ข้อถกเถียงกรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กลายเป็นประเด็นที่หลายคนหวั่นเกรงว่า อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่
ทั้งๆ ที่...หากใช้ปัญญาช่วยกันตรึกตรอง ข้อถกเถียงดังกล่าวจะช่วยพัฒนาเสรีภาพ สร้างวัฒนธรรมของเหตุและผลของคนในสังคมไทยกันมากขึ้น
ส่วนเนื้อหาของกฎหมายมาตราดังกล่าว ระบุว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย (1) พระมหากษัตริย์ (2) พระราชินี (3)รัชทายาท หรือ (4) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"
ตัวบทกฎหมายที่ชัดเจนว่าต้องการปกป้องสถาบันสูงสุดของประเทศ
แต่ทว่ากฎหมายย่อมมีช่องว่างเสมอ...
นักการเมืองบางกลุ่ม บุคคลบางจำพวกจึงฉวยโอกาสของช่องว่าง ด้วยการอ้างสถาบันเพื่อทำลายผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตนเอง
จะเห็นได้จากเฉพาะปี 2553 มีการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวน ทั้งสิ้น 478 คดี เมื่อเทียบกับปี 2552 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 164 คดี ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า ขณะที่ปี 2550 มีจำนวนทั้งสิ้นเพียง 126 คดี
ด้วยเหตุผลที่ว่า กฎหมาย มาตรา 112 เป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างมีอานุภาพในการทำลายล้างผู้คิดต่าง รวมถึงผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และอาจปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จึงเสนอให้เกิดการแก้กฎหมาย
พลันที่ความคิดเห็นดังกล่าวถูกนำเสนอต่อสาธารณชน "สื่อมวลชน" กลับทำหน้าที่นำเสนอข่าวแต่เพียงอย่างเดียว นำเพียงกระพี้ของเนื้อหา ตัดเพียงบางตอนมานำเสนอ
ในลักษณะของคู่ขัดแย้ง และโยงใยความสัมพันธ์ของกลุ่มที่ต้องการแก้ไข เป็นไปในลักษณะของพวกล้มเจ้า ขาดความลุ่มลึกในการอธิบายละเอียดของข้อเสนอที่ชัดเจน โดยเฉพาะข้อเสนอของกลุ่มคณะนิติราษฎร์ กลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ได้นำเอาประเด็นทางวิชาการมานำเสนอเพื่อให้เกิดข้อถกเถียงในทางวิชาการอย่างมีเหตุผล
ในทางตรงข้าม กลับใช้วิธีการโยนคำถาม แบบเติมเชื้อไฟ ที่ซ้ำๆ กัน ต่างแค่วันและเวลา
การทำหน้าที่ของสื่อกระแสหลักในยุคปัจจุบันขาดหายไปในหลายมิติ เช่น การนำเสนอโดยการอธิบายความของตัวบทกฎหมาย การวิเคราะห์ เหตุผล รวมถึงข้อถกเถียงในเชิงวิชาการ อันเป็นการสร้างปัญญาให้แก่ผู้อ่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อควรจะทำ แต่กลับขาดหายไป
สื่อมวลชนจำนวนมากกำลังทำตัวเสมือนนกน้อย ที่บินวนรอบความขัดแย้งของผลส้มหลากสีสัน ทั้ง ส้มอ่อน ส้มแก่ และ ส้มเน่า ภายในไร่ มาตรา 112
โดยเลือกนำเสนอแต่เพียงแค่ว่ามีกลุ่มใดเห็นด้วยกับการแก้ไข และกลุ่มใดไม่เห็นด้วยบ้าง
รวมทั้งยังพยายามตั้งคำถามในลักษณะชี้นำในหลายกรณี โดยเฉพาะกับเหล่าขุนพลทหารที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งแน่นอนว่าต้องไม่เห็นด้วย จนเลยเถิดไปถึงคำถามเรื่องการปฏิวัติ
นอกจากนี้ ยังมีสื่อมวลชนบางประเภทที่ละทิ้งจรรยาบรรณการตรวจสอบเสนอทางออกแห่งปัญญาให้แก่คนอ่าน ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ซึ่งหากกระทำการในนามตัวบุคคลถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่การกระทำการในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน เป็นบุคคลสาธารณะ ขณะที่บางครั้งเลยเถิดถึงขั้นด่าทอกลุ่มที่คิดต่างจากตนเองว่าเป็นพวก "เนรคุณประเทศชาติ" "เป็นคนไทยหรือเปล่า"
สื่อซึ่งควรทำหน้าที่ในการเป็นตัวกลางสำหรับแก้ไขปัญหา เสนอทางออก เป็นแสงสว่าง สำหรับความมืดบอดทางปัญญาของสังคม กลับกลายเป็นชนวน เป็นตัวกระตุ้นเร่งความขัดแย้งของสังคม โดยที่ไม่ยอมแยกสำนึกในตัวตนกับการทำหน้าที่
สื่อกำลังลากตัวเองเข้าไปสู่วังวนความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่ง โดยลืมไปว่าบทบาทนั้นไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำ...
Tags : นกน้อยในไร่ ม.112

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น