เศรษฐกิจตกสะเก็ดทุกหย่อมหญ้า เป็นประเด็น ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปแล้ว โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะไปที่แห่งหนใดในกรุงเทพมหานคร หรือต่างจังหวัด
หลายเสียงโอดโอยถึงความยากลำบาก จากภาวะเศรษฐกิจ ที่ถดถอยทุกวัน ดูเหมือนจะกินลึกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพื่อนผมเป็นผู้ประกอบการขายรถยนต์มือสอง บ่นให้ฟังดังๆ ว่า เดือนที่ผ่านมายังขายรถไม่ได้สักคัน และไม่รู้ว่าปีนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร หากทุกอย่างยังเป็นอยู่อย่างนี้
เมื่อวานนี้ก็มีข่าวไม่ดี ฐานะการคลังเริ่มมีปัญหา การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย จากที่เคยกะเกณฑ์กันว่า จะพลาดเป้าสัก 1.3 แสนล้านบาท ทำไปทำมาตัวเลขนี้อาจจะถึง 2 แสนล้านบาท เมื่อตัวเลขภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จะเป็นดัชนีชี้วัดการผลิต การบริโภค ภายในประเทศได้ระดับหนึ่ง ออกมาต่ำกว่าเป้าหมายเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท มาเป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกันให้แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะพลาดเป้าอีกไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้านบาท ในช่วง 7 เดือนที่เหลืออยู่ในปีงบประมาณ 2552
ยังไม่รวมถึงตัวเลขภาษีเงินได้นิติบุคคลงวดครึ่งปีแรกของปี 2552 ที่จะออกมาในเดือนสิงหาคมนี้ ที่คาดว่าบริษัทจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ คงจะประกาศตัวเลขขาดทุน นั่นหมายความว่าการจัดเก็บภาษีนิติบุคคล ก็อาจจะต่ำกว่าเป้าหนักยิ่งขึ้น
รายได้ 2 แสนล้านบาท ที่จะต่ำกว่าเป้าหมาย ตามที่ รมช.คลัง ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ประเมินนั้น ในความเป็นจริง อาจจะมากกว่านั้นก็ได้ หากภาวะเศรษฐกิจยังไม่กระเตื้อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรก ที่มุ่งการแจกเงิน หว่านเงินคนรากหญ้า และคนเมือง ใช้ไม่ได้ผล ไม่สามารถ สร้างอำนาจซื้อ ได้ การบริโภคภายในประเทศ ก็ยังต้องซบเซาต่อไป ภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะยิ่งลดลงไปอีก ยังไม่รวมถึงการลงทุน ที่ให้กระตุ้นแค่ไหน ก็ไม่ได้ผล หากอำนาจซื้อในมือประชาชนไม่เกิด
โจทย์ใหญ่การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่ใช่แค่การออกมาตรการออกมาแล้วจบ รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งต้องสร้างอำนาจการซื้อในมือประชาชนให้ได้ การอัดฉีดเม็ดเงิน ไม่ว่าจะเป็นเงิน 2,000 บาท ที่มีผู้ได้สิทธิกว่า 9 ล้านคนนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้จริง ไม่ใช่หวังผลเพียงแค่ความสำเร็จทางการเมือง ด้วยการมีชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปปรากฏบนเช็คที่แจกเท่านั้น
ขณะที่ในภาคแรงงานที่จะมีคนตกงานนับล้านคน หากจีดีพีในปีนี้ติดลบ จนถึงวันนี้มาตรการของรัฐบาลยังไม่ชัดเจนเลยว่าจะช่วยอย่างไร ยังมั่วไปหมด จนจับต้นชนปลายไม่ถูก
วันนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะถึงจุดต่ำสุดวันไหน เช่นเดียวกับเศรษฐกิจอเมริกา ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะต่ำสุดและฟื้นตัวเมื่อใด เรารออเมริกาฟื้นไม่ได้ จึงต้องเป็นหน้าที่รัฐบาล ที่ต้องเร่งปั๊มการใช้จ่ายในประเทศ ให้เห็นผลออกมาเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงแค่คำสัญญาลอยๆ ที่ขาดความรับผิดชอบเท่านั้น
ที่สำคัญการใช้จ่ายภายใต้งบประมาณจำกัดจำเขี่ยเช่นนี้ ต้องมีประสิทธิภาพ ตรงเป้า ตรงประเด็น ถึงมือกลุ่มคนที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลืออย่างแท้จริง รัฐบาลควรจะต้องสังคายนาระบบข้อมูลของประเทศเสียใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลคนจน และ ข้อมูลเกษตรกร ตามที่ได้มีการเสนอมาก่อนหน้านี้ เพื่อใช้เป็นฐานสำคัญดูแลความทุกข์ยากของประชาชนได้อย่างตรงเป้าหมาย ให้ได้ผล และรั่วไหลน้อยที่สุด
Tags : สร้างอำนาจซื้อ • วิกฤติเศรษฐกิจ •

ความคิดเห็นที่ 3
Bright Baby Blue , 10 มีนาคม 2552 10:37
Let us hope and pray that the economic rescue package initiated by Apisith will bear fruit soon. If this does not work out, then Thailand is heading toward financial disaster. We may see an uprising of the grass roots people.
ความคิดเห็นที่ 2
ราคาฅน , 10 มีนาคม 2552 09:15
ปัญหาคือการสร้างราคาเกินจริง ราคาสิบสร้างร้อย กำไรเห็นๆ สุดท้ายก็เจ้ง
จริงๆราคาเป็นแค่สื่อสร้างความสะดวกในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ
แต่ไฉนราคาเพิ่มขึ้นตลอด ขณะที่สิ้นค้าและบริการไม่ได้เพิ่มมาก ส่วนต่างคือสิ่งที่คนฉลาดเก็บเกี่ยวโดยคนที่โง่กว่าต้องจ่าย สุดท้ายอาจจะต้องกลับไปใช้ระบบแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการกัน เพราะหาทางป้องกันการราคาเกินจริงได้
.
.
.
.
แค่ราคาคุย ถุยส์
ความคิดเห็นที่ 1
ตามนั้น , 10 มีนาคม 2552 07:55
ปชป พร้อม * ้เสมอ
พท รอแก้ปัญหาต่อ