คนไทยจำนวนมาก เรียกร้องให้บ้านเมืองกลับมาสู่ "ขื่อแป" และอีกจำนวนไม่น้อยเรียกร้องให้ใช้ "สันติวิธี"
ขณะที่ผมเชื่อว่าทุกคน (ยกเว้นกลุ่มที่ต้องการสร้างมิคสัญญีเพื่อประโยชน์แห่งตน) ไม่ต้องการเห็นการนองเลือดเป็นอันขาด
น่าเสียดายว่ากลุ่มคนที่เรียกร้อง "สันติวิธี" กับคนที่บอกว่าบ้านเมืองนี้จะให้ "ม็อบ" ปกครองประเทศไม่ได้ ยังได้ "ระดมพลัง" รวมตัวเป็นความเคลื่อนไหวเป็นอันหนึ่งอันเดียว เพื่อบอกทั้งฝ่ายทหาร และฝ่ายคนเสื้อแดง ว่า หากทั้งสองฟากฝั่งยังเดินหน้าตามยุทธวิธีของตน โอกาสจะเกิด "สงครามกลางเมือง" ก็มีสูงยิ่ง
เพราะถ้าหากฝ่าย "สันติวิธี" และฝ่ายเรียกร้อง "ขื่อแป" หรือ law and order ไม่ประสานพลังเพื่อให้ฝ่ายที่กำลังเผชิญหน้าได้สำนึกถึงความรับผิดชอบ ที่จะต้องหลีกเลี่ยงอนาธิปไตยของประเทศแล้วไซร้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นไปอย่างที่คนบางกลุ่มตั้งคำถามว่า
จะต้องให้ประชาชนออกมาจัดการกันเองหรือ
หากเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับยอมรับว่าคนทั้งคนไทยทั้งประเทศ กำลังพ่ายแพ้อย่างรุนแรงที่สุด ในประวัติศาสตร์ของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กล่าวเฉพาะกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว ยิ่งวันก็ยิ่งชัดขึ้นว่าเราไม่อาจจะเรียก "คนเสื้อแดง" กว้างๆ ลอยๆ เสมือนหนึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกันอีกต่อไป
เพราะชัดเจนว่าการวิเคราะห์ใดๆ ต้องแยกให้ออกว่าขบวนการเสื้อแดงนั้น มีอยู่หลายกลุ่มที่มีเป้าหมาย ภูมิหลัง และเจตนาที่แตกต่างกัน
กลุ่มแรก คือ แกนนำที่รับคำสั่งจากผู้บงการ กลุ่มที่สอง คือ หน่วยสู้รบที่พรางตัวอยู่ในที่ต่างๆ พร้อมที่จะปะฉะดะกับเจ้าหน้าที่เมื่อมีโอกาส กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มนักการเมืองที่หนุนอยู่ข้างๆ และข้างหลัง...และกลุ่มที่สี่ คือ ประชาชนที่มีความเดือดร้อน และต้องการเห็นการปรับปรุงวิถีชีวิตของตนและประเทศชาติ
และทั้งหมดนี้ มี "ผู้บงการ" เพียงคนเดียวที่ดิ้นรนต่อสู้ เพื่อให้ตัวเองพ้นจากความผิด และต้องการทรัพย์สินคืนเท่านั้น
คำว่า "อำมาตย์กับไพร่" หรือ "สงครามชนชั้น" เป็นเพียงวาทกรรมเพื่อปลุกระดม ให้การชุมนุมสามารถยืดเยื้อให้บรรลุถึงเป้าที่ใครคนนั้นต้องการเห็นเท่านั้น
และอีกกลุ่มหนึ่งที่แฝงอยู่ในความเคลื่อนไหว "แดง" ครั้งนี้ คือ คนที่เรียกตัวเองว่า "ซ้าย" ทั้งเก่าและใหม่ ทั้งที่มีความมุ่งมั่นจริงใจ และนักฉวยโอกาสกับไร้เดียงสาผสมปนเปกัน เพื่อ "เปลี่ยนแปลงประเทศไทย" และเป็นกลุ่มที่สร้างคำ "รัฐไทยใหม่" ให้ฟังขึงขัง โดยที่ยังไม่สามารถหรือกล้าบอกกับ "มวลชน" ว่า พวกเขากำลังจะพาผู้ชุมนุมเหล่านี้ไปทางไหน
และใครเป็นคนกำหนด road map ของ "รัฐไทยใหม่"
และใครให้สิทธิพวกเขาที่จะเป็นคนกำหนดชะตากรรมของคนไทยทั้ง 65 ล้านคนไปทางนั้นๆ
ผู้ชุมนุม "บริสุทธิ์" เหล่านี้แหละครับที่คนทั้งประเทศเป็นห่วงเป็นใย ว่าจะตกอยู่ในวงล้อมของความรุนแรง หากฝ่ายแกนนำคุมเกมไม่อยู่ หรือถูกการสร้างข่าวบิดเบือน และใช้วาทกรรมกรอกหูให้เชื่อตาม "นักทฤษฎีเหมา" บางคนที่กำลังถูกทักษิณ ใช้ให้บรรลุเป้าหมายของตนก่อน
คนกลุ่มต่างๆ ที่ว่าต่างคนต่างก็นึกว่าสามารถจะ "ใช้" อีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในภาพรวมๆ "สีแดง" เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเอง โดยนึกว่าตนเองสามารถใช้ "มวลชน" เป็นเครื่องมือของตนเอง
ทั้งๆ ในความเป็นจริงแล้ว เขาเหล่านั้นไม่เข้าใจหรอกว่ามวลชนมีปัญญา และความเข้าใจในเป้าหมายแห่งการต่อสู้ได้ดีกว่า "แกนนำ" หรือ "นักทฤษฎี" หรือ "นักวางแผนหลังเวที" ได้ดีกว่าพวกเขาในทุกกรณี
หากฝ่ายรัฐบาลไม่เข้าใจความสลับซับซ้อน ของโครงสร้างของเครือข่ายของฝ่ายชุมนุม และตกหลุมพรางด้วยการใช้กำลังเข้า "สลาย" แต่เพียงอย่างเดียว ก็ย่อมจะกลายเป็นผู้เพลี่ยงพล้ำในสถานการณ์ที่อ่อนไหว
เพราะไม่ว่าฝ่ายใดจะพลาดท่า ผลกรรมที่เกิดขึ้น ก็คือ ประชาชนผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายชุมนุมและฝ่ายที่ต่อต้านการชุมนุม ก็จะกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรง
พวกเขาจะ "ตายฟรี" เพื่อสังเวยความไร้เหตุไร้ผลของทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ
ดังนั้น หนทางเดียวที่จะนำพาประเทศกลับสู่ภาวะปกติ ก็คือ การเจรจาไม่มีหนทางอื่นใด ไม่ว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้วิธี "กดดัน" หรือ "สงครามข่าวสาร" หรือ "สงครามจิตวิทยา" อย่างไร ก็ไม่อาจจะทำให้ความเสี่ยงอันเกิดจากการเผชิญหน้าเช่นนี้ลดไปได้
เพราะด้านหนึ่งคนไทยต้องการเป็น "ขื่อแป" และอีกด้านหนึ่ง ก็ต้องการใช้ "สันติวิธี" และหลีกเลี่ยงการฆ่าฟันกันในทุกกรณี
การเจรจาไม่ได้สะท้อนความอ่อนแอ หากแต่เป็นวิธีของคนกล้าจริงๆ
คนขลาดเขลาเท่านั้นที่ใช้ความรุนแรง คนฉลาดและมีธรรมะในหัวใจย่อมต้องใช้การเจรจา เพื่อระงับโอกาสที่จะทำให้ผู้คนต้องเสียเลือดเนื้อ
ยามนี้เราต้องการคนกล้า ที่จะหาทางออกด้วยวิธีการสันติธรรม มิใช่คนขลาดที่ใช้อาวุธประหัตประหารเพื่อนร่วมชาติ
Tags : สันติวิธีเพื่อฝ่าข้ามวิกฤติ • เสื้อแดง • นปช.
