กรุงเทพธุรกิจ

ad 1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 01:00
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ชาตินิยมทับซ้อนพื้นที่

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เส้นพรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ดูจะเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศมาบ่อยครั้ง แม้ว่าความขัดแย้งนั้นจะเริ่มจากประเด็นอื่น

ซึ่งดูราวกับไม่เกี่ยวข้องแต่ก็สามารถมาจบลงที่เรื่องพรมแดนได้

 
หากยึดเอาคำสอนในทางกฎหมายหรือในทางรัฐศาสตร์ คุณสมบัติประการหนึ่งของรัฐสมัยใหม่ ก็คือ การมีดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐนั้นๆ ซึ่งจะไม่ถูกแทรกแซงหรือล่วงล้ำจากรัฐอื่น แต่ละรัฐต่างมีอาณาเขตที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นของตนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้วยการขีดเส้นบนแผนที่ 

 
อย่างไรก็ตาม การกำหนดเขตแดนของรัฐสมัยใหม่อาจจะพอกระทำได้ในกรณีที่มีเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งอาจบ่งชี้ได้แน่นอน อาทิเช่น มีแม่น้ำเป็นเส้นพรมแดนระหว่างสองประเทศ แต่ในหลายกรณีก็มิใช่สิ่งที่จะสามารถกระทำได้อย่างง่ายดาย ยิ่งหากพรมแดนของทั้งสองประเทศต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีสิ่งใดมาเป็นหลักเขตกำหนดเอาไว้
 

จะสามารถบอกได้อย่างไรว่าระหว่างผืนป่าที่ต่อเนื่องกันขนาดใหญ่ หรือเป็นทุ่งโล่งทอดยาวไปนั้นตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐใด
 

เป็นที่ยอมรับกันในทางวิชาการอย่างกว้างขวาง ว่า เส้นพรมแดนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้แบบรัฐสมัยใหม่ อันเป็นสิ่งที่มีความแตกต่างจากรัฐในอดีต ซึ่งให้ความหมายเขตแดนของรัฐในอีกรูปแบบ
 

การถือกำเนิดของรัฐสมัยใหม่มาพร้อมกับการสร้างเขตแดนที่ชัดเจนระหว่างรัฐที่อยู่ต่อเนื่องกัน จำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดให้ได้ว่าพื้นที่ตรงเส้นรุ้งและเส้นแวงแต่ละองศานั้นเป็นของรัฐใด ข้อพิพาทจึงอาจปรากฏขึ้นได้ เนื่องจากไม่เคยมีการกำหนดลักษณะเช่นนี้มาก่อนในประวัติก่อนหน้ารัฐสมัยใหม่ ซึ่งเพียงแต่เข้าใจกันว่าในพื้นที่บริเวณใดอยู่ภายใต้อิทธิพลควบคุมของฝ่ายใด
 

แม้ต่อให้มีการกำหนดด้วยแผนที่ภายใต้แนวความคิดแบบรัฐสมัยใหม่ ก็อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่บอกได้อย่างชัดเจนถึงพรมแดนระหว่างกัน กรณีเขาพระวิหารเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการตีความ และการรับรองเขตเส้นพรมแดนของรัฐสมัยใหม่ ทั้งระหว่างรัฐที่แต่ละฝ่ายต่างมีข้อมูล ความเห็น ทัศนะที่มาจากจุดยืนที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดภายใต้อุดมการณ์ชาตินิยมอันนำไปสู่ความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของแต่ละฝ่าย ต่างฝ่ายต่างยืนยันสิทธิอำนาจความชอบธรรมของตน
 

ไม่ใช่เพียงเฉพาะเส้นพรมแดนทางบกเท่านั้น เส้นพรมแดนทางทะเลก็ตกอยู่ที่ในสถานะที่ไม่แตกต่างกัน และอาจมีความยุ่งยากมากยิ่งกว่า เนื่องจากในอดีตเทคโนโลยีของแต่ละรัฐในการเข้าถึงพื้นที่ทางทะเลยังมีอยู่จำกัด ไม่มีการกำหนดเขตแดนทางทะเลได้อย่างชัดเจนว่าตรงจุดไหนที่เป็นเส้นแบ่งของสองรัฐในกรณีที่มีชายทะเลติดต่อกัน รวมทั้งจะทอดยาวออกไปไกลในทะเลมากน้อยเพียงใด
 

แม้จะมีความพยายามพัฒนาหลักวิชาในกฎหมายระหว่างประเทศให้เกิดการลากเส้นแบ่งระหว่างรัฐต่างๆ ในทางทะเล แต่ก็มีความยุ่งยากเกิดขึ้นทางปฏิบัติจริง เนื่องจากดินแดนตามธรรมชาติไม่ได้เรียบตรงเป็นไม้บรรทัด การกำหนดเส้นฐานเพื่อลากเส้นพรมแดนระหว่างรัฐจากเขตบนบกลงไปในทะเล ก็ยิ่งสร้างความยุ่งยากติดตามมาไม่น้อยไปกว่าการขีดเส้นพรมแดนบนพื้นดิน
 

เส้นที่ลากออกจากดินแดนของรัฐสองอาจไกลออกไปในส่วนที่ทับซ้อนระหว่างกัน จะบอกได้อย่างไรว่า การลากเส้นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง สามารถบอกได้แน่นอนหรือว่าในอาณาเขตทางทะเลที่ไม่มีอะไรให้เป็นที่หมายเลยแม้แต่น้อยนั้น เป็นอาณาเขตในฝ่ายตน
 

ต่างฝ่ายต่างอาจจะไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ ในเมื่อพื้นที่ตรงนั้นไม่ได้ชัดเจนมาตลอดว่าเป็นของฝ่ายใดกันแน่
 

แต่ก็มีการทำให้เกิดความรู้สึกว่าทางฝ่ายตนต้องเสียเปรียบในการกำหนดเส้นเขตแดน ด้วยการใช้อุดมการณ์ชาตินิยมมาเพื่อปลุกเร้าสนับสนุนการกระทำของตน ในการชี้ให้เห็นการกระทำจากอีกฝ่ายอย่างไม่ชอบธรรม ทำให้เห็นว่าชาติของตนต้อง "เสียดินแดน" ให้กับอีกฝ่ายซึ่งอันเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมได้ภายใต้อุดมการณ์ชาติ ด้วยคำอธิบายว่าบรรพบุรุษได้ต่อสู้และพิทักษ์รักษาผืนแผ่นดินมาอย่างยาวนาน และนำมาซึ่งการระดมสรรพกำลังในการเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง
 

ที่ปาวๆ กันว่าเสียดินแดนทั้งบนบกและทางทะเลนั้น สามารถยืนยันได้หนักแน่นด้วยพยานหลักฐานมากน้อยเพียงใดว่าไทยกำลังเสียดินแดนไปจริงๆ มิใช่เป็นเพียงการฉวยประโยชน์ทางการเมืองจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนภายใต้อุดมการณ์ชาตินิยม
 

ในกรณีเช่นนี้ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากการเจรจากันในการกำหนดเส้นเขตแดนให้มีความชัดเจนขึ้น การริเริ่มให้เกิดการตกลงกันเพื่อขีดเส้นด้วยวิถีทางที่สันติอาจต้องใช้เวลาและความอดทนของแต่ละฝ่าย แต่ก็ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าในเมื่อยังไม่เคยมีเขตแดนระหว่างกันก็ย่อมไม่มีหนทางอื่นให้อีกนอกจากหันหน้าเข้าหากันแล้วค่อยคุยกันด้วยสติปัญญา
 

ความร่วมมือของแต่ละฝ่ายจึงเป็นเงื่อนไขในเบื้องต้นที่ขาดไม่ได้ ถ้าหากต้องการทำให้ข้อพิพาทเรื่องเส้นพรมแดนยุติลง
 

ทางเลือกอีกทาง ก็คือ การใช้กำลังรบรากัน แน่นอนว่า ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งสองฝ่ายและก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะทำให้สามารถยุติปัญหาลงได้ มีหลายครั้งของการใช้กำลังระหว่างสองรัฐที่ขัดแย้งกันมีน้อยครั้งมาก ซึ่งจะสามารถทำให้เกิดสันติได้ แทบทั้งหมดก็ต้องกลับมาจบลงบนการเจรจากัน
 

กระบวนการในการกำหนดเส้นพรมแดนระหว่างรัฐที่ได้เริ่มต้นบนหนทางแบบสันติ จึงเป็นสิ่งที่ควรต้องได้รับการสนับสนุนให้เกิดขึ้นและเดินหน้าต่อไป เพราะอย่างไรก็ตาม ประเด็นข้อพิพาทนี้จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต
 

อาจมีทางเลือกอยู่เพียงเท่านี้ จะเจรจากันอย่างสันติหรือจะให้เกิดการนองเลือดระหว่างสองฝ่ายก่อนแล้วจึงค่อยเจรจา
 

ต้องไม่ลืมนะครับว่าเมื่อเกิดการนองเลือด คนที่ต้องเสียสละเป็นลำดับแรกๆ มักเป็นประชาชนระดับล่างของสังคมไม่ว่าจะในฐานะของทหารชั้นผู้น้อย หรือประชาชนที่ต้องทำมาหากินอยู่ตามพรมแดน พวกที่มักแอบอิงอยู่กับชาตินิยม ผลประโยชน์ประเทศชาติ มักคือผู้ที่เสวยประโยชน์ในภายหลัง
 

สังคมไทยเปลี่ยนไปมากพอที่จะสามารถจัดการกับปัญหาความขัดแย้งได้ฉลาดมากขึ้นกว่าเดิม สิ่งซึ่งควรช่วยกันก็คืออย่าปล่อยให้นักการเมืองมาทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐ รวมทั้งการใช้วิธีรุนแรงเป็นทางออกของปัญหา อันจะเป็นประโยชน์ก็เฉพาะแต่การสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองที่ไม่เป็นประโยชน์ทั้งต่อสังคมไทยและกัมพูชาแต่อย่างใด
 

 

Tags : เส้นพรมแดน สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5

เขียนบทความน่ะเก่ง เอาแต่ Secondary Source มาใช้
ถามคำถามเดียวก่อนเลย เคยไปตรงพื้นที่ทับซ้อนไทย-เขมให้เห็นด้วยตา-ตัวเป็นๆ มั๊ย
ไปให้เห็นกะตาก่อน แล้วค่อยเขียน
นั่งบนดอย เขียนเรื่องชายแดนเขมร มันจะไปรู้เรื่องอะไร
เด้กโง่ เพราะคูแอบ
รักชาติ ไม่ได้หมายพาลว่าต้องคลั่ง
แต่งอมืองอเท้าแบบนี้ก็เปล่าดาย
เป็นครูบา ก็หัดฟังอะไร 2 ด้านเสียบ้าง
หางแดงมันออก ทั้งเที่ยววันยันเที่ยงคืนแล้ว

ความคิดเห็นที่ 4

ผมชอบบทความที่ดี ซึ่งมิได้ใช้อารมณ์ในการเขียน เสนอในบางมุมมองที่กล้าเสนอ รับฟังกันไม่ได้หรือ จำเป็นที่ต้องรับฟังแต่มุมมองด่า ต่อว่าคนอื่นฝ่ายเดียวหรือ รักชาติได้มิได้จำเป็นต้องคลั่งชาติ รับความจริงมิใช่ลำเอียง ปิดสนามบิน บอกว่าผู้ก่อการดี ปิดอนุสวรีย์ชัยสมรภูมิ + ก่อความวุ่นวายช่วงสงกรานต์ เป็นผู้ก่อการร้าย คิดกันไปได้มีเหตุผลกันบ้าง ความยุติธรรมมีหรือเปล่าในใจ ??????

ความคิดเห็นที่ 3

ถึง...ผู้เขียนบทความ

เราขอฝากข้อคิดเห็นผ่านเว็บนี้ไปให้ รศ.อรรถจักร์ (สัต) หน่อยนะ...เพราะเราเห็นพวก อ.อยูแก๊งค์เดียกัน (แก๊งค์ ม.เที่ยงคืน)

คือ เราอ่านข้อคิดของ อ.อรรถ..แล้วขัดข้องหมองใจมากเลย...เขาบอกว่าทางการเขมรเตรียมตัวมาดี...แต่รบ.ไทย ใช้อารมณ์ และความรู้สึก...ให้ตายเถอะ...ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกคุณเป็น อ.สอนอยู่ในประเทศไทย และ เป็นคนไทย

อ้อ! ดร.ฐิตินันท์ อีกคน...เขาไปรายการช่อง 11 เขาบอกว่าฮุนซวยโกรธ...ที่คุณอภิสิทธิ์ไปว่าฮุนซวยว่าเป็นเบี้ยให้ทักษิณ...แกเป็นถึง ดร.แต่แกไม่ยอมลำดับความให้ดีว่า...ฮุนซวนมีแผนมาประชุมช้ากว่ากำหนด...มาถึง ก็ตรงไปหาสื่อช่อง 3 (กรุณา บัวคำศรี)...แล้วก็ด่าว่าประเทศไทยใหญ่อย่างไม่ไว้หน้า...ว่าเรา คือ เจ้าภาพ...พอจบเหตุการณ์แล้ว นักข่าวถามนายกฯ เรา จึงได้ตอบกลับไปเช่นนั้น

สองรายแล้วนะ...ที่นี้ของ อ.บ้าง

อ่านบทความนี้ก็ดูเหมือนว่าเป็นคนดีหรอกนะ...แต่ไม่ได้เอ่ยเลยว่าบริบทแห่งความบาดหมางครั้งนี้มรันเกิดจากใคร...จากความโลภของใคร...แล้วคุณยังไปกระทบกระเทียบเขาอีกว่าปลุกกระแสอุดมการณ์ชาตินิยม...ถ้าประเทศไทย มีกระแสนี้ เราจะไม่มีวันถูกประเทศแบบเขมรมาอหังกาแบบนี้...เราจะไม่มีวันมีนักการเมืองเลว เหมือนทักษิณ...(และทักษิณ คงพบจุดจบเหมือน ผู้นำเกาหลีใต้ ผู้นำไต้หวัน)

อ.ต้องปลูกฝังค่านิยมให้นักศึกษาเสียใหม่...ว่าทรัพยากรในโลกมีอยู่จำกัด...(เพราะมนุษย์เป็นผู้ทำลายล้าง)...ดังนั้น อย่ายอมคนโลภ คนเลว...ที่กอบโกยทรัพยากรไว้แต่เพียง ต ระ * ล เดียว...(โดยเฉพาะคนฉลาดแกมโกงอย่างทักษิณ ที่นำพาทุนนิยมสามาณย์เข้ามาประเทศเรา..งก และ โลภ ไม่สิ้นสุด...เราต้องช่วยกันเพื่อลูกหลานเรา...เพราะชีวิตคนต้องตาย...แต่อยากให้ผืนแผ่นดินไทย ที่เราเกิด อยู่ เรากิน ยั่งยืนสืบต่อไป แบบมีคุณธรรมด้วย

ท้ายนี้ฝากกลอนให้พี่น้องชาวไทย

ขอเชิญชวนพี่น้องทุกหมู่เหล่า
เพื่อพ่อหลวงของเราชาวสยาม
เพื่อประเทศของเราเลื่องลือนาม
ทั่วเขตคามยอมรับความเป็นไทย

ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นั้นยิ่งใหญ่
อย่าให้ชนชาติใดดูถูกได้
โดยเฉพาะอ้ายฮุนซวยคนจัญไร
กับอ้ายแม้วมูลมดหมดแผ่นดิน

เราต้องหยุดทะเลาะกันทุกทุกฝ่าย
เพราะจะเข้าแผนชั่วร้ายอ้ายขะเหมน
มันสุมหัวกับอ้ายแม้วคนเหลือเดน
มันพิเรณเพียงหวังผลสินทรัพย์ไทย

(หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เยาวชนไทย เด็กรุ่นหลัง ต้องอย่าเห็นว่าการโกงเป็นเรื่องปกติ...ต้องรู้จัก แยกแยะ ถูก ผิด เลว ดี ออก ต้องวิเคราะห์ให้เป็น อย่าหวังเพียงเศษเสี้ยวเงินทอง และต้องแลกกับเกียรติยศ...ของความเป็นคนไทยเลย)

ความคิดเห็นที่ 2

ประเทศชาติวุ่นวาย สับสน แยกดีชั่วไม่ออกในขณะนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจาก "นักวิชาการเส็งเคร็ง"ส่วนหนึ่งที่อศรัยคราบครูอาจารย์ ที่อวดรู้มันทุกเรื่องผ่านสื่อต่างๆ เพียงเพื่ออยากดัง ทั้งๆที่บางอย่างงี่เง่า ไม่รู้จริง ปฏิบัติไม่ได้ ไม่เคยมีข้อเสนอแนะทางออก จึงทำให้สังคมสับสน แทนที่จะช่วยกันคิด ให้งานในหน้าที่ของตน ในฐานะครูอาจารย์ว่า จะทำอย่างไรให้เยาวชนของชาติมีคุณภาพสูงสุด จะได้เป็นกำลังที่ดีของชาติในอนาคต จบการศึกษาปริญญาตรีออกมา มีความรู้ทางวิชาการเหมาะสมกับวุฒิ ใช้ความรู้ความสามารถ อย่างมีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อชาติและประชาชน ไม่ใช่จบกฏหมายระดับด๊อก..แต่ตีความกฏหมายแบบศรีธนญชัย เพื่อตัวเองและพวกพ้อง ไม่เคยมีตัวอย่างดีๆจากผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และครูบาอาจารย์ดีๆ ให้เยาวชนได้เห็นสิ่งดี สิ่งถูกต้องมาเป็นสิบๆปี เป็นธรรมดาที่เยาวชนยุคนี้ ส่วนใหญ่จึงก้าวร้าว แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่เป็น เห็นแก่ตัว ไม่เกรงกลัวกฏหมาย ถึงเวลาแล้วที่นักวิชาการทั้งหลาย ต้องทบทวนบทบาทตัวเอง กลับเข้ามหาวิทยาลัยของใครของมัน เพื่อทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเสียก่อน ที่จะวิจารย์เสนอแนะคนอื่น จะได้ไม่ถูกนินทาว่า "รู้เรื่องอื่นทุกเรื่อง นอกจากงานในหน้าที่ของตัวเอง" นับวันจะทำให้เสื่อมลง หรือถ้าทนไม่ได้จริงๆอยากเล่นการเมือง ก็ควรถอดเสื้อครูอาจารย์ออกเสียก่อนจะดีที่สุด

ความคิดเห็นที่ 1

"มีหลักฐานอะไรบ้างที่เชื่อได้ว่าไทยเราเสียดินแดนไปจริงๆ" * ไปมุดหัวอยู่ตรงไหนมาวะ * ซ้ายซ่อนเร้น อาจารย์ ศรีศักดิ์ นักโบราณคดีอาวุโส ท่านก็ได้เตือนเอาไว้หลายครั้ง เรื่องระวังจะเสียที เสียดินแดนให้เขมร หรือ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันอันทรงเกียรติ ที่เป็นที่รวมของนักวิชาการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นักกฎหมาย นักประวัติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ เขาก็ออกมาแถลงเตือนคนในสังคมไทย แล้วบุคคลหรือ สถาบันที่กล่าวถึงเนี่ย เขามีประวัติการสร้างกระแสคลั่งชาติมาก่อนหรือเปล่า * เคยเห็น ท่วงทำนองของ ท่านอาจารย์ ศรีศักดิ์ เคยแสดงออกอย่างนี้ มาตลอดระยะเวลาของช่วงชีวิตที่ผ่านมาของท่านหรือเปล่า * นักวิชาการที่หัวไม่เคยตั้งตรงอย่าง * เนี่ย ผมไม่อยากเชื่อหรอกว่าไม่เคยได้อ่านงานของท่านเลย แต่ผมเชื่อว่าคนอย่าง * ก็น่าจะเลือกอะไรที่จับมาพูดในแนวทางที่สนับสนุนความคิดในหัวของ * เท่านั้น ไม่เคยเปิดรับอะไรใหม่ๆเลย ขอเถอะนะอย่าได้เอาความเป็นซ้ายที่คลั่งค้าง ไปแพร่กระจายให้เปอะเปื้อน มช.อีกเลย ถ้า * รักที่จะซ้ายก็ซ้ายของ * ไปคนเดียวเถอะในอันที่จริง รัฐในอนาคตไม่จำเป็นจะต้องมีแนวเขตกั้นเพื่อแบ่งแยกความเป็นมนุษย์ร่วมโลกซะด้วยซ้ำ แต่ถ้ามนุษย์ที่ * ร่วมโลกอยู่ด้วย มันเสือกจ้องจะกอบโกยและเอารัดเอาเปรียบแผ่นดินของ * ซึ่งถ้าพวกมันอยากได้ไปเพื่อกระจายเอาไปให้ ประชาชนที่เดือดร้อนยากจนและหิวโหย ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรถ้าผู้ปกครองรัฐจะทำเพื่อประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติและสัญชาติใดๆ แต่ถ้าผู้ปกครองที่มีแต่ความโหดร้ายจ้องที่จะหาประโยชน์จากทรัพยากรของแผ่นดินตัวเอง เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ผลประโยชน์ของนักปกครอง เป็น * * จะไม่ต่อสู้เพื่อเพื่อนร่วมแผ่นดินที่กำลังถูกเอารัดเอาเปรียบเลยหรอ * เป็นนักกฎหมาย * จะยอมให้มันเกิดเรื่องอย่างนี้หรอ แล้วประชาชนที่ยากไร้ จะอยู่กันอย่างไรอยู่อย่างโดนนักปกครองชั่วช้าเอาเปรียบไปกี่ชาติกี่ภพ พอพวกมันโดนจับได้ไล่ทัน ก็พ่นเอาคำว่า อย่าปลุกกระแสเชาตินิยม คลั่งชาติ * ก็เอาคำพูดมันมาเล่นต่อ ผมเรียนทาง มานุษยวิทยามา ไม่ต้องห่วง ผมเข้าใจในวัฒนธรรมและวิธีคิดของคนในหลายๆสังคม ไม่เคยมีความคิดที่คิดว่า ชาติที่ถูกสร้างขึ้นภาพหลัง ยิ่งใหญ่กว่า การให้เกียรติในความหลากหลายของมนุษย์แน่นอน แต่ที่อดไม่ได้ในพฤติกรรมของนักวิชาการอย่าง * เพราะผมติดตามงานและท่วงทำนองของ * มานานแล้ว และก็พบว่า * ไม่เคยเปลี่ยนเลยว่ะสมชาย * เป็นนักวิชาการของใคร ของทุนยุคใหม่และประชาธิปไตยที่มีแต่รูปแบบ หรือ * เป็นนักวิชาการของประชาชน

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement

advertisement