ผมไม่แปลกใจ ที่คณะบรรณาธิการของนิตยสารไทม์ ตัดสินใจเลือก The Protester หรือ ผู้ประท้วง เป็น บุคคลแห่งปี?
(แม้สาวกของ สตีฟ จ็อบส์ ไม่น้อยจะลุ้นว่าเขาอาจจะได้ตำแหน่งนี้...แต่ผมได้บอกไว้ในคอลัมน์นี้แล้วว่า กติกาของไทม์ จะไม่ให้คนที่เสียชีวิตแล้วเป็น “บุคคลแห่งปี”)
คำตอบมีชัดเจน...เพราะว่าปีที่ผ่านมา คือ ปีแห่งการลุกฮือของผู้คนในหลายประเทศ เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านการเมือง สังคม และ เศรษฐกิจ
ผู้ลุกขึ้นมาเรียกร้องเหล่านี้ มีพื้นภูมิและเหตุผลต่างกัน แต่มีความเหมือนกันประการหนึ่ง นั่นคือ การเรียกร้องความยุติธรรม ถูกต้องเป็นธรรม ประชาธิปไตย และ สิทธิของการดำรงชีวิตในวิถีที่ตนมีสิทธิจะเลือก
มองแง่ข่าว การประท้วงในหลายๆ ประเทศปีนี้ คือ “ข่าวใหญ่” ที่สุดของปี 2011 ที่กำลังจะจบลง และจะส่งผล “อันกว้างไกล” ต่อสถานการณ์ของโลกในปีใหม่นี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผมไม่แปลกใจที่ ไทม์ เลือก “ผู้ประท้วง” เป็น “บุคคลที่ก่อให้เกิดผลต่อโลกอย่างกว้างไกลที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในทิศทางใด”
เหมือนกับที่ผมจะไม่แปลกใจ ว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยจะเลือก “ผู้มีจิตอาสา” เป็น “บุคคลแห่งปี” ของประเทศไทยสำหรับปีที่กำลังจะจากไป เพราะในภาวะมหาอุทกภัยของประเทศเราในปีนี้ “คน” ที่ทำให้เกิดผลต่อสังคมอย่างกว้างไกลและลุ่มลึกที่สุดไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักธุรกิจ ไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่สื่อมวลชน หากแต่คือ “ผู้มีจิตอาสา” ที่เสนอตัวออกมาทำงานอย่างทุ่มเท ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยที่เขาและเธอเหล่านั้นไม่หวังผลตอบแทน ไม่คิดว่าจะต้องเป็นข่าว และมีจุดประสงค์เพียงแค่ต้องการให้เพื่อนร่วมชาติผู้ตกอยู่ในสภาพลำบากอย่างยิ่งนั้น ได้คลายความทุกข์และรอดจากความลำบากยากเข็ญที่ตนมิได้เป็นผู้ก่อแต่ประการใด
กรณีของ “ผู้ประท้วง” ทั่วโลกนั้น มีตั้งแต่พ่อค้าขายผลไม้ชาวตูนิเซีย ที่เผาตัวเองในที่สาธารณะเพื่อประท้วงผู้ปกครองประเทศที่ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องของคนเดินถนนได้
การประท้วงของคนธรรมดาคนหนึ่งคนนี้ ทำให้เกิดการลุกฮือ ถึงขั้นโค่นผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ยึดกุมอำนาจมาหลายสิบปีไปจากอำนาจที่ตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย และสร้างความสั่นคลอนให้กับผู้ปกครองในซีเรีย เยเมน และ บาห์เรน จนถึงวันนี้
จนเกิดวลี “Arab Spring” ซึ่งมีความหมายของการเบ่งบานแห่ง “ฤดูใบไม้ผลิ” ของความเป็นประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ
ทั้งๆ ที่ผู้นำเหล่านี้ไม่เคยเชื่อว่าจะมีใครสามารถมาเขย่าบัลลังก์แห่งอำนาจของพวกเขาได้เลย
คำว่า “ผู้ประท้วง” นี้ กินความไปถึงการต่อต้าน “ทุนนิยมสุดขั้ว” ในอเมริกาที่เริ่มด้วยรูปแบบการยึดย่านวอลล์สตรีท “Occupy Wall Street” ที่ขยายตัวเป็นการยึดสถานที่ของทางการในรัฐต่างๆ ในอเมริกาอย่างกว้างขวาง
เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจของผู้ที่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบในสังคม และกติกาที่ถูกกำหนดโดยคนเพียงกลุ่มเดียว (ที่ผู้ประท้วงเรียกว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ด้อยโอกาส 99% ของประชากรกับ 1% ของ อภิสิทธิ์ชน)
ผู้ประท้วงในเม็กซิโก ออกมาต่อต้านกลุ่มมาเฟียค้ายาเสพติดที่รัฐบาลไม่กล้าเข้าไปจัดการ
ผู้ประท้วงในกรีซ ออกมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านผู้นำทางการเมือง ที่ไร้ความรับผิดชอบต่อวิกฤติหนี้อันรุนแรง
ผู้ประท้วงในรัสเซีย ออกมาเดินตะโกนขับไล่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบการโกงการเลือกตั้งอย่างโจ๋งครึ่ม กับการผูกขาดอำนาจอยู่ในคนกลุ่มเดียว
ไทม์ บอกว่า ประเทศที่มีการประท้วงต่างๆ เหล่านี้ มีประชากรรวมกัน 3 พันล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ซึ่งย่อมมีความหมายว่าผู้คนจำนวนมหาศาลกำลังประกาศไม่ยอมรับกติกาเก่า และพร้อมที่จะเสี่ยงภัยและชีวิตเพื่อเรียกร้อง กดดัน และเผชิญหน้า เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่คนส่วนใหญ่พึงประสงค์
แม้ว่าการแสดงออกเช่นนั้น จะหมายถึงการที่ต้องเสี่ยงกับการตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากอำนาจรัฐในรูปแบบของแก๊สน้ำตา กระสุนปืน และ มาตรการที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมอย่างอื่น
ที่น่าสนใจ ก็คือ คำว่า “ผู้ประท้วง” ในความหมายนี้ หมายถึง คนรุ่นใหม่ที่มีความหงุดหงิด งุ่นง่าน กับความไม่ชอบมาพากลของระบบและกติกาของสังคม
“ผู้ประท้วง” ส่วนใหญ่ คือ หนุ่มสาวของสังคมที่ต้องการเห็นคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าภายใต้กติกาที่เคารพในสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และโอกาสที่จะฝันเพื่อแสวงหาเป้าหมายแห่งชีวิตที่เปิดกว้างกว่ายุคคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณยาย อย่างชัดเจนและแจ่มแจ้ง
นี่มิใช่ “การปฏิวัติเทคโนโลยี” และ มิอาจเรียกว่าเป็น “การปฏิวัติของ social media” แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์มีส่วนประสานความรู้สึกและอารมณ์ถวิลหาความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เร่งร้อน และทำให้เสียงบ่นพำพึมของคนไม่กี่คนกลายเป็นรูปแบบการแสดงออก
ที่มีพลังหนักหน่วงอย่างคาดไม่ถึง

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น