ภาษีท้องที่ที่ได้จากการปฏิรูปภาษีทรัพย์สิน สามารถจัดสรรเป็นกองทุนการศึกษาได้
หากท้องถิ่นจัดเก็บภาษีท้องที่ได้มากขึ้นจากการปฏิรูปภาษีทรัพย์สิน การจะนำเงินภาษีส่วนนี้ไปจัดสรรเป็นกองทุนการศึกษาในท้องถิ่น ก็ย่อมจะได้มากกว่า 1 ทุน ต่อ 1 อำเภอ เป็นแน่
กองทุนการศึกษาจะมาช่วยปลดการกู้หนี้ยืมสินเพื่อไปเรียนหนังสือของลูกคนจนและคนชั้นกลางระดับล่างได้จำนวนหนึ่งทีเดียว
ทุกวันนี้ หนี้การศึกษาของครอบครัวไทยมีแต่จะสูงขึ้นโดยเฉพาะเพื่อการศึกษาระดับมัธยมปลายขึ้นไป กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จึงมีแต่จะเติบโตขึ้นบนหลังของลูกคนฐานะด้อยแต่อยากเรียนหนังสือ ซึ่งในปีนี้เพิ่มวงเงินกู้ขึ้นถึง 3,600 กว่าล้านบาท ทำให้จำนวนลูกหนี้การศึกษาของ กยศ. ปีนี้เมื่อหักลบกลบคนที่จบออกไป จะมีโดยรวมประมาณ 2 ล้านคน
สองล้านคนนี้ คือ นักศึกษาที่จะจบการศึกษาออกไปด้วยหนี้กองโต ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมาจากครอบครัวฐานะด้อยผู้ซึ่งครอบครัวของเขาก็อาจมีหนี้อื่นๆ อยู่แล้วที่ต้องชำระ เช่น หนี้การเกษตร หนี้เนื่องจากภาวะเจ็บป่วย หนี้เนื่องจากภัยธรรมชาติ หนี้งานบวชงานแต่งงานศพ ฯลฯ อยู่แล้วเป็นพื้นฐาน หนี้เงินกู้ กยศ.กองนี้แม้จะดอกเบี้ยต่ำอย่างไร กำหนดชำระยาวนานแค่ไหน พวกเขาจะถูกติดตามให้ชำระหนี้ด้วยทุกวิถีทางรวมทั้งฟ้องศาล โดยมีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้อง (ซึ่งการบริหารติดตามหนี้ใช้เงิน 5,500 บาทต่อคนถือเป็นค่าใช้จ่ายที่กองทุนต้องคิดบวกเข้าไปด้วยเพื่อความอยู่รอดของกองทุน)
มองให้ลึกซึ้ง หนี้การศึกษาของลูกผู้เป็นบัณฑิตหนี้ท่วมหัวตั้งแต่ยังไม่มีรายได้ก็คือหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาของครอบครัวนั่นเอง หากถึงขั้นจะฟ้องศาล เชื่อว่าบัณฑิตลูกหนี้ทุกคนต้องขอพ่อแม่ญาติพี่น้องให้ช่วยเหลือ
พลเมืองทุกคนควรมีสิทธิเสมอภาคที่จะได้รับการศึกษาถึงขั้นที่ไม่ล้าหลังคนอื่นมากจนเกินไปนัก รัฐเองก็มีประโยชน์ร่วมในผลดีของการศึกษาที่พลเมืองได้รับ รัฐจึงไม่ควรคิดหาและใช้แต่วิธีให้พลเมืองสร้างหนี้เพื่อการศึกษา แต่ควรจะหาวิธีอื่น เช่น การให้ทุนการศึกษาหรือการให้เปล่าเพื่อการศึกษามาใช้แทนหรือใช้ร่วมกับการสร้างหนี้ทางการศึกษา
ทุนการศึกษานี้ควรจะให้แก่ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะลูกคนจน โดยถือหลักตามความจำเป็นตามฐานะทางเศรษฐกิจของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งในส่วนนี้แม้มีข้อกังขาว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าใครจนจริงหรือแกล้งจน มีการปิดบังข้อมูล เป็นต้น ก็มีคำถามย้อนกลับไปได้เหมือนกันว่า เงื่อนไขกฎเกณฑ์การกู้ยืมที่ กยศ.ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ตั้ง 'ข้อกังขา' ได้แบบเดียวกัน
คำถามต่อมาก็คือว่า แล้วจะเอาเงินมาจากไหนมาทำทุนการศึกษา
อันที่จริงเงินเพียงจำนวนพันๆ ล้านสำหรับเป็นทุนการศึกษา (รวมทั้งกองทุนอื่นๆ ที่สังคมไทยควรมี เช่น กองทุนสุขภาพ กองทุนประกันการว่างงาน ฯลฯ) มันไม่ได้มากนักหนาอะไร นักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองผู้มองการณ์ไกลและต้องการทำให้เกิดการกระจายรายได้ในสังคมไทยด้วยการปฏิรูปมากกว่าจะรอให้เกิดด้วยการใช้ความรุนแรงแย่งชิง ก็ได้ช่วยคิดหาทางและคำนวณออกมาให้เราได้รู้และบอกต่อๆ กันไปให้เข้าใจในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ทางหนึ่งที่พูดกันมานานและถึงขนาดเคยเป็นร่างกฎหมายจะเข้าสภาแต่ก็ถอนออกไปเสียก่อน นั่นก็คือ การปฏิรูประบบภาษี ซึ่งแม้ทำเพียงเบาะๆ ก็จะได้เงินภาษีเพิ่มเป็นหมื่นๆ ล้านบาท
บัดนี้ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช ผู้จุดประกายครั้งใหม่และประกาศจะเดินหน้าเรื่องการปฏิรูประบบภาษี ได้แก่ ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยที่ตัวท่านเองมีทรัพย์สินมากที่สุดในคณะรัฐมนตรี (ทรัพย์สินเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของ รมว.คลังราคาสูงถึง 224.5 ล้านบาท) ต้องถือเป็นนิมิตหมายที่ดี (หากไม่ได้พูดเพื่อสร้างภาพ) เพราะท่านย่อมรู้อยู่ว่าท่านกำลังเสนออะไร เพราะอะไร ควรที่ทั้งคณะรัฐมนตรีและ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ส.ว.ทั้งหลายและฝ่ายภาคประชาชนจะได้ช่วยกันขานรับและสานต่อให้เป็นความเคลื่อนไหวทางสังคม
มีแนวคิดและข้อเสนอเรื่องปฏิรูปภาษี ของนักเศรษฐศาสตร์หลายคน อาทิเช่น เมธี ครองแก้ว รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ผาสุก พงษ์ไพจิตร ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ วิโรจน์ ณ ระนอง ที่ควรจะได้มีการเผยแพร่อภิปรายต่อยอดกันอย่างกว้างขวางเพื่อจะได้สร้างความเข้าใจและเคลื่อนอย่างเป็นกระบวนการทางสังคม โดยผู้มีส่วนได้เสียร่วมกัน คือฝ่ายรัฐผู้จะเก็บภาษีและฝ่ายพลเมืองผู้จะต้องเสียภาษี จะได้เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ทำเรื่องนี้กันอย่างมีความยุติธรรมและความโปร่งใสตรวจสอบได้
ภาษีโดยทั่วไปมีฐานการเก็บมาจาก รายได้ การบริโภคและทรัพย์สิน ในส่วนของไทยนั้นฐานภาษีหลักมาจากการบริโภค รองลงมาคือรายได้ โดยภาษีจากฐานทรัพย์สินมีการจัดเก็บน้อยมากๆ
ในด้านภาษีมรดก ไทยเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ไม่มีการเก็บภาษีกองมรดก (หมายถึงทรัพย์สินของคนตายที่ยังไม่ได้ให้ใคร)
อย่างไรก็ตาม หากการจะปฏิรูประบบภาษีทั้งระบบทุกชนิดคือการเคลื่อนภูเขาทีเดียวทั้งลูกซึ่งลำบาก ก็อาจจะทำดังที่มีผู้เสนอให้แยกปฏิรูปภาษีทรัพย์สินก่อนเป็นลำดับแรกเพราะเกี่ยวข้องกับคนวงกว้างขึ้น แล้วจึงค่อยไปว่าเรื่องภาษีมรดกทีหลัง
ภาษีมรดกส่งผลกระทบถึงคนส่วนน้อยก็จริง แต่เสียงดังสร้างแรงต่อต้านได้มาก อาจเกิดการต่อต้านว่าการปฏิรูปภาษีมรดกมีเจตนาจะ 'เล่นงาน' พวกเขากลุ่มเดียว แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นอาจทำให้เสียกระบวนไปทั้งหมด
ท้ายสุดและสำคัญที่สุดก็คือ ผู้เสียภาษีทั้งหลายควรจะได้รับการศึกษาและข้อมูลว่าอันการเสียภาษีนั้นหากเป็นหน้าที่ของพลเมืองผู้มีรายได้ รัฐก็มีหน้าที่จะต้องบริหารการใช้เงินภาษีตามเจตจำนงของผู้จ่ายด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมตรวจสอบได้
หากรัฐคิดแต่จะเก็บภาษีมากขึ้นโดยที่ฝ่ายประชาชนผู้เสียภาษีไร้หรือ "หย่อน" สิทธิที่จะแสดงเจตจำนงว่าควรนำไปใช้จ่ายทางไหน ตลอดจนไม่รู้ไม่เห็นไร้การตรวจสอบการนำไปใช้อย่างไร (ประเภทงบลับต่างๆ เป็นต้น) ในที่สุด ประชาชนอาจจะเป็นฝ่ายปฏิเสธไม่ยอมจ่ายภาษีอย่างเป็นกระบวนการ โดยอาจจะไม่จ่ายทั้งหมดหรือเลือกไม่จ่ายภาษีประเภทงบลับต่างๆ โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมาตามจำนวนภาษีที่จะต้องจ่าย แล้วนำเงินจำนวนนั้นไปจ่ายเป็นภาษีทรัพย์สินบำรุงท้องที่ หรือมูลนิธิสาธารณประโยชน์ที่ไหนสักแห่ง เพื่อนำมาทำเป็นกองทุนการศึกษาให้เด็กๆ ในท้องที่หรืออื่นๆ ที่เห็นสมควรเสียยิ่งกว่าที่จะจ่ายเป็นเงินภาษี
Tags : ปฏิรูปภาษีทรัพย์สิน • ภาษีมรดก • ทุนการศึกษา • สุกัญญา หาญตระกูล • นายกรณ์ จาติกวณิช

