หนังสือที่กำลังสร้างความฮือฮาในแวดวงคอข่าวเมืองจีนวันนี้ชื่อ "จีนไม่แฮปปี้" (จงกั๋วปู้กาวซิ่ง)
ซึ่งเรียกร้องให้ประเทศจีน ปะฉะดะกับโลกตะวันตกอย่างไม่ต้องหวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ
เป็นหนังสือตอกย้ำความรู้สึกชาตินิยมที่ต่อเนื่องมาจากหนังสืออีกเล่มหนึ่งก่อนหน้านี้ ที่แปลได้ความ "จีนที่สามารถปฏิเสธได้" (จงกั๋วเข่อหยีซัวปู้) ซึ่งมีน้ำเสียงทำนองเดียวกัน
หนังสือเล่มใหม่เป็นผลงานของนักเขียนจีน 5 คน ร่วมกันบรรเลงบทความด้วยภาษาดุดันเพื่อประกาศว่าวันนี้ประเทศจีนไม่ต้องก้มหัวให้กับตะวันตกอีกต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น ในหลายประโยค คนเขียนทั้งห้ายังพยายามจะส่งสัญญาณว่า วันนี้จีนสามารถจะเป็นผู้นำของโลกได้ด้วยซ้ำไป
China is Not Happy คือคำแปลเป็นภาษาฝรั่งของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าคงจะได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากมายหลายชาติ
เพราะแม้ว่าบทความของทั้งห้า (นักวิชาการ สังคมวิทยา นักวิเคราะห์ทางทหาร นักคิดด้านชาตินิยม และนักหนังสือพิมพ์) จะไม่ใช่เป็นการสะท้อนแนวคิดทางการของผู้นำจีนวันนี้ แต่ก็อาจจะมีส่วนกระตุ้นให้คนจีนไม่น้อย เกิดความรู้สึกเห็นพ้องในทำนองที่จะให้ประเทศของตนมีบทบาทที่โดดเด่นในเวทีโลก
และไม่ยอม "ก้มหัว" ให้กับประเทศตะวันตกอย่างที่เป็นมาในอดีต
1 ในนักเขียน 5 คนนี้ให้สัมภาษณ์สื่อจีนด้วยภาษาดุดันว่า "ถ้าเราไม่เลิกวัฒนธรรมของการเป็นทาสของต่างชาติ เราก็ไม่มีทางเอาตัวเราเองรอดได้..."
หนึ่งในบทความเจาะจงหาเรื่องกับฝรั่งเศส ที่สร้างความไม่พอใจกับคนจีนไม่น้อย ที่ไปขัดขวางการวิ่งคบเพลิงโอลิมปิกเมื่อปีที่แล้ว
คนเขียนเสนอว่ารัฐบาลจีนไม่ควรจะอยู่นิ่งเฉย ควรจะต้องตอบโต้ด้วย "การทูตลงโทษ" เพื่อเป็นการแก้แค้นที่ฝรั่งเศสไม่ให้เกียรติกับจีนอย่างออกนอกหน้าเช่นนั้น
จุดยืนของหนังสือเล่มนี้ไม่บันเบา ประกาศจะแจ้งว่าจีนจะต้องไม่ยอมให้ฝรั่งมังค่ามาปฏิบัติต่อตนอย่างประเทศชั้นสองอีกต่อไป
พูดง่ายๆ ก็คือว่าให้โลกตะวันตกได้รู้ว่า "ไผเป็นไผ" เสียบ้าง
อีกด้านหนึ่งของหนังสือเล่มนี้วิพากษ์เหล่าบรรดา "ปัญญาชน" ที่มีแนวคิดไปทาง "เสรีนิยม" ที่ค่อนไปทางตะวันตก ซึ่งคนเขียนหนังสือเล่มนี้อ้างว่าเขาเหล่านี้มีอิทธิพลเหนือความคิดของสังคมเกินขอบเขตของความพอดี
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือคนเขียนกลุ่มนี้กำลังจะบอกกล่าวกับคนจีนทั่วไปว่าอย่าได้เชื่อ "พวกที่ตัวเป็นหัวก้าวหน้า" ที่โอนเอียงไปทางด้านความคิดตะวันตก เพราะนั่นเท่ากับเป็นการยอมเป็นทาสรับใช้วิธีคิดแบบมะกันหรือยุโรปที่ไม่เคารพในศักดิ์ศรี และการเติบใหญ่ของจีนวันนี้
หนีไม่พ้นว่าหนังสือเล่มนี้จะเท้าความไปถึงประวัติศาสตร์ของจีนตั้งแต่ ค.ศ.1840 และสงครามฝิ่นที่จีน โดนต่างประเทศเข้ามาครอบงำและคุกคามอย่างต่อเนื่องตลอด
พอพูดถึงอดีตอันขมขื่นเช่นนี้ คนจีนส่วนใหญ่ก็จะมีอารมณ์ร่วมกับความรู้สึกต่อต้านตะวันตกขึ้นมาอย่างไม่ยากเย็นนัก
แต่นักเขียนทั้ง 5 คนนี้ก็ยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้เป็นห่วงเรื่อง ประชาธิปไตยน้อยไปกว่า "เหล่าบรรดาปัญญาชน" หัวเสรีนิยมแต่อย่างไร
แน่นอนว่านักเขียนกลุ่มนี้ไม่ใช้คำว่า "ประชาธิปไตย" หรือ "ปฏิรูปการเมือง" โดยตรง แต่ใช้คำว่า "ปรับปรุงเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศ และต่อสู้เพื่ออธิปไตยในต่างประเทศ"
อีกบางส่วนของบทความก็ระบุว่า "การพัฒนาของจีนไม่อาจจะทอดทิ้งประชาชนคนจีนส่วนใหญ่ได้"
อ่านระหว่างบรรทัดให้ละเอียดก็จะเห็นแนวโน้มที่น่าสนใจในหมู่นักคิดนักเขียนรุ่นใหม่ของจีน...นั่นคือแม้จะไม่วิพากษ์รัฐบาลและผู้นำจีนโดยตรง แต่ก็จะไม่ทำตัวเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล
บทความ และหนังสือในจีนวันนี้ที่ประชาชนนิยมอ่านนั้น จะต้องมีน้ำเสียงวิจารณ์รัฐบาลอยู่ในทีในขณะที่ "อัด" ต่างประเทศที่ไม่ให้เกียรติประเทศจีนพร้อมๆ กันไป
เข้าไปอ่านบล็อกต่างๆ ของจีนก็จะเห็นความเห็นที่แตกต่างพอสมควร...ที่เห็นพ้องกับแนวคิดของหนังสือเล่มนี้มีไม่น้อย แต่คนวิพากษ์ทิศทาง "ความคลั่งชาติ" ของหนังสือเล่มนี้ก็มีมากพอสมควร
บางคนบอกว่าญี่ปุ่นก็เคยประกาศ "Say No" ต่อตะวันตกมาก่อนหน้านี้ (หนังสือชื่อ "Japan That Can Say No" เขียนโดยผู้ร่วมก่อตั้ง Sony ที่ชื่อ อะคิโอะ มอริตะ) แต่ก็ไม่ได้ทำให้ญี่ปุ่นเพิ่มอำนาจต่อรองของตนเท่าไรนัก
อีกบางคนบอกว่า คุณภาพของคนจีนวันนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะลุกขึ้นมา "Say No" กับใครต่อใครได้
บรรยากาศการถกเถียงทิศทางของประเทศจีนกำลังร้อนแรงขึ้นในอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าผู้นำจีนจะอยากได้ยินมากน้อยเพียงใดหรือไม่ก็ตาม
"แม่โขงสายน้ำพยศ" วันจันทร์ที่ 4 พ.ค. นี้ อย่าพลาดชม คุณสุทธิชัย นำท่านเดินทางสำรวจถึงสิบสองปันนา ดินแดนของชนกลุ่มน้อย "ชาวไทลื้อ" และได้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน สิบสองปันนาองค์สุดท้าย เจ้าหม่อมคำลือ อย่างไม่คาดฝัน ทางช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ เวลาดี 4 ทุ่ม 15 โดยสุทธิชัย หยุ่น
Tags : จีนไม่แฮปปี้ • (จงกั๋วปู้กาวซิ่ง)

ความคิดเห็นที่ 9
ผู้ดู , 3 พฤษภาคม 2552 06:38
เห็นด้วยกับความเห็นที่ 4 เพียงครึงเดียว .....สิ่งที่เขียนมาเป็นข้อด้อยของเขาจริง......เหมือนสินค้าญี่ปุ่นเมื่อ 30 - 40 ปีก่อน .....ไม่นานเกินรอจะพบว่าสินค้าเขาจะก้าวขึ้นไปลำหน้าไทยเราจนไม่เห็นฝุ่น......เห็นการวิเคราะห์แบบนี้แล้วก็ไม่แปลกใจว่าทำไมความเห็น 4 จึงยืนหยัดข้างคุณเหลี่ยม ผู้ด้อยจริยะธรรมและพ่ายแพ้ในการต่อสู้มาตลอดจนลำบากอยู่เช่นทุกวันนี้ ในขณะที่กองเชียคุณเหลี่ยมที่มีสติและฉลาดหน่อยเขาปลีกตัวไปหลายปีแล้ว
ความคิดเห็นที่ 8
ชาวเอเซีย , 2 พฤษภาคม 2552 22:24
เมื่อ400กว่าปีที่แล้วเป็นของอังกฤษ 100กว่าปีให้หลังเป็นของฝรั่งเศษ 50ปีเป็นของอเมริกา 20ปีที่ผ่านมาเป็นของญี่ปุ่น และหลังจากปี2000เป็นของจีน มหาอำนาจใหม่ พวกเรายินดีที่ชาวเอเซียได้ลืมตาอ้าปากได้ จากคำที่เคยดูถูกจากพวกตะวันตกว่า ขี้โรคเอเซีย จากบิดาแห่งยาเสพติด (แดนผู้ดี) พวกมหาโจรที่ขโมยวัตถุโบราณจากเอเซีย เอาไปเป็นของตนเอง พวกล่าเมืองขึ้น พวกเราชาวเอเซียรวมกันเป็นหนึ่งสามารถชนะพวกฝร่งได้อย่างสบาย ส่วนเรื่องธิเบตเป็นแผนของพวกตะวันตก ต้องการให้จีนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เหมือนภาคใต้ของ เราคงไม่ยอมให้3จังหวัดชายแดนภาคใต้หลุดไป อย่างลุงแซมฆ่าชาวอินเดียแดงตายยึดแผ่นดินมา ปล้นแผ่นดินเม็กซิโกก่อนจะว่าใครเขา ลองย้อนประวัติศาสตร์ไปก่อนว่าเคยทำอย่างไรมาก่อน และค่อยมาว่าคนอื่นเขา
ความคิดเห็นที่ 7
= = , 2 พฤษภาคม 2552 18:56
***ก็จริงอ่ะครับในตอนนี้เท่าที่ผมดูข่าวว่ามีทุนช่วยเหลือประกันนักท่องเที่ยว 300ล้านหรือป่าวครับแต่เกตุผลบางอย่างก็คือชาวต่างชาติยังไม่ยอกไปไหนนอกจากบ้านเพราะไข้หวัดที่น่าเป็นห่วงตอนนี้ก็คือชาวต่างชาติที่อยู่ในไทยตอนนี้เงินก็น่าจะน้อยลงจะอยู่ในไทยเงินก็ใกล้จะหมดจะกลับประเทศก็กลัวไปติดหวัดผมไม่รู้ว่าคนอ่านคิดอย่างไงแต่ถ้าแบ่งเงินตรงส่วนนี้มาช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ประสบกับภาวะเศรษฐกิจและกลัวไข้หวัดถ้าหากกลับประเทศตนเอง+กับเงินที่เก็บไว้ในตอนนี้ใกล้จะหมดหากช่วยเหลือจะแสดงน้ำใจได้อย่างดีเยี่ยมแต่ต้องระวังอยู่อย่างนะครับคนบางประเภทเขาห่วงเรื่องศักดิ์ศรีควรทำในรูปแบบน้ำใจแบบลดค่าห้องให้กับประเทศที่กำลังติดหวัดเพื่อลดค่าใช้จ่ายของเขาและเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวทางอ้อมโดยการแสดงน้ำใจแบบทางอ้อมเพราะรู้ว่าเดือดร้อนกันหมดแต่ส่วนต่างบางอย่างของต่างชาติที่เดือดร้อนจริงๆมีดูได้จากโรงแรมห้องเช่าส่วนใหญ่ต่างชาติเขาจะเช่าห้องระดับ3-5ดาวหรืออะไรทำนองนั้นอยู่ดีดีเขาลดค่าใช้จ่ายค่าห้องก็คือเขาเริ่มกระทบเรื่องเงิน + กับการต่อพลาสปอร์ตทุกๆ3เดือนที่ต้องเดินทางไป มาเลเชียที่ต้องประทับตรามันเสียค่าใช้จ่ายอยู่หากแก้ไขอย่างเช่นการต่อพลาสปอร์ตที่อำเภอจังหวัดหรืออะไรแล้วแต่สะดวกแต่ระยะเวลาการต่อจะสิ้นสุดลงเมื่อการแพรระบาดไข้หวัดจะสิ้นสุดลงจะทำให้เขาลดค่าใช้จ่ายต่อพลาสปอร์ตและค่าที่พักเนื่องจากไทยแสดงน้ำใจโดยลดค่าที่พักให้เหมาะกับสมดุลนะครับไม่ใช่ทำขาดทุน เพราะไข้หวัดยังไม่หมดเลยเป็นห่วงไปในตัวสมดุลคงทำเป็นมั่งครับ
ความคิดเห็นที่ 6
วีซี , 2 พฤษภาคม 2552 15:51
เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่คนจีน (และคนไทยด้วย) ต้องกล้าพูดกับพวกฝรั่งว่าไม่ และ ข้าเองก็ไม่ชอบน่ะเฟ่ย เพราะในการประชุมนานาชาติทุกครั้ง จีนจะตกเป็นเป้าเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอ แม้แต่ไทยเองก็เถอะ ล่าสุดยังไม่ยอมถอนจากประเทศที่จะต้องจับตามอง คุณความเห็นที่ 4 คงไม่ทราบว่า ในสมัยที่ผมเป็นเด็ก (สัก 50 ปีก่อน) พ่อแม่ผมต้องส่งเงินไปให้ญาติเป็นประจำเพราะจีนต้องอยู่ใต้อำนาจคอมมูนิสต์ภายใต้การปกครองของเมาเซตุง แต่เมื่อเติ้งเสียวผิงขึ้นครองอำนาจ จีนได้พัฒนาประเทศสูงสุด ปัจจุบัน จีนมีเงินสำรองต่างชาติมากที่สุดในโลก * กันเสียอีกคือประเทศที่ล้มละลาย เป็นหนี้เป็นสินมากมายมหาศาล โชคดีว่าเป็นประเทศเดียวที่พิมพ์ธนบัติได้ตามใจชอบตลอดเวลา เลยพิมพ์แบงค์มากกว่าแบงค์กงเต็กเสียอีก เทียบกันแล้ว คนจีที่มีพลเมืองมากที่สุดในโลกอยู่สบายกว่าพวก * กันเยอะมาก จีนจึงมีสิทธิ์ที่จะพูดคำว่า ไม่ ไม่ ไม่ กับพวกฝรั่งได้ตลอดเวลา
ความคิดเห็นที่ 5
num , 2 พฤษภาคม 2552 13:23
คุณหยุ่นครับ ช่วยเพิ่มจำนวนการจำหน่าย เนชั่นสุดสัปดาห์ ด้วยครับ พอดีหาซื้อไม่ได้มาสามอาทิตย์แล้ว
ความคิดเห็นที่ 4
lamai98 , 2 พฤษภาคม 2552 11:47
ฮา..อยากหัวเราะให้ฟันหลุด นั้นมันความคิดของคนแค่ 5 คนจากประชาชนทั้งหมดพันๆล้านคน ไม่ลองถามผู้นำจีนบ้างหรือจะเป็นผู้นำโลก คนจีนทั้งประเทศมีกินครบ 3 มื้อทุกคนหรือเปล่า คนจีนใหญ่โตจริง แต่เหมือนคนขาดแคลเซี่ยม เป็นคนกระดูกผุ ยืนบนลำแข้งตัวเองโดยไม่พิ่งกำแพง(ตะวันตก)ยืนโดยไม่พิงกำแพงได้หรือเปล่า สินค้าอะไรของจีนที่ทำให้ตะวันตกหงอได้บ้าง ไม่มี ที่เป็นล่ำเป็นสันของเด็กเล่นราคาถูกทาสีอันตราย สินค้านมก็ส่งออกไม่ได้เพราะไปเอาอะไรผสมก็ไม่รู้เด็กกินเป็นโรคไตเห็นๆกันอยู่ เขาส่งกลับจีนหมดส่งออกย่อยยับ แค่ซาลาเปายังเอากล่องกระดาษแช่น้ำผสมเลย พืช ผักก็ขายได้เฉพาะประเทศไทยมั้ง เพราะดันไปใช้ปุ๋ยคอก สู้กับฝรั่งเศษยิ่งมองไม่เห็น เอาไวน์ที่ใหนดื่ม กินกันผู้นำจีนก็ชอบไวน์ฝรั่งเศษ ใผ่เขียว คงเลิกทำกันแล้ว เห็นมแต่ในหนัง หนังก็สู้เกาหลีไม่ได้ จะสร้างแบบโปเลโปโลเย ก็ขายได้แต่ใน ไทยกับเขมร เขียนขายไปเถอะหนังสือเขียนเพื่ออ่านให้สบายใจได้ แต่ทำไม่ได้หรอกไม่ว่าจะทศวรรษใหน
ความคิดเห็นที่ 3
เอเลี่ยน2009 , 2 พฤษภาคม 2552 09:45
สมควรที่จะไม่ยินดี ตอนวิกฤตต้มยำกุ้งอเมริกาให้ปล่อยธุรกิจล้มละลาย พอวิกฤตแฮมเบอเกอร์ อเมริกากลับอยู่ในภาวะ ฉันล้มไม่ได้ ถ้าฉันล้มทั้งโลกต้องถล่มทะลาย ปัญหาของอเมริกาคือปัญหาของโลก แต่ปัญหาของจีนก็แค่ปัญหาของจีน เมื่ออเมริกาจะต้องล้ม ต้องสร้างความเดือดร้อนให้ประเทศต่างๆทั่วโลก จึงทำให้ทั่วโลกต้องยอมช่วยเหลืออเมริกา ถ้าประเทศอื่นไม่เดือดร้อนกับปัญหาของอเมริกา อเมริกาก็จะอยู่ไม่ได้ ขึ้นกับว่าใครจะฉลาดกว่าใคร ใครฉลาดกว่าคนนั้นอยู่รอด แล้วครอบครอง
ความคิดเห็นที่ 2
เดรัจฉานชินวัตร , 2 พฤษภาคม 2552 08:57
ประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่ได้เป็นวิธีเดียวที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ในทุกๆที่ทุกๆสังคมทุกวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยที่ยังมีงัวฟายที่ไม่เคยเสียภาษีไม่เคยมีส่วนร่วมในการร่วมพัฒนาสังคมและสนใจเพียงว่าสัตว์เดรัจฉานที่อยู่ในคราบนักเลือกตั้งจะเอาของฟรีจากภาษีของสุจริตชนอะไรบ้างมาแจก
ความคิดเห็นที่ 1
แบบไทยๆ , 2 พฤษภาคม 2552 07:48
คนรุ่นใหม่ของประเทศจีนมองการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบฝรั่งตะวันตก ทำให้ผู้นำจีน ทางการจีนชักเริ่มไม่แฮปปี้ เพราะการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบประเทศจีนเขาไม่มีฝ่ายค้านแต่เปิดประเทศมาไม่นานนักใช้ระบอบทุนนิยมบริหารเศรษฐกิจประเทศจีน จนร่ำรวย อู้ฟู ก้าวเป็นมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่งในวันนี้ คนมีจะกิน จะปกครองรูปแบบไหน คนไม่ต่อต้านขัดขืน... ปัญหาคือ ในอนาคต ถ้าคนกินท้องอิ่ม มีทุกอย่างแล้ว คนรุ่นใหม่จะคิดตรวจสอบรัฐบาลไม่ให้ยักยอก ฉกฉวย คอรับชั่นกันตามสบายแล้วพวกผู้นำที่ครองอำนาจ จะกลัวเสียผลประโยชน์บริษัทครอบครัว พรรคพวก ต้องหาทางรักษาผลประโยชน์อยู่ในอำนาจให้ยาวนานทีสุดเท่าที่จะนานได้ ทำทุกวิธีแม้แบบเทียนอันเหมิน หรือธิเบต