เรื่องเทคโนโลยีมีประโยชน์อนันต์และโทษมหันต์น่าจะเป็นที่รับรู้กันแล้ว เนื่องจากตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เป็นรายวัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ จำพวกมีดบาดมือ หรือเรื่องที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนจำพวกภาวะโลกร้อนและผลพวงของการใช้สารเคมี ในช่วงสามสี่ปีมานี้โลกมีวิกฤติเศรษฐกิจเกือบทั่วไปโดยเฉพาะในประเทศก้าวหน้าของทวีปอเมริกา ยุโรปและเอเชีย ทั้งที่ประเทศเหล่านี้มีนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำจำนวนมาก แต่การที่วิกฤติเรื้อรังมาเป็นเวลาหลายปี น่าจะบ่งชี้ว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปส่งผลให้นโยบายที่พวกเขาเคยใช้ไม่มีประสิทธิผล
คงเป็นที่ทราบกันดีว่า ดัชนีชี้วัดส่วนประกอบต่างๆ ทางเศรษฐศาสตร์บ่งว่าวิกฤติที่เริ่มขึ้นในประเทศก้าวหน้าเมื่อปี 2551 ร้ายแรงมาก รองลงมาจากวิกฤติร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นหลังตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐล่มเมื่อเดือนตุลาคม 2472 เท่านั้น วิกฤติหลังปี 2472 นำไปสู่การแจ้งเกิดแนวคิดทางเศรษฐกิจของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ซึ่ง แนะนำให้รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งในด้านการทำงบประมาณขาดดุลของรัฐบาลและในด้านเอกชน ซึ่งอาจประกอบด้วยการลดภาษีเพื่อให้ผู้บริโภคมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบการเงินและการลดดอกเบี้ย
จากวันนั้นมาเป็นเวลากว่า 70 ปี แนวคิดนี้เป็นฐานของการวางนโยบายแก้ไขภาวะซบเซาและถดถอยของเศรษฐกิจ ซึ่งได้ผลตลอดมาจนกระทั่งถึงวิกฤติที่กำลังเรื้อรังอยู่ในปัจจุบัน จะเห็นว่าทั้งในอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นต่างทำงบประมาณขาดดุลกันเป็นส่วนใหญ่ อัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบการเงินและลดดอกเบี้ยลงมาจนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ หรือเหลือใกล้ศูนย์แล้ว แต่ เศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็ยังไม่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอันเป็นการชี้บ่งว่า การแก้ปัญหาตามแนวคิดเดิมนั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไป ทำให้เกิดคำถามว่าเพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบหนึ่งซึ่งดูจะยังไม่ค่อยได้รับการพิจารณาอย่างกว้างขวาง ได้แก่ โครงสร้างทางเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปผ่านการก่อให้เกิดกระบวนการโลกาภิวัตน์
เทคโนโลยีดิจิทัลเอื้อให้การติดต่อสื่อสาร การค้าขายและการโยกย้ายเงินตราระหว่างประเทศเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว มันเป็นปัจจัยสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราสูงของประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ในเอเชียและอเมริกาใต้โดยเฉพาะจีน อินเดียและบราซิล ในปัจจุบัน ประเทศเหล่านี้จึงมีเศรษฐกิจรวมกันกว่าครึ่งของโลกและยังขยายตัวต่อไปในอัตราราวสามเท่าของประเทศก้าวหน้าในอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่น นอกจากนั้น การที่ประเทศเหล่านี้ผลิตสินค้าได้ในราคาถูกมากเป็นปัจจัยส่งเสริมให้การบริโภคในประเทศก้าวหน้าขยายตัวในอัตราสูงด้วย ผลพวงสำคัญของการขยายตัวดังกล่าว ได้แก่ สหรัฐได้เปลี่ยนสถานะจากเจ้าหนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาเป็นลูกหนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนั้น การเชื่อมกันของระบบการเงินซึ่งทำให้การโยกย้ายเงินตราเป็นไปได้ในพริบตายังส่งผลให้ปัญหาของประเทศหนึ่งแพร่กระจายออกไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญนี้ ทำให้ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนใดสามารถทำนายด้วยความมั่นใจเต็มร้อยได้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิมหรือไม่และเมื่อเกิดแต่ละครั้งจะร้ายแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ต่างกับผลพวงของภาวะโลกร้อน ซึ่งไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดสามารถทำนายด้วยความมั่นใจเต็มร้อยได้ว่าพายุและภาวะฝนแล้งจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิมหรือไม่ และเมื่อเกิดแต่ละครั้งจะร้ายแรงขึ้นหรือไม่ นั่นหมายความว่า โลกใบนี้จะมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นมาก จากในระดับปัจจุบัน
เมื่อโลกตกอยู่ในสภาพไม่แน่นอนสูงขึ้น เราจะตั้งรับอย่างไรจึงเป็นคำถามที่เราต้องหาคำตอบทั้งในระดับบุคคลและในระดับประเทศ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งไม่มีความสามารถสูงเท่านักเศรษฐศาสตร์ชั้นแนวหน้าทั้งหลาย ขอเสนอแนะ ให้ยึดการลดความเสี่ยง ยกเว้นสำหรับผู้ที่มีภูมิหลังโน้มเอียงไปในทางนิยมการพนัน ซึ่งอาจมีโอกาสสร้างความร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว หรือไม่ก็ล้มละลายได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
ในระดับบุคคล เนื่องจากสภาพของแต่ละคนแตกต่างกันมาก จึงยากที่จะแนะนำว่าควรทำอะไรบ้างเพื่อลดความเสี่ยง สำหรับในระดับประเทศ เราควรหยุดดำเนินนโยบายจำพวกที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงสุด แล้วหันไปเน้นส่วนประกอบและส่วนแบ่งของการขยายตัวให้กระจายออกไปทั่วทุกภาคส่วนมากยิ่งขึ้น การส่งเสริมกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางในทุกภาคส่วนควรจะได้รับการเน้นเป็นพิเศษ นอกจากนั้น จะต้องเก็บเงินสำรองของประเทศไว้ในอัตราสูงกว่าที่เคยถือว่าปลอดภัยและไม่ควรเพิ่มสัดส่วนของภาระหนี้สินต่อรายได้ของประเทศ เรื่องหนี้สินกำลังสร้างปัญหาร้ายแรงอย่างไรคงไม่ต้องอธิบายมากนัก เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและในประเทศที่ก้าวหน้าสูงมากอยู่แล้ว
Tags : ดร.ไสว บุญมา
