คนไทยที่คาดหวังว่ามาตรฐานแห่งจริยธรรม และคุณภาพนักการเมืองไทย ควรจะต้องพัฒนาไปพร้อมกับ ระดับการศึกษาของประเทศก็ต้องทำใจ
มองเรื่องการฟาดฟันทางการเมือง เพื่อหวังผลประโยชน์เฉพาะตนระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เป็นเรื่อง "ขำๆ" ไป ก็จะได้ไม่เครียดเกินไป
คนไทยเครียดเรื่องเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ก็หนักแล้ว เจอเรื่องฆ่าฟันกันเองบนท้องถนน ในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมาก็สาหัสหนักหนา ไม่เคยคิดว่าในชั่วชีวิตของคนไทยรุ่นหนึ่ง จะเห็นบ้านเมืองตกต่ำได้ขนาดนี้
พอเห็น พรรคภูมิใจไทย กับ พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ออกมาฟาดฟันกันทางการเมืองเรื่อง "โหวตสวน" กันจ้าละหวั่น ก็ต้องถือว่าเป็น "ตลกร้าย" อีกบทหนึ่งของการเมืองไทย ที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
แกนนำพรรคภูมิใจไทยที่โกรธแค้นที่ ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดินโหวตสวนในสภา ไม่ให้ความไว้วางใจรัฐมนตรีมหาดไทย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีคมนาคม โสภณ ซารัมย์ (ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดิน 14 คนงดออกเสียงและโหวตไม่ไว้วางใจ) ประกาศจะแจ้งว่านายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องตัดสินใจว่า จะเอาพรรคเพื่อแผ่นดิน หรือภูมิใจไทย "และต้องได้คำตอบในสัปดาห์นี้"
ส่วนพรรคภูมิใจไทย มีปฏิกิริยาที่ดุเดือดเลือดพล่าน คุณชวรัตน์ "อ่าน" แถลงการณ์ที่คนของพรรคเตรียมเอาไว้ให้นักข่าวได้ยินชัดถ้อยชัดคำว่า
"ผมรู้สึกช็อกกับการกระทำของพรรคเพื่อแผ่นดิน การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องเสียมารยาททางการเมือง ส่วนจะกดดันให้พรรคเพื่อแผ่นดินออกจากการร่วมรัฐบาลหรือไม่ เป็นเรื่องของนายกฯ"
แต่ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ตอบโต้อย่างไม่ยี่หระว่ารัฐมนตรีทั้งสองของภูมิใจไทย ชี้แจงเรื่องที่ถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้
คุณชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน บอกว่า การโหวตเป็น "เอกสิทธิ์" ของ ส.ส. และเพื่อความสมานฉันท์ พรรคประชาธิปัตย์ ควรจะมาดูแลกระทรวงมหาดไทยแทนพรรคภูมิใจไทย
ถ้าฟังเฉพาะแถลงการณ์ของทั้งสองฝ่าย จะมีความรู้สึกว่าท่านผู้แทนราษฎรทั้งสองพรรคนี้ มีความเสียสละเพื่อประเทศชาติและประชาชนยิ่งนัก
แต่ถ้าอ่านให้ละเอียดและตรวจสอบข่าวให้รอบด้าน ก็จะเกิดความรู้สึก เอียนระอา ต่อพฤติกรรมของนักการเมืองของประเทศนี้อย่างยิ่ง
ท่านเหล่านี้จะอ้างกฎเกณฑ์กติกาข้อไหนก็ได้ แล้วแต่ว่าจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ของตัวเองในเรื่องนั้นๆ หรือไม่เท่านั้น
ทีเรื่องจะ "โหวตสวน" เพื่อสั่งสอนนักการเมืองอีกค่ายหนึ่ง ก็อ้างว่ารัฐธรรมนูญให้ "เอกสิทธิ์" ส.ส. ในการลงมติเลือกนายกฯ หรือไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรี
แต่หากเป็นอีกกรณีหนึ่ง พวกเขาก็จะอ้างว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้ เป็นการ "ทำลาย" ความเข้มแข็งของพรรคการเมือง เพราะจะทำให้เกิดการ "หักหลัง" และ "ขายตัว" กันได้ง่ายๆ
เหตุการณ์ครั้งนี้ก็จะเห็นข้ออ้าง ของทั้งสองฝ่ายในลักษณะเดียวกัน... ด้านที่กระทำจะบอกว่า ส.ส. ของเขามีสติปัญญาที่จะวินิจฉัย จากการฟังการอภิปรายอย่างเป็นอิสระ และได้ตัดสินแล้วว่า ไม่สมควรจะลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีสองคนที่อยู่พรรคภูมิใจไทย
แต่ถ้าฟังให้ครบถ้วน ก็จะได้ยินว่าเหตุผลที่แท้จริงอาจจะอยู่ที่ว่าพรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่ต้องการให้พรรคภูมิใจไทย คุมกระทรวงมหาดไทย และถ้าหากเจาะลึกลงไปอีกหน่อย ก็อาจจะได้ความว่าสองพรรคร่วมรัฐบาลนี้ มีการงัดข้อเรื่องแก่งแย่งงบประมาณและอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญๆ ในกระทรวงทบวงกรมทั้งหลาย
แปลว่าสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่เป็นจริงนั้นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
ภาษาการเมืองที่ใช้ระหว่างกัน ก็สร้างความขบขันได้ไม่น้อย... เพราะขณะที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย บอกว่า "ไม่ได้กดดันนายกฯ" ให้ขับพรรคเพื่อแผ่นดินออกไป แต่พวกเขาก็ประกาศเกือบจะพร้อมกันหลายคนว่า
"นายกฯ ต้องตัดสินใจจะเอาพรรคไหน"
ไม่ได้กดดัน แต่ต้องตัดสินใจเลือกฉันหรือเลือกอีกฝ่ายหนึ่ง
และเสริมด้วยประโยคจากแกนนำของภูมิใจไทย อีกบางคนว่า "เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะทำงานด้วยกันได้หรือ"
บอกแล้วครับว่า ติดตามข่าวสารบ้านเมืองช่วงนี้อย่าได้เครียดเป็นอันขาด เพราะโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเราเองว่าปล่อยให้ "ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ" เหล่านี้ เข้าไปอ้างความเป็น "ผู้แทนราษฎร" ในสภาได้อย่างไร
Tags : พรรคภูมิใจไทย • พรรคเพื่อแผ่นดิน • คุณภาพนักการเมืองไทย

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น