิถีที่ตนมีสิทธิจะเลือก

 มองแง่ข่าว  การประท้วงในหลายๆ ประเทศปีนี้ คือ “ข่าวใหญ่” ที่สุดของปี 2011 ที่กำลังจะจบลง และจะส่งผล “อันกว้างไกล” ต่อสถานการณ์ของโลกในปีใหม่นี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 ผมไม่แปลกใจที่ ไทม์ เลือก “ผู้ประท้วง” เป็น “บุคคลที่ก่อให้เกิดผลต่อโลกอย่างกว้างไกลที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นในทิศทางใด”

 เหมือนกับที่ผมจะไม่แปลกใจ ว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยจะเลือก “ผู้มีจิตอาสา” เป็น “บุคคลแห่งปี” ของประเทศไทยสำหรับปีที่กำลังจะจากไป เพราะในภาวะมหาอุทกภัยของประเทศเราในปีนี้ “คน” ที่ทำให้เกิดผลต่อสังคมอย่างกว้างไกลและลุ่มลึกที่สุดไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักธุรกิจ ไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่สื่อมวลชน หากแต่คือ “ผู้มีจิตอาสา” ที่เสนอตัวออกมาทำงานอย่างทุ่มเท ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยที่เขาและเธอเหล่านั้นไม่หวังผลตอบแทน ไม่คิดว่าจะต้องเป็นข่าว และมีจุดประสงค์เพียงแค่ต้องการให้เพื่อนร่วมชาติผู้ตกอยู่ในสภาพลำบากอย่างยิ่งนั้น ได้คลายความทุกข์และรอดจากความลำบากยากเข็ญที่ตนมิได้เป็นผู้ก่อแต่ประการใด

 กรณีของ “ผู้ประท้วง” ทั่วโลกนั้น มีตั้งแต่พ่อค้าขายผลไม้ชาวตูนิเซีย ที่เผาตัวเองในที่สาธารณะเพื่อประท้วงผู้ปกครองประเทศที่ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องของคนเดินถนนได้

 การประท้วงของคนธรรมดาคนหนึ่งคนนี้ ทำให้เกิดการลุกฮือ ถึงขั้นโค่นผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ยึดกุมอำนาจมาหลายสิบปีไปจากอำนาจที่ตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย และสร้างความสั่นคลอนให้กับผู้ปกครองในซีเรีย เยเมน และ บาห์เรน จนถึงวันนี้

 จนเกิดวลี “Arab Spring”  ซึ่งมีความหมายของการเบ่งบานแห่ง “ฤดูใบไม้ผลิ” ของความเป็นประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ

 ทั้งๆ ที่ผู้นำเหล่านี้ไม่เคยเชื่อว่าจะมีใครสามารถมาเขย่าบัลลังก์แห่งอำนาจของพวกเขาได้เลย

 คำว่า “ผู้ประท้วง” นี้ กินความไปถึงการต่อต้าน “ทุนนิยมสุดขั้ว” ในอเมริกาที่เริ่มด้วยรูปแบบการยึดย่านวอลล์สตรีท “Occupy Wall Street” ที่ขยายตัวเป็นการยึดสถานที่ของทางการในรัฐต่างๆ ในอเมริกาอย่างกว้างขวาง

 เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจของผู้ที่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบในสังคม และกติกาที่ถูกกำหนดโดยคนเพียงกลุ่มเดียว (ที่ผู้ประท้วงเรียกว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ด้อยโอกาส 99% ของประชากรกับ 1% ของ อภิสิทธิ์ชน)

 ผู้ประท้วงในเม็กซิโก ออกมาต่อต้านกลุ่มมาเฟียค้ายาเสพติดที่รัฐบาลไม่กล้าเข้าไปจัดการ

 ผู้ประท้วงในกรีซ ออกมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านผู้นำทางการเมือง ที่ไร้ความรับผิดชอบต่อวิกฤติหนี้อันรุนแรง
 ผู้ประท้วงในรัสเซีย ออกมาเดินตะโกนขับไล่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบการโกงการเลือกตั้งอย่างโจ๋งครึ่ม กับการผูกขาดอำนาจอยู่ในคนกลุ่มเดียว

 ไทม์ บอกว่า ประเทศที่มีการประท้วงต่างๆ เหล่านี้ มีประชากรรวมกัน 3 พันล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ซึ่งย่อมมีความหมายว่าผู้คนจำนวนมหาศาลกำลังประกาศไม่ยอมรับกติกาเก่า และพร้อมที่จะเสี่ยงภัยและชีวิตเพื่อเรียกร้อง กดดัน และเผชิญหน้า เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่คนส่วนใหญ่พึงประสงค์

 แม้ว่าการแสดงออกเช่นนั้น จะหมายถึงการที่ต้องเสี่ยงกับการตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากอำนาจรัฐในรูปแบบของแก๊สน้ำตา  กระสุนปืน  และ มาตรการที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมอย่างอื่น

 ที่น่าสนใจ ก็คือ คำว่า “ผู้ประท้วง” ในความหมายนี้ หมายถึง คนรุ่นใหม่ที่มีความหงุดหงิด งุ่นง่าน กับความไม่ชอบมาพากลของระบบและกติกาของสังคม

 “ผู้ประท้วง” ส่วนใหญ่ คือ หนุ่มสาวของสังคมที่ต้องการเห็นคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าภายใต้กติกาที่เคารพในสิทธิเสรีภาพ  ความเท่าเทียม และโอกาสที่จะฝันเพื่อแสวงหาเป้าหมายแห่งชีวิตที่เปิดกว้างกว่ายุคคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณยาย อย่างชัดเจนและแจ่มแจ้ง

 นี่มิใช่ “การปฏิวัติเทคโนโลยี” และ มิอาจเรียกว่าเป็น “การปฏิวัติของ social media” แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์มีส่วนประสานความรู้สึกและอารมณ์ถวิลหาความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว  เร่งร้อน  และทำให้เสียงบ่นพำพึมของคนไม่กี่คนกลายเป็นรูปแบบการแสดงออก

 ที่มีพลังหนักหน่วงอย่างคาดไม่ถึง

Tags : Time เลือก ‘ผู้ประท้วง’ เป็นบุคคลแห่งปี 2011?

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 2

    Jirach

    จริงๆประเทศเราก็อยู่แถวหน้า
    ในการมีขบวนการประท้วงลักษณะนี้
    มาก่อนใครเพื่อน แต่ก็ยังไม่จบ!
    เมื่อโลกของการสื่อสารถึงกันมากขึ้น
    คนทั้งโลกก็รู้ว่าบรรดา"ขาใหญ่เผด็จการ"
    ในอาหรับและที่อื่นๆหลายที่ที่ผู้นำเขา
    โดนโค่นล้ม คือ ตัวแทน(nominee)
    จากประเทศประชาธิปไตยใหญ่ทั้ง
    อเมริกา ยุโรป และอื่นๆ..
    สิ่งที่เราเห็นมากกว่า และเห็นถนัดชัดกว่า
    แต่ก่อน คือ ความร้ายกาจและเห็นแก่ตัว
    ของประเทศเหล่านี้ ในการชักใยอยู่เบื้องหลัง
    ผู้นำเผด็จการ จนนำไปสู้ทุกขภัยเหลือหลาย
    จนประชาชนต้อง"ออกหน้า"ชนิดตายเป็นตาย

    แต่ประเทศเหล่านั้นจะรู้ตัวหรือไม่?
    ไม่ว่า U.N.  หรือ I.M.F. ก็เป็นแค่
    "องค์กรเครื่องมือ"ของต่างชาติ
    ที่ไม่ได้มีความน่าเชื่อถือหรือเคารพใดๆ
    อีกต่อไปแล้ว!!

    ไม่มีพิมพ์เขียวในเรื่องการปกครองอย่าง
    สมบูรณ์แบบ ประชาธิปไตยเป็นแค่วิธีการ 1
    ที่มีเปลือกนอกที่สวยงาม แต่อาจไม่สัมฤทธิ์
    ผลเสมอไป โดยเฉพาะในดินแดนที่
    ผู้คนเข้าไม่ถึงหลักการ 1 สิทธิ์ 1 เสียง
    ต้องรับผิดชอบและไม่เบียดเบียนสิ่งใด

    "The Protester"
    มาตรฐานคือต้องทำเพื่อ"ส่วนรวม"! 
    คนเสื้อแดงไม่เข้าคุณสมบัติข้อนี้!!
    เพราะทำสิ่งล้วน "เพื่อตัวเอง"
    แต่อ้างประชบธิปไตย อ้างความยุติธรรม
    2 มาตรฐานบังหน้า อหิงสาแต่ลมปาก!!
    ทั้งใช้ความรุนแรง ภาษาหยาบคาย
    และเรื่องโป้ปดมดเท็จใส่ร้ายป้ายสี
    พวกนี้ไม่อาจมี"ศักดิ์ศรี"เช่น 
    The Protester
    ที่ได้รับการกล่าวขานในวันนี้...
    แต่จะเป็น "The Gangster" แห่งปี
    หรือเปล่า ต้องลองพิจารณาดู.,

  • ความเห็นที่ 1

    reverse

    (แม้สาวกของ สตีฟ จ็อบส์ ไม่น้อยจะลุ้นว่าเขาอาจจะได้ตำแหน่งนี้...แต่ผมได้บอกไว้ในคอลัมน์นี้แล้วว่า กติกาของไทม์ จะไม่ให้คนที่เสียชีวิตแล้วเป็น “บุคคลแห่งปี
    ความเห็น เราไม่ใช่สาวกของใคร แต่เราคิดว่า คิดในกรอบ

    “The Protester” หรือ “ผู้ประท้วง” เป็น “บุคคลแห่งปี”?
    ความเห็น ไม่แปลก ที่ ไทม์เลือก เพราะ การเลือกแบบกลุ่ม ไทม์ เคยเลือกมาแล้ว

    แต่ที่น่าสนใจ ผู้ประท้วง ลักษณะนี้ โอกาสแพร่ลาม ไปทั่วโลก ได้ ดังนั้น รัฐบาลทั่วโลก จะต้องมีการปรับตัวในการรับมือ กับเรื่องดังกล่าว นี่คือมหาภัย หนึ่ง แม้แต่ รบ.พม่า ได้มีการปรับตัวในเวทีการเมืองโลก ไปแล้ว

    รัฐบาล หน่วยธุรกิจ กลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ต้องบริหารงานด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อไป คำว่า smart goverment smart business units smart people คงพูดถึงบ่อยขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อดีตประธานาธิบดี คลินตัน ท่าน เขียนหนังสือเล่มใหม่ เรื่อง BACK TO WORK....มี คำว่า smart เช่นกัน

    หวังว่า เหตุการณ์การประท้วงแบบนี้ คงไม่เกิดขึ้น กับ การเมืองไทย.full stop

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement

advertisement