ก่อนจะถกแถลงกันว่าสถาบันพระปกเกล้า "เป็นกลาง" หรือเปล่า ทุกฝ่ายต้องเห็นพ้องกันก่อน
ว่า การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของกระบวนการที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ การ "ปฏิรูปการเมือง"
เพราะหากปล่อยให้นักเลือกตั้งมาครอบงำการส่งเสียงดังอย่างที่ได้ยินทุกวัน ลงท้ายก็จะเถียงกันประเด็นเก่าๆ ที่นักการเมืองที่แสวงหาอำนาจรัฐถกกันมาตลอดหลายสิบปี
ประชาชนต้องการการปฏิรูปการเมือง แต่นักการเมืองต้องการแค่จะแก้รัฐธรรมนูญมาตรานั้นมาตรานี้ เพียงเพื่อจะให้สอดคล้องกับการที่พรรคของตนจะได้เปรียบในการแย่งกันตั้งรัฐบาลเท่านั้นเอง
เอาเข้าจริงๆ แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะรับเป็น "เจ้าภาพ" ในการจัดเวทีกลางเพื่อการปฏิรูปการเมือง ก็ไม่ได้แปลว่านักวิชาการสังกัดสถาบันแห่งนี้ จะเป็นผู้กำหนดว่าการปฏิรูปการเมืองจะไปทิศทางใด
เพราะไม่ว่าสถาบันไหนจะทำหน้าที่นี้ ก็เป็นแค่คนบริหารให้มีการแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อนำไปสู่การตัดสินของคนกลุ่มที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงได้
ดังนั้น ที่นักการเมืองฝ่ายหนึ่งบอกว่า สถาบันพระปกเกล้า "ไม่เคยแสดงตนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย เพราะไปยุ่งกับคณะรัฐประหาร โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550.." จึงเป็นการตั้งข้อสังเกตที่ไร้สาระ
เพราะรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นฉบับ 2540 หรือ 2550 ก็ไม่ได้มาจากคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะกระบวนการร่างและถกแถลงก่อนจะสรุปเป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีพระบรมราชโองการประกาศใช้นั้น เป็นผลของการลงมติกันมาตราต่อมาตรา และเป็นการทำงานของกลุ่มคนที่มีตัวตน สามารถตรวจสอบ และย้อนกลับไปสอบถามได้ทั้งสิ้น
ใครจะชอบหรือไม่ชอบรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นสิทธิส่วนตัวของทุกคน และแม้คนที่บอกว่าฉบับปี 2540 ดีกว่า 2550 ก็ไม่ได้แปลว่าจะเห็นพ้องกับทุกมาตราของฉบับนั้นๆ เพราะมีบางประเด็นที่คนชอบ และอีกบางประเด็นที่คนอีกบางคนไม่ชอบ
ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะอ้างว่าฉบับนั้นเป็นคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ
ยิ่งหากเข้าใจตรงกันเสียตั้งแต่แรกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็น "ทุกอย่าง" ของการปฏิรูปการเมือง ก็ยิ่งต้องทำให้เห็นว่าการถกเถียงของสังคมไทย ไม่ควรจะอยู่เพียงเรื่องที่นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งสนใจเท่านั้น
สภาสถาบันพระปกเกล้า ประชุมกันแล้วมีมติให้รับ "ทำการศึกษา" เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย โดยมีมติให้ ดร.สุจิต บุญบงการ เป็นประธาน
แต่ไม่ว่าใครจะเป็นประธาน ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นผู้กำหนดทิศทางการปฏิรูปได้ เพราะจะมีการตั้ง "คณะกรรมการอิสระ" ที่ประกอบด้วย ตัวแทนจากภาคส่วนไม่เกิน 50 คน โดยจะใช้เวลาศึกษาให้แล้วเสร็จใน 8 เดือน แยกเป็น 3 ระยะ ซึ่งจะต้องแสวงหาความเห็นจากประชาชนคนไทยทุกระดับชั้น
หรือที่เรียกว่าสูตร 8-3-8 ซึ่งหมายถึง 8 เดือนแรกเพื่อศึกษาแนวทางปฏิรูป 3 เดือนเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใน 8 เดือน รวมแล้ว 19 เดือน
ระยะแรก คือ การศึกษาข้อเสนอแนะและรับฟังความเห็นจากผู้นำการเมือง ทั้งนายกฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานสภาผู้แทน ประธานวุฒิสภา รวมไปถึงผู้แทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เป็นต้น
ต้องฟังทั้งคนเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ว่างั้นเถอะ
แต่ต้องไม่ลืมว่า การปฏิรูปการเมืองไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะของคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองเท่านั้น
คนใส่เสื้อทุกสีต้องมีโอกาสร่วมแสดงความเห็นด้วยอย่างเต็มที่
จากนั้นระยะสอง คือ การนำความเห็นต่างๆ เหล่านี้ มาจัดทำเป็นข้อเสนอเบื้องต้น เพื่อนำไปรับฟังความเห็นจากกลุ่มต่างๆ และประชาชน 76 จังหวัด
และระยะสาม คือ การนำข้อเสนอต่างๆ มาจัดทำเป็นข้อสรุปสุดท้าย ปรับปรุงข้อเสนอ และจัดส่งให้คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และพิมพ์เผยแพร่ประชาชน
ตัวแทนอิสระก็จะต้องมาจากทั้งคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง นักการเมือง ที่ประชุมคณบดีคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ 4 ภาค และที่ประชุมอธิการบดีทั้งประเทศและที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเอกชน
ทั้งสภาหอการค้า เอ็นจีโอ กลุ่มชาวบ้านต่างๆ จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นทั้งสิ้น
เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่เพียงแค่การแก้รัฐธรรมนูญ หากแต่คือการพัฒนาประชาธิปไตยและปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม
ถ้าถามผม สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ก็คือเริ่มต้นก็จะต้องศึกษาให้เข้าใจเสียก่อนว่าเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองทะเลาะกันเพราะอะไร
และวิเคราะห์ให้ได้ว่าต้นเหตุของปัญหาการเผชิญหน้าทางการเมืองทุกวันนี้คืออะไร อุปสรรคของการสร้างระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยคืออะไรและจะแก้ไขกันเช่นไร
เรื่องจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ เรื่องเลือกตั้งแบบพวงเล็กพวงใหญ่ เรื่องนายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. หรือไม่ หรือ ส.ว. จะเลือกตั้งและเลือกสรรกี่เปอร์เซ็นต์ อาจจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของนักเลือกตั้ง แต่สำหรับคนที่ต้องการเห็นบ้านเมืองก้าวหน้าพัฒนาจริงๆ แล้วไซร้ จะต้องมองอะไรลึกกว่า กว้างกว่า และเอาจริงเอาจังกว่านักเลือกตั้งหลายเท่านัก
ใครจะเป็น "เจ้าภาพ" งานนี้ไม่สำคัญเท่ากับว่า จะมีกระบวนการโปร่งใส ชัดเจน และสะท้อนความรู้สึกของประชาชนต่อการเมืองได้อย่างไร
ผมเห็นพ้องกันคนที่บอกว่า การเมืองสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยเป็นเรื่องของนักการเมือง
และอย่าให้นักการเมืองหรือนักปราศรัย ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไร มา "ลักพาตัว" หรือไฮแจ๊คกระบวนการปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่ไปเป็น "ตัวประกัน" อย่างที่เราเคยเห็นมาเป็นอันขาด
Tags : ปฏิรูปการเมือง • สถาบันพระปกเกล้า • เสื้อแดงเสื้อเหลือง

ความคิดเห็นที่ 22
ฝน , 17 มีนาคม 2552 00:13
ทดสอบ...ความรัก...ของตัวเอง
ทดสอบความเซ็กซี่ >
เอากระดาษมาแผ่นนึงแล้วเขียน1-10
(ห้ามโกงเด็ดขาด)
1. คุณมีผมสีเข้มหรือสีอ่อน
2. ถ้าเกิดได้ไปเดท คุณจะเลือกไปกินข้าว2ต่อ2 หรือไปปาร์ตี้
3. สีโปรดของคุณคืออะไร ระหว่าง ชมพู, เหลือง, ฟ้าอ่อน , หรือ เขียวน้ำทะเล
4. กิจกรรมที่คุณโปรดปรานมากที่สุดระหว่าง โต้คลื่น , เสก็ต , หรือ สกี
5. ถ้าจะเลือกท่าเรือระหว่าง อู่เรือรบเก่า , อู่แปซิฟิค หรือ อู่วิคตอเรีย ซีเคร็ต คุณจะเลือก
อันไหน
6. รัฐที่คุณชอบที่สุดคือรัฐใดระหว่าง แคลิฟอร์เนีย , ฟลอริดา , หรือ โอไฮโอ
7. ในฤดูร้อนคุณจะไป ทะเล หรือ จะไปที่ๆเย็นกว่านี้
8. เกิดเดือนอะไร
9. คุณจะนั่งอืดอยู่ที่บ้านหรือ ออกไปเที่ยวกับเพื่อน
10. ชื่อคนที่เป็นเพศตรงข้ามกับคุณ
---=====อธิษฐาน=====---
*คำตอบ*
1. สีเข้ม-เซ็กซี่ ~ สีอ่อน-หวาน น่ารัก
2. ไปกินข้าว2ต่อ2-โรแมนติค ~ ไปปาร์ตี้-ขี้เล่น
3. ชมพู-น่ารัก ~ เหลือง-ชอบเสียงดัง ~ ฟ้าอ่อน-ใจเย็น ~ เขียวน้ำทะเล-แข็งแกร่ง
4. โต้คลื่น-ว่องไว คล่องแคล่ว ~ เสก็ต-เด็ดเดี่ยว ~ สกี-กล้าหาญ
5. อู่เรือรบเก่า-น่ากลัว ~ อู่แปซิฟิค-สนุกสนาน ~ อู่วิคตอเรีย ซีเคร็ต-เซ็กซี่
6. แคลิฟอร์เนีย - คุณชอบอยู่กับคนมากๆ ~ ฟลอริดา-ปาร์ตี้ในความร้อน ~ โอไฮโอ-
เงียบ เย็น
7. ทะเล-ผิวสีแทน ชอบพระอาทิตย์ ~ ที่ๆเย็นกว่านี้-ผิวสีอ่อน และ หัวโบราน
8. มกราคม-โด่งดัง ~ กุมภาพันธ์-น่ารัก ~ มีนาคม-เสียงดัง ~ เมษายน-ขี้เล่น
พฤษภาคม-ใจเย็นมาก ~ มิถุนายน-อารมณ์ดี ~ กรกฎาคม-เรียบง่าย ~ สิงหาคม- สนุก
สนาน ~ กันยายน-เงียบ ~ ตุลาคม-กล้าแสดงออก ~ พฤศจิกายน-ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น
(ทั้งทางดีและไม่ดี) ~ ธันวาคม-อบอุ่น
9. อืดอยู่บ้าน-น่าเบื่อ ~ ไปเที่ยวกับเพื่อน-บ้าๆบอๆ
10. คนนั้นจะตกหลุมรักคุณ!!!!!
ถ้าคุณโฟสกระทู้นี้ไปเวอื่น:
0 เวป...คำอธิษฐานของคุณจะไม่เป็นจิง
1-5 เวป....คำอธิษฐานของคุณจะเป็นจิงภายใน6เดือน
6-10 เวป....คำอธิษฐานของคุณจะเป็นจิงภายใน2อาทิตย์
11 เวปขึ้นไป.....จะเป็นจิงเร็ว
ความคิดเห็นที่ 21
too , 11 มีนาคม 2552 20:39
เถิก.....แมงดาสื่อ
ความคิดเห็นที่ 20
1man1vote , 11 มีนาคม 2552 18:02
ประชาธิปไตยไทยมีจุดอ่อนอยู่ตรงที่คนไทยโดยเฉพาะพวกที่เชื่อว่า * เท่านั้นดี * เท่านั้นเก่ง จะเล่นมวยสากลแต่พอจนแต้มงัดศอกมาสับใส่คู่ต่อสู้หน้าตาเฉยโดยไม่คำนึงถึงกฏกติกา ล้มกฏล้มกติกาแล้วอ้างว่าพวกนักเลือกตั้งมันเลวงั้นงี้ ระบบเขามีกลไกในการจัดการกับคนพวกนี้อยู่ ถ้าไม่ศรัทธาในสิทธิเสียงของประชาชน ดูถูกประชาชนก็ไม่มีวันปฏิรูปการเมืองได้
ความคิดเห็นที่ 19
คนไทย , 11 มีนาคม 2552 16:21
ถ้าต้องการจะปฏิรูปการเมืองจริงๆ ทำได้ง่ายมาก แค่เพิ่มกฏหมายข้อเดียวเข้าไปในรธน.ฉบับไหนก็ได้ ว่าให้นักการเมืองลงสมัครเลือกตั้งได้ไม่เกิน 2 ครั้ง เท่านี้การเมืองก็จะพัฒนาไปตามกาลเวลาเอง ที่ติดหล่มอยู่อย่างทุกวันนี้ เป็นเพราะการเมืองถูกคนกลุ่มเดิมๆผูกขาดการเมืองมาร่วม 50 ปี แล้วคนกลุ่มนี้เกิดทะเลาะกัน ไม่ใช่รธน.มีปัญหาแน่นอน
ความคิดเห็นที่ 18
คนกรุงแท้ , 11 มีนาคม 2552 16:10
มีนักการเมืองไปพูดในสภาอันทรงเกียรติว่า " * ออกไข่มาให้หงส์ฟัก หงส์ก็ใจดีฟักไข่ * มาจนถึงทุกวันนี้" ประชาชนอย่างผมฟังแล้วยังงงไม่หายถึงทุกวันนี้ว่าใครเป็น * ใครเป็นหงส์ แต่ถ้าถามใหม่ว่าทุกวันนี้ที่บ้านเมืองวุ่นวาย มีการโกงกินสารพัด ปัญหาทางการเมืองไทยเป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติใช่หรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ นั่นแสดงว่าบ้านเรายังมีนักการเมืองชั่วจำนวนไม่น้อย ถ้าถามต่อว่าแล้วนักการเมืองคนใดชั่ว ผมคิดว่าประชาชนคนไทยคงทราบคำตอบดีอยู่แล้ว จึงเป็นไม่ได้เลยที่จะเปรียบนักการเมืองชั่วให้เป็นหงส์ ถึงจะพยายามอุปโลกน์ตัวเองให้สวยงามเพียงใด คนก็ยังมองว่าเป็น * อยู่วันยังค่ำครับ ผิดกับนักการเมืองที่ดี คิดถึงแต่วาระของประชาชนต้องมาก่อนวาระส่วนตัว หากมีเรื่องที่ต้องสงสัยหรือประชาชนรู้สึกว่านักการเมืองผู้ใดไม่ชอบมาพากลน่าสงสัย ไม่สะอาดก็รีบแสดงความรับผิดชอบทันทีไม่ต้องเอาหลักกฏหมาย อ้างกติกา อ้างเสียงข้างมากมาเป็นเกราะกำบังความชั่วของตัวเอง อย่างรธน.50ซึ่งผ่านความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจึงถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์อยู่มาก และยังไม่ปรากฏว่ามีประชาชนคนไทยคนไหนที่จะรู้สึกเดือดร้อนเป็นทุกข์เพราะรธน.50นี้เลย คงมีแต่นักการเมืองชั่วที่ได้รับผลกระทบจากความเข้มงวดเอาจริงเอาจังของรธน.นี้ ที่ทำเอานักการเมืองสายพันธุ์เก่าไดโนเสาร์ ถูกกวาดเข้ากรุเกือบหมดทั้งตระ * ลเลยทีเดียว ทุกวันนี้เราจึงยังได้ยินได้ฟังนักการเมืองสายพันธ์อย่างว่าเรียกร้อง "นิรโทษกรรม"อย่างโหยหวนดังมาจากต่างแดนไกลโน่นเชียวครับ ดังนั้นผมจึงคิดว่าอย่าไปตกอกตกใจที่มีเสียงต่อต้านจากฝ่ายการเมืองที่สกปรกมอมแมมเลย ให้สถาบันพระปกเกล้าเดินหน้าต่อไปและให้ดึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนทุกภาคส่วน ทุกอาชีพ ทั้งยากดีมีจนให้เข้ามามีสิทธิ์มีเสียงในทิศทางและการพัฒนาการเมืองไทยเป็นโจทย์ใหญ่ มากกว่าการที่จะมุ่งแก้รธน.อีกแล้ว และต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ควรต้องรีบเร่งเอาใจใครบางคนครับ สิ่งที่ควรเร่งอย่างแท้จริงและเป็นความเป็นความตายในขณะนี้คือปัญหาเศรษฐกิจต่างหากครับ
ความคิดเห็นที่ 17
สุทธิ , 11 มีนาคม 2552 16:04
ที่บ้านเมืองยับเยินมาถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่นักการเมืองรึ แล้วจะเอาพวกนี้มาร่าง กติกา แล้ว มาเล่นเอง มันไม่ปัญญาอ่อนไปรึ เอาเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ที่มีความรู้ และเห็นแก่ส่วนรวมจริงๆก็พอ นอกนั้นก็เน้นทางนักวิชาการวิชาการ
กลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ ดีกว่า จริงแล้วข้าราชการดีๆระดับสูง ก็สามารถทำงานแทนพวกรัฐมนตรีได้แล้ว ดีกว่าเอาพวก มาเฟีย พ่อค้า พวกหากินกับงบประมาณ มาเป็นรัฐมนตรี โยเฉพาะ นายก เนี่ย ไม่สมควรเลย
ความคิดเห็นที่ 16
ก๊วยเจ๋ง , 11 มีนาคม 2552 15:38
Hello! black coffee....ถูกต้องแล้วก๊าบ! ต้องหาต้นตอ...หรือสาเหตุแห่งปัญหาก่อนว่าเสื้อแดง and เสื้อเหลือง...ทะเลาะกัน...ขัดแย้งกันด้วยเหตุจั๊งได๋...แต่เราเคยได้ยินฝ่ายเสื้อเหลืองบางคนเขาพูดบนเวที...สมัยนายกฯ สมัคร..และนายกฯ สมชาย...ว่าคู่กรณีเขาไม่ใช่เสื้อแดง...คู่กรณีของพันธมิตร(เสื้อเหลือง)...คือ ทักกี้...(หยุ่นว่ามั๊ย...เพราะปล่อยให้เขาอยู่ในอำนาจนานเกินไป...บ้านเมืองเรา...จึงแตกแยก...ปั่นป่วน...วุ่นวาย...จนทำให้ยากเย็นเข็ญใจในการแก้ไขปัญหา....แต่ขอวิงวอนพี่น้องชาวไทยทุกคน...ต้องแปรวิกฤตเป็นโอกาสให้ได้...เพราะเขาบอกว่าปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไข...ช้า เร็ว ยาก ง่าย...ต้องฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ซิน่า...ขอให้ประเทศไทยจงเจริญ...ไชโย!....(ลืมไปอย่าปล่อยให้คนไทยปั่นประเทศนานจงเกินไปนะ...เพราะพิษสงเขาเยอะ)
ความคิดเห็นที่ 15
ไชย , 11 มีนาคม 2552 14:20
อย่างน้อยให้สถาบันพระปกเกล้า เป็นเจ้าภาพในการปฏิรูป ก็น่าจะเข้าท่ากว่าให้ประดานักการเมืองอย่างคุณบรรหาร คุณเนวิน คุณสุเทพ หรือ ดร.เฉลิม ทำกันเองล่ะครับ
ความคิดเห็นที่ 14
lamai98 , 11 มีนาคม 2552 13:44
ประชาชนอย่างผมถามว่า ใครเป็นคนเสนอให้สภาสถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพ ทำไมต้องปฏิรูปการเมืองต้องย้อนกลับไปปี 2475 อีกปฏิรูปกันมาตลอด สุดท้ายก็โดนทหาร(พวกจิ้งเขียว)ลากไปแดกในพุ่มไม่สีเขียวทุกทีไป มันเลยคำว่า"ปฏิรูป"ตั้งแต่ประเทศไทยได้รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว นักวิชาการสถาบันนี้ไม่ใช่หรือร่างรัฐธรรมนูญปี 50 บ้านเมืองมันถึงได้ยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นขี้ถูกแหอย่างทุกวันนี้ ทำไมไม่ให้นักการเมืองทั้งเก่าและใหม่ดำเนินการเรื่องนี้ว่าจะเอาอย่างไร ทำไมต้องไปรังเกียจเขาว่า"เป็นนักเลือกตั้ง" ถ้าไม่มีนักเลือกตั้ง ประเทศนี้จะบริหารอย่างไร หรือจะให้ทหารเข้ามาผูกขาดอำนาจ จะได้สมใจอยากของสื่อหากินกับคนโง่มันง่ายดีอย่างนั้นหรือ ผมชอบคำพูดของนายบรรหาร ที่ว่า"ทำไมต้องปฏิรูป แค่เอารัฐธรรมนูญปี 40 มาปรับแก้ก็พอแล้วหรือกลัวทักษิณ ทุกวันนี้มันวุ่นวายขายปลาช่อนก็เป็นเพราะรัฐธรรมนูญปี 50 ที่นาย ดร.สุจิต คมชบงการ ไม่ใช่หรือที่มีส่วนร่างอย่างมาก เอาพวกนี้เข้ามาเป็นเจ้าภาพอีกคงไม่มีคำว่า"บุญบงการ"หรอก คงจะเป็น "มาร์กบงการ"ทำไมต้องมี 8-3-8 ถ้ายังอาลัยอาวรอยู่ก็แค่แก้รัฐธรรมนูญปี 50 บางมาตราก็พอ ถ้าไม่อยากให้เขาว่า"ซื้อเวลา"ก็ควรจะเอาอย่างที่นายบรรหารแนะนำ ถ้าไม่อยากให้เขาว่าก็สัญญากับประชาชนไว้ว่า ถึงแม้จะยุบสภาหรือเปลี่ยนรัฐบาล คณะกรรมการปฏิรูปทั้งหมดก็ต้องอยู่ต่อไปจนกว่าจะเสร็จ คนร่างไม่ได้ใช้ แต่คนใช้ไม่ได้ร่าง มันถึงได้เป็นขี้ถูกแหอย่างทุกวันนี้ ไม่ยอมให้ใครเอาขี้ออกก็ทนดมขี้อยู่อย่างทุกวันนี้ จนมีคนบอกว่า "ต้นไม้พิษย่อมผลิตลูกเป็นลูกไม้พิษ"หรือ"ตัวเหี้ ยใข่ให้หงษ์ฟัก " เจ็บๆทั้งน๊าน...
ความคิดเห็นที่ 13
แสงตะวัน , 11 มีนาคม 2552 13:44
1.แก้ไขกฏหมายรัฐธรรมนูญเพื่ออะไร เพื่อใคร แก้แล้วใครได้ประโยชน์
2.ที่บ้านเมืองวุ่นวายอยู่จนถึงขณะนี้ ใครคือตัวปัญหา
การปฏิรูป การสังคายนา การพัฒนาการเมือง หรือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หาได้มีความหมายใดไม่ หาก คนที่นำไปปฏิบัติ คือ เลวๆอย่างนักการเมืองจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน
องค์ประกอบของนักการเมืองเลว คือ
1.ซื้อเสียง จากคนโง่
2.เข้ากลุ่มก๊วนกันเพื่อ ต่อรองผลประโยชน์
3.ผลักดันญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ไปอยู่ในตำแหน่งที่จะให้ประโยชน์ย้อนกลับมาที่ตัวเองได้
4.หาช่องทาง รับผลประโยชน์จากโครงการรัฐทุกประเภทที่มีช่องทาง
5.สร้างอิทธิพล และ ขยายออกไปเรื่อยๆถ้าเป็นหลายสมัย
6.หาช่องทางในการหลบหลีกข้อกฏหมาย เพื่อกระทำการทุจริต โดยไม่สามารถเอาผิดได้ หรือ แม้กระทั้ง แก้ไขกฎหมาย ให้เป็นประโยชน์กับตนเอง จากผิด ให้ กลายเป็นถูก จากที่ห้ามกระทำ ให้ สามารถกระทำการได้
แล้วก็บอกกับคนทั่วไปว่า ทำตามกฏหมาย
7.สะกดคำว่า ผิด ไม่เป็น เพราะสิ่งที่ผิด ไม่ใช่ตัวเอง เป็น กฏหมายต่างหากที่ผิด เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ผิด เป็นฝ่ายตรงข้ามต่างหากที่ผิด ผมเป็นนัการเมือง ผมทำประโยชน์ให้ประเทศมา ผมจะเป็นคนผิดได้อย่างไร มีคนอยู่ข้างผมมากมาย ผมต้องไม่ผิดซิ เขาแกล้งผม
8.นิ่งดูดาย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีต่อประชาชนซักกี่มากน้อย หากผลประโยชน์มันทับหัวตัวเองอยู่ จะไม่มีแม้แต่จะคิดออกมาปกป้อง ประชาชนหายเข้ากลีบเมฆ
นักการเมืองตามคุณสมบัติทั้ง 8 ข้อ ที่กล่าวมานี้ ท่านลองหลักตาและนึกดูว่ามีมากมายเหลือเกิน
แล้วเรามาเสียเวลา เสียเงินเสียทอง ปฏิรูปแล้วปฏิรูป อีก ทำกันสารพัดวิธี แต่คนที่ใช้มันจริงๆคือ สส. คนที่อยู่ในตำแหน่งงาน ที่ขาดความน่าเชื่อถือ
ทางความคิดน้อยที่สุด เพราะเราจะเห็นได้ว่าคนเหล่านี้จะทำอะไรย่อมมีเหตุแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่เสมอๆ
ให้ออกแบบรูปแบบ พัฒนาการเมือง อย่างเริ่ดหรูสวยงามอย่างไรก็ตาม หากคนที่ใช้ยังเป็นนักการเมืองชั้นต่ำ นักการเมืองเลวๆ ก็หามีประโยชน์ใดไม่
คนที่ตัวมีแต่ขี้โคลนเต็มไปหมด ต่อให้ท่านเอาผ้าไปซักให้มันขาวสะอาดซักกี่ร้อยกี่พันครั้ง เมื่อเอากลับมาให้คนที่เลอะไปด้วยโคลนตมใส่ มันก็ยังสกปรกวันยังค่ำ ใช่มั๊ยครับ
ความคิดเห็นที่ 12
จั๊บเลี้ยง , 11 มีนาคม 2552 13:43
การตั้งข้อสังเกตุถึงหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพว่าเป็นกลางหรือไม่ ไม่ได้เป็นข้อสังเกตุที่ไร้สาระอย่างเด็ดขาด ถึงแม้จะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารจัดรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่างก็เถอะ หากมองโลกอย่างเป็นจริงด้วยตรรกะพื้นฐานแล้ว ในความเห็นส่วนตัวสถาบันแห่งนี้มีส่วนในการกำหนดทิศทางการปฎิรูปการเมืองเป็นอย่างมาก ในฐานะผู้ดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดหัวข้อ การรับฟังความคิดเห็น การสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น การเลือกลงพื้นที่ที่จะรับฟังความคิดเห็น การเป็นผู้นำอภิปรายในการรับฟังความคิดเห็น ฯลฯ หากใครคิดว่าหน่วยงานที่ดำเนินการปฎิรูปการเมืองเป็นแค่ผู้ดำเนินการจริงๆ ไม่มีส่วนในการกำหนดทิศทางได้ ผมเห็นว่าเป็นการคิดที่ตื้นเขินเกินไป โดยส่วนตัวหน่วยงานที่ได้รับเป็นตัวกลางในตอนนี้ จะมีส่วนในการกำหนดทิศทางเกินกว่า 50% ด้วยซ้ำไป และโดยส่วนต้วเช่นกัน หน่วยงานนี้มีความเหมาะสมกับงานชิ้นนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะมีการศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน หากสามารถดำรงสถานะความเป็นกลางเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ยอมให้มีอำนาจใดๆมามีอิทธิพลเหนือประเทศได้ เราจะเห็นทางออกได้ไม่ยาก สรุปคือ หน่วยงานนี้ควรเป็นกลางมากที่สุด และคำถามนี้ไม่ใช่ไร้สาระอย่างเด็ดขาด โดยธรรมชาติของมันเอง
ความคิดเห็นที่ 11
lamai98 , 11 มีนาคม 2552 13:42
ประชาชนอย่างผมถามว่า ใครเป็นคนเสนอให้สภาสถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพ ทำไมต้องปฏิรูปการเมืองต้องย้อนกลับไปปี 2475 อีกปฏิรูปกันมาตลอด สุดท้ายก็โดนทหาร(พวกจิ้งเขียว)ลากไปแดกในพุ่มไม่สีเขียวทุกทีไป มันเลยคำว่า"ปฏิรูป"ตั้งแต่ประเทศไทยได้รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว นักวิชาการสถาบันนี้ไม่ใช่หรือร่างรัฐธรรมนูญปี 50 บ้านเมืองมันถึงได้ยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นขี้ถูกแหอย่างทุกวันนี้ ทำไมไม่ให้นักการเมืองทั้งเก่าและใหม่ดำเนินการเรื่องนี้ว่าจะเอาอย่างไร ทำไมต้องไปรังเกียจเขาว่า"เป็นนักเลือกตั้ง" ถ้าไม่มีนักเลือกตั้ง ประเทศนี้จะบริหารอย่างไร หรือจะให้ทหารเข้ามาผูกขาดอำนาจ จะได้สมใจอยากของสื่อหากินกับคนโง่มันง่ายดีอย่างนั้นหรือ ผมชอบคำพูดของนายบรรหาร ที่ว่า"ทำไมต้องปฏิรูป แค่เอารัฐธรรมนูญปี 40 มาปรับแก้ก็พอแล้วหรือกลัวทักษิณ ทุกวันนี้มันวุ่นวายขายปลาช่อนก็เป็นเพราะรัฐธรรมนูญปี 50 ที่นาย ดร.สุจิต คมชบงการ ไม่ใช่หรือที่มีส่วนร่างอย่างมาก เอาพวกนี้เข้ามาเป็นเจ้าภาพอีกคงไม่มีคำว่า"บุญบงการ"หรอก คงจะเป็น "มาร์กบงการ"ทำไมต้องมี 8-3-8 ถ้ายังอาลัยอาวรอยู่ก็แค่แก้รัฐธรรมนูญปี 50 บางมาตราก็พอ ถ้าไม่อยากให้เขาว่า"ซื้อเวลา"ก็ควรจะเอาอย่างที่นายบรรหารแนะนำ ถ้าไม่อยากให้เขาว่าก็สัญญากับประชาชนไว้ว่า ถึงแม้จะยุบสภาหรือเปลี่ยนรัฐบาล คณะกรรมการปฏิรูปทั้งหมดก็ต้องอยู่ต่อไปจนกว่าจะเสร็จ คนร่างไม่ได้ใช้ แต่คนใช้ไม่ได้ร่าง มันถึงได้เป็นขี้ถูกแหอย่างทุกวันนี้ ไม่ยอมให้ใครเอาขี้ออกก็ทนดมขี้อยู่อย่างทุกวันนี้ จนมีคนบอกว่า "ต้นไม้พิษย่อมผลิตลูกเป็นลูกไม้พิษ"หรือ"ตัวเหี้ ยใข่ให้หงษ์ฟัก " เจ็บๆทั้งน๊าน...
ความคิดเห็นที่ 10
ผ่านมา , 11 มีนาคม 2552 12:54
ถึงความเห็นที่ 9
หยุ่นเองก็ต่อสู้กับนักการเมืองจอมสร้างภาพ แต่กินมูมมามอย่างทักษิณ ตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้นะครับ ถ้าคุณเกลียดรัฐประหารแต่สรรเสริญคนเช่นนั้นก็ว่าตามที่คุณคิด แต่ผมเห็นว่าหยุ่นเองก็มีจุดยืนที่จะต่อสู้กับนักธุรกิจเลือกตั้งคนนั้นอย่างดุเดือดและเอาเป็นเอาตายมาตั้งแต่ต้นนะครับ อันนี้ความเห็นต่างกันได้ ถ้าคุณคิดว่าคุณเลือกคนถูกมันก็เรื่องของคุณ สมัยก่อนตอนที่แม้วเรืองอำนาจก็มีแต่เนชั่นนี้แหละที่กล้าสู้ด้วย เพราะเนชั่นมันปชป.ใครก็รู้ ตอนรสช.ก็สู้สิ ถึงคุณจะว่าอย่างไรเค้าก็มีจุดยืนนั้นแหละ มีแต่คุณนั้นแหละพอเห็นว่ามีเลือกตั้งหน่อยก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตย โดยไม่เคยดูสาระเลยว่าคนที่เลือกตั้งได้มันทำอะไรไว้บ้าง
ความคิดเห็นที่ 9
คนกรุงแท้ , 11 มีนาคม 2552 11:20
พวกเราไปไหนไม่ได้ไกลเลยครับ ยังคงวนเวียนอยู่กับกรอบคิดที่แบ่งฝ่ายแบ่งค่ายไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน แถมยังยึดติดกับกรอบสี่เหลี่ยมเดิมๆเช่นหากต้องการปฎิรูปการเมืองก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกแล้ว เขียนกติกาชนิดยาวเหยียดปิดช่องโหว่สุดฤทธิ์สุดเดชก็ยังไม่วายต้องให้ศาลรธน.ตีความอีกสารพัดเรื่อง ฝ่ายที่เห็นว่านักการเมืองคือตัวถ่วงประชาธิปไตยก็เลยเขียนกฎกติกาเข้มงวด ฝ่ายนักการเมืองที่เป็นผู้ปฏิบัติก็ไม่ชอบใจ ฝ่ายประชาชนเองก็ยังไม่ตระหนักในหน้าที่และความสำคัญของการเลือกนักการเมืองที่ดีพอหลายๆคนกลับคิดว่าเลือกไปก็เท่านั้นเลวและโกงเหมือนกันหมด แม้แต่ล่าสุดนี้ที่ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ให้สถาบันพระปกเกล้าไปศึกษาแนวทางพัฒนาการเมืองการปกครองของไทยโดยมีศ.ดร.สุจิต บุญบงการเป็นประธานฯก็ได้รับแรงต้านจากนักการเมืองไดโนเสาร์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นจากพรรคเพื่อไทยลูกทาสคุณทักษิณ หรือท่านบรรหารที่โดนเว้นวรรคทั้งตระ * ลเลยพกความแค้นรธน.50ไว้เต็มๆอก ผมคิดว่าการที่จะพัฒนาการเมืองการปกครองบ้านเราจะต้องมาคอยฟังจากบรรดานักการเมืองสายพันธุ์อย่างว่านี้หรือครับ หรือเราต้องฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกันครับ แต่ไม่ว่าจะหาหนทางใดๆหรือจะสรรหาใครมาเป็นผู้ทำงานเพื่อพัฒนาหรือจะเรียกว่าปฏิรูปการเมืองอะไรก็แล้วแต่ แล้วให้เป็นที่ยอมรับถูกอกถูกใจทุกๆฝ่ายคงยากครับ และผมเองไม่เชื่อว่าการแก้รธน.ก็ดีหรือการเขียนกฏหมายประกอบรธน.ก็ดี จะเขียนให้ดีเลิศประเสริฐศรีเพียงใดก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ปัดเป่าปัญหาการเมืองบ้านเราให้หายไปได้ ตราบใดที่นักการเมืองยังเป็นนักธุรกิจการเมือง โคตรตระ * ลนักการเมือง มีเส้นสายโยงใยกับผลประโยชน์แห่งชาติชนิดยากจะแกะออกจากกันได้ ผมเห็นว่าการจะพัฒนาการเมืองต้องค่อยๆปรับแก้กันไปโดยวิถีทางง่ายๆไม่ต้องสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนแต่อย่างไรเลย เพียงแค่นักการเมืองที่ขันอาสาต้องเสียสละตัวเองอย่างแท้จริง มีความรับผิดชอบที่สูงกว่าหลักกฏหมาย และมุ่งรักษาผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ดูแลคนส่วนน้อย คนชายขอบ ง่ายๆแค่นี้ก็จะสามารถเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่นจากประชาชนได้ หากทำได้เช่นนี้ติดต่อกันนานพอสมควรผมเชื่อเหลือเกินว่าประชาชนจะเกิดการเรียนรู้ว่าการเลือกนักการเมืองที่ดีสำคัญเพียงไรช่วยพวกเขาได้จริงอย่างไร ผมถึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านนายกฯอภิสิทธิ์ที่เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีโอกาสที่ยิ่งใหญ่นักจะใช้จังหวะช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจากสิ่งที่เลวทรามสามานย์มาสู่การเมืองที่นักการเมืองมีจิตอาสาในการทำงานที่มุ่งเพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติอย่างแท้จริงจะได้ทำหน้าที่นักการเมืองตัวอย่างที่ดีในสายตาของประชาชน หากทำได้สำเร็จผมเชื่อว่าการปฏิรูปการเมืองจะเข้าใกล้ความเป็นจริงดังที่ทุกท่านหวังไว้ครับ
ความคิดเห็นที่ 8
แหลม , 11 มีนาคม 2552 10:28
หากตอนปฏิวัติ ใหม่ๆ ...หยุ่น .. ยึดมั่นในแบบที่พยายามอธิบาย ความยืดยาว เอาสีข้างเข้าถู และ เป็นกระบอกเสียงให้กับคน(ชาวบ้านตาดำๆ) และ ไม่แอบอิงสีเหลืองปนเขียว เพื่อแลกกับ เศษกระดูก แล้วไซร้ ไฉน ประเทศสาระขัน แห่งนี้ จำต้องมีเหตุ แก้ รัฐธรรมนูญ ไม่มีที่สิ้นสุด อย่างนี้ ... ปีนี้ กรู อายุ 60 แล้ว อยู่มานานเห็น หยุ่นตั้งแต่หัวยังมีขน จนถึงบัดนี้ เคยเห็นหยุ่น ตอบโต้ รสช. อย่างดุเดือด จนานทีสุดท้าย ... ศรีบูรพา เอย ???
ความคิดเห็นที่ 7
ชา , 11 มีนาคม 2552 09:39
การปฏิรูปการเมืองอาจจะทำได้ลำบาก ถ้านักการเมืองและพรรคการเมืองไม่ปฏิรูปตนเอง หรือมัวแต่จะคิดตีความกฎหมายเพื่อเข้าข้างพวกเดียวกันเอง
รัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้อย่างไร ก็เป็นตัวหนังสือ แต่หากพวกนักการเมืองทำตัวเป็นผู้เสาะแสวงหาอำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อนในพรรค หรือลิ่วล้อที่รับใช้ตัว รัฐธรรมนูญก็ทำอะไรไม่ได้
ไม่มีพรรคไหนที่จะยอมให้คนดีมีความสามารถเข้ามารับใช้ชาติ พรรคที่มีคนเก่งอยู่ก็เอาไปไว้บนหิ้ง คนเก่งเหล่านี้ก็เลยไม่มีโอกาสทำประโยชน์ในระดับชาติ บางคนต้องไปทำประโยชน์ให้ในระดับโลก อย่างดร.ศุภชัย บางคนก็ไปทำประโยชน์ในระดับภูมิภาค อย่างดร. สุรินทร์ ยังมีตัวอย่างอีกมากในพรรคหลาย ๆ พรรค หากพรรคการเมืองยังเป็นพรรคเฉพาะเพื่อตัวเอง มันก็ยาก แล้วคนพวกนี้ก็คงไม่ต้องการปฏิรูปหากจะทำให้คนเก่งเข้ามาเป็นใหญ่ในพรรค เพราะพวกตัวเองก็หลุดออกไป
แล้วการจะตั้งพรรคใหม่ก็ไม่ใช่ง่าย เพราะใครจะมีเงินไปซื้อเสียงแข่ง ไม่มีมาเฟียในการช่วยหาเสียง
ความคิดเห็นที่ 6
bambam , 11 มีนาคม 2552 09:28
การปฏิรูปการเมืองจะสำเร็จได้ต้องได้รับความเชื่อใจจากทุกฝ่ายและกระบวนการสรรหาคัดเลือกคณะกรรมการฯ ตั้งมั่นอยู่บนรากฐานของความไม่มีอคติ มีความสุจริตใจ จริงใจ ในการที่จะช่วยกันนำพาระบบการเมืองไทยไปสู่เป้าหมาย การที่บางกลุ่มติกัปตันเรือตั้งแต่ยังไม่เห็นลูกเรือแล้วยังไม่ทันได้ออกเรือเลยดูจะใจร้ายไปหน่อย ควรให้โอกาสและดูผลก่อน การที่ประชาชนฝากความหวังไว้กับการปฏิรูปในครั้งนี้ คงจะทำให้คณะกรรมการฯ ทั้งหลายตระหนักในภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่จะทำให้ถูกต้องถูกใจประชาชนทุกหมู่เหล่านั้นคงจะเป็นไปได้ยาก แต่ก็ถือเป็นการริเริ่มที่ดีที่จะช่วยกันแก้ไขระบบการเมืองให้อยู่กับร่องกับรอย ซึ่งก็คงจะต้องมีอีกหลายๆ ครั้ง เพราะไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ถูกใจได้หมดทุกอย่างและคงต้องมีการแก้ไขปรับปรุงให้ตรงตามทัศนคติ อุดมคติ วิถีปฏิบัติ ณ ช่วงเวลานั้นๆ
ความคิดเห็นที่ 5
แบบไทยๆ , 11 มีนาคม 2552 09:09
ขอระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับคุณภาพคนไทย เหมาะกับสภาพนายทุนพรรคทุ่มเงินซื้อตัวนักเลือกตั้ง เหมาะกับคุณภาพนักเลือกตั้งไทยใจถึง ที่ให้หัวคะแนนเที่ยวเอาเงินให้ชาวบ้านเวลาหาเสียงเลือกตั้ง ..ใจถึงแบบหัวคะแนนกล้าให้สินบน ชาวบ้านกล้ารับสินบน กุก็กล้าถูกยุบพรรค กล้าจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ไปเรื่อยๆ แต่ผู้บริหารพรรคแต่ทำเป็นหลับหูหลับตาอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นว่าหัวคะแนนแจกเงิน แจกของ บางทีหัวคะแนนก็พาไปเที่ยว พาไปกินเลี้ยง.อ้างว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่ใช่เรื่องของพรรค แล้วพลอยติดร่างแหไปด้วยไม่ยอมถูกตัดสิทธ์การเมือง อ้างว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่ใช่เรื่องของพรรคทำให้ศาลสั่งยุบพรรค แจกๆยุบๆ แล้วพลอยติดร่างแหไปด้วย...แต่ไม่ยอมถูกตัดสิทธ์การเมือง ขอนิรโทษกรรมกันวุ่นวายปั่นป่วนเมืองไทย ทำเอาชาวบ้านงง เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อหาเงิน หาประโยชน์เข้ากระเป๋ากันเป็นหลัก ใช้คะแนนเสียงคนรากหญ้าอิสานเหนือแก้กฎหมายเพื่อให้กิจการของตัวเองเลี่ยงภาษี แล้วใช้ภาษีประชาชนทั้งประเทศมาแจกให้คนนิยมชมชอบกากบาทในคูหาให้พรรคของตัวเองเป็นหลัก .. ทำให้คนรากหญ้า ยากจน การศึกษาน้อย ที่เชื่อว่านักการเมืองโกงก็โกงไปเถิด ทุกๆคนมันก็โกงหมด ไม่มีใครทำอะไรคนโกงได้ ขอให้มีผลงานบ้างมันเกิดขัดแย้ง เกิดสงครามกลางเมือง ยกพวกไปฆ่า คนเมืองหลวง คนชั้นกลาง คนรู้มาก คนที่เขาทนดูโกงกินไม่ไหว คิดว่าไม่ยุติธรรมกับคนเสียภาษีรู้สึกกดดัน ไม่มีทางออก เลยไปเห็นดีเห็นงาม ชุมนุมเรียกร้องให้ทหารปฏิวัติ รัฐบาลต้องสั่งตำรวจ ทหารเข่นฆ่า สลายคนประท้วงอยู่เรื่อยๆ ประชาธิปไตยไทย 76 ปีเฉลี่ยแล้ว 4 ปีปฏิวัติ 1 ครั้งมันล้มเหลว ..นักการเมืองร่ำรวยไม่เดือดร้อน แต่ประชาชนไทยซวยด้อยพัฒนาไม่ผุดไม่เกิด
ความคิดเห็นที่ 4
แบบไทยๆ , 11 มีนาคม 2552 09:08
ไม่ต้องการให้คนที่ทำงานการปฏิรูปมองประชาธิปไตยของพวกฝรั่งตะวันตกที่ประชากรส่วนใหญ่เขาเป็นคนชั้นกลาง ประชากรเขาฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา โอกาสเท่าเทียมกันแทบทุกคนทั้งประเทศ และมีคนรากหญ้าเป็นประชากรสัดส่วนน้อยกว่า ...ต้องการรูปแบบการปกครองที่ ส.ส.ตัวแทนประชาชนไม่ได้มาจากนายทุน ต้องการตัวแทนประชาชน ที่เหมาะสม กับสภาพฐานะเศรษฐกิจ สภาพอาชีพการงานของคนในท้องถิ่น สภาพภูมิประเทศของท้องถิ่น สภาพการศึกษาของคนไทยรับเงินสินบนจากระบบหัวคะแนนอุปถัมภ์นักการเมือง ช่องว่าง ความ ห่-า-ง ทางเศรษฐกิจ สังคม โอกาส การศึกษาของประชากร ...จะปฏิรูปการเมืองกันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลก็ระแวงกันอยู่นั่นแหละ คนโน้นจะเป็นประธานก็ไม่เอา คนนี้ก็ไม่เอา ...ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกแบบนี้และนักการเมืองไม่อยากเป็นฝ่ายค้านเพราะอดอยากปากแห้ง จึงแย่งชิงอำนาจกัน...งานหลักของฝ่ายค้านคือเตะถ่วง โค่นล้มรัฐบาล ..ความทุกข์ความสุขประชาชนเป็นเรื่องรอง .. เมืองไทยควรพัฒนาไปสู่รัฐบาลเพื่อชาติที่ไม่มีฝ่ายค้าน หรือขอคนสมัครใจไปเป็นฝ่ายค้านแค่ 2-3 คนก็พอแล้ว
ความคิดเห็นที่ 3
tor_toa , 11 มีนาคม 2552 08:48
คนกลางที่สังคมไทยยอมรับยังไม่เกิดมาบนโลกใบนี้ เห็นด้วยกับกาแฟดำที่ว่าอย่าให้นักการเลือกตั้ง นักปราศรัย ที่ส่วนมากประวัติไม่น่าศรัทธา น่าเชื่อถือ มาป่วนกระบวนการนี้เลย
ความคิดเห็นที่ 2
ไม่อยากใช้ชื่อจริง(เป็นอีแอบหรือเปล่าเนี่ย?) , 11 มีนาคม 2552 08:47
เห็นด้วยกับคุณหยุ่นทุกประเด็นครับ
ผมรู้ว่าคุณหยุ่นสีอะไร... ก็สีดำไง เพราะ "กาแฟดำ" อิๆ
ผมกำลังสงสัยอยู่ว่า คุณหยุ่นกำลังจะเดือดร้อนหรือเปล่า เพราะรัฐบาลกำลังจะรีดภาษีจากชาและกาแฟ เลยไม่รู้ว่า "กาแฟดำ" จะโดนไปด้วยหรือไม่
ฮ่าๆๆ ความเห็นผม มีอยู่แค่ประโยคแรกที่เกี่ยวกับเนื้อข่าว ส่วนหลังๆ ล้อกันเล่นๆขำๆ เฮฮาวันละนิด จิตแจ่มใสครับ
ความคิดเห็นที่ 1
สัจจะนิยม , 11 มีนาคม 2552 08:14
ถ้าหาคนกลางจริงๆไม่ได้ อาจจะต้องคนต่างชาติมานั่งเป็นคนกลางแทนแล้ว
เพราะบุคคลในชาติหาความน่าเชื่อถือมิได้เลย เท่าที่เจอมาพูดอย่างทำอย่าง
เสียสัตย์เพื่อชาติ ตกผลึกตั้งพรรคการเมือง ไม่ลอยค่าเงินบาทวันนี้ แต่ลอยพรุ่งนี้ ความน่าเชื่อถือน้อยลงไปทุกที