การประกาศลดดอกเบี้ย นโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย จาก 3.50% มาอยู่ 3%
ในการประชุม 2 หนล่าสุดแต่ปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยในระบบไม่ได้ขยับลดตามลงมามากนัก
มีเพียงธนาคารพาณิชย์ 2-3 แห่งเท่านั้น ที่ลดดอกเบี้ยลงมา ซึ่ง 1 ในนั้นก็มีธนาคารกรุงไทยที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ ที่ (จำใจ) ลดดอกเบี้ยทั้งกู้และฝาก เพื่อนำตลาด แต่ก็ในอัตราเล็กน้อยแค่ 0.125%
เหตุผลหลายประการ ที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่ยอมลดดอกเบี้ย ทั้งๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศแล้วว่า จะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ภาคธุรกิจได้หายใจหายคอคล่องขึ้น หลังจากที่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ต้องสำลักน้ำท่วมกันถ้วนหน้า
ประการแรก มาจากนโยบายของรัฐบาลเอง ที่ประกาศจะใช้กู้เงินเพื่อมาฟื้นฟูประเทศหลังน้ำลดกว่า 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศเป็นหลัก อีกไม่นานจะมีการแย่งสภาพคล่องในระบบกันอุตลุดแน่นอน ดอกเบี้ยฝากจึงลงไม่ได้ และธนาคารก็ไม่สามารถลดดอกเบี้ยเงินกู้ได้
ประการที่ 2 ความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์เอกชน ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของภาระต่างๆ จากการระดมเงินทุน ที่ธนาคารพาณิชย์เอกชนจะเสียเปรียบธนาคารรัฐในแง่ของการสำรองต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลยังไม่คิดจะแก้ไข
ประการที่ 3 เป็นประเด็นใหญ่สุด มาจากพระราชกำหนดปรับปรุงหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่รัฐบาลมีเป้าหมายคือ การโอนภาระหนี้จำนวน 1.14 ล้านล้านบาท ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย
ประเด็นนี้เป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ข้อสรุปเบื้องต้นธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องรับภาระตามนโยบายของรัฐบาล โดยให้ไปรีดเงินจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติม อัตราเท่าไหร่นั้นอยู่ระหว่างตกลง
นโยบายนี้ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอึกอักที่สุด เพราะตัวเองไม่มีหน้าที่หารายได้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องทำหน้าที่บริหารอัตราแลกเปลี่ยน บริหารสภาพคล่องในระบบให้เหมาะสม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งด้านเสถียรภาพและความยั่งยืน ตลอดจนกำกับดูแลสถาบันการเงินให้มีความเข้มแข็ง และไม่ให้เอาเปรียบประชาชน และผู้ฝากเงิน
ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงอยู่ในภาวะหวานอม-ขมกลืน ที่ต้องไปรีดเงินเพิ่มจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งทำให้ฐานะของธนาคารแห่งประเทศไทยในการกำกับสถาบันการเงิน ตลอดจนกำกับนโยบายการเงิน ดูด้อยค่า ความศักดิ์สิทธิ์ของหน่วยงานกลางที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศถูกบั่นทอนในระยะยาว
ที่สำคัญนโยบายนี้ เป็นการยื่นความชอบธรรมให้กับธนาคารพาณิชย์ ที่มีเหตุผลเพียงพอที่ละเลยหรือเพิกเฉย ไม่ปรับดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย
ไม่เพียงเท่านี้ เมื่อการส่งเงินเพิ่มเพื่อชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ มีผลบังคับใช้ แน่นอนว่า ธนาคารพาณิชย์ จะต้องผลักภาระที่เพิ่มขึ้น ส่งผ่านไปถึงลูกค้าของตัวเองแน่นอน เพียงเพื่อรักษาระดับกำไรสูงสุดไว้ให้ได้
นโยบายภาครัฐที่ออกมานี้ นอกจากบั่นทอนเสาหลักเศรษฐกิจของชาติแล้ว ยังส่งผลต่อประชาชนที่จะถูกเอาเปรียบจากนายทุนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยทำอะไรไม่ได้ ได้แต่มองตาปริบๆ
หากการเมืองยังดำเนินนโยบายแบบเนียนๆ แทรกแซงแต่เหมือนไม่แทรกแซงแบบนี้ไปเรื่อยๆ ความเชื่อมั่นที่มีต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ย่อมสั่นคลอน และในที่สุดประชาชนก็จะเป็นผู้รับกรรมเหมือนในอดีต
สงสารก็แต่ชาวบ้านตาดำๆ อย่างเราๆ ท่านๆ แหละครับ งานนี้บอกได้แค่ว่า มีปีกก็หนีไม่พ้น ครับ
หมายเหตุ...ติดตามข่าวสาร เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน ผ่าน Twitter @Sudchai_KTTV ครับ

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น