ตอนที่แล้วพูดถึงคอร์รัปชันของกรีซ วันนี้หันกลับมาดูคอร์รัปชันของไทยกันบ้าง
บ่นกันมาจนป่านนี้ คงไม่มีนักธุรกิจคนไหนปฏิเสธว่าการทุจริตคอร์รัปชันขนาดใหญ่ทั้งในภาครัฐและเอกชนนั้นเป็นตัวถ่วงความเจริญของธุรกิจ การเมือง และสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ไทยกำลังล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ก็กดดันให้ธุรกิจปรับตัวรับมือกับการแข่งขันจากเพื่อนบ้านที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้
แต่ คำถามใหญ่คือบริษัทไทยมีพื้นที่ปรับตัวแค่ไหน ในเมื่อนักธุรกิจยังต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะขั้นต่ำ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ของวงเงินงบประมาณ เพิ่มต้นทุนในการทำธุรกิจโดยไม่จำเป็น แถมยังบั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะกับบริษัทข้ามชาติที่มีต้นทุนต่ำกว่าเพียงเพราะคอร์รัปชันในบ้านเขาเลวร้ายน้อยกว่าบ้านเรา
นี่ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้แต่นักธุรกิจที่เห็นแก่ตัวที่สุด ก็ ยังมองว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหา
ยังไม่นับว่าคอร์รัปชันส่งผลเสียที่เรามักจะมองไม่เห็นอีกมากมาย โดยเฉพาะการใช้งบประมาณอย่างไร้ประสิทธิภาพ และบิดเบือนแรงจูงใจของผู้มีอำนาจทางการเมืองให้อยากทำแต่ “เมกะโปรเจค” ระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านอยู่ร่ำไป ทั้งที่โครงการขนาดเล็กซึ่งไม่ต้องอาศัยกลไกของราชการอาจแก้ปัญหาได้ดีกว่า อาทิเช่น เครือข่าย “จิตอาสา” ของภาคประชาชน และการรวมตัวของชุมชน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถแบ่งเบาภาระของกองทัพกับรัฐบาลยามเกิดภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่โครงการขนาดเล็กหรือเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนโดยไม่ผ่านระบบราชการนั้น มีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในสังคมที่คอร์รัปชันฝังรากลึก เพราะผู้มีอำนาจมีโอกาสโกงน้อยกว่าอภิมหาเมกะโปรเจคหลายเท่าตัว
หลายปีมานี้เราได้ยินนักธุรกิจ นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้รู้ด้านอื่นจำนวนมากประสานเสียงกันว่าคอร์รัปชันว่าเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่น่าเสียดายที่การถกเถียงเรื่องนี้มักจะวนเวียนอยู่แค่การเรียกร้องให้มือปราบ “จัดการ” กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังมากกว่าเดิม และเรียกร้องให้ “เพิ่มโทษ” หนักกว่าเดิม โดยให้เหตุผลว่าถ้าบทลงโทษยิ่งหนัก คนก็น่าจะอยากทำผิดน้อยลง
แต่ในความเป็นจริง ลำพังการเรียกร้องสองข้อนี้ไม่เพียงพอที่จะลดระดับคอร์รัปชันในสังคมลงได้อย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และไม่ถูกครหาว่า “สองมาตรฐาน” (ซึ่งที่จริงอาจเป็นมาตรฐานเดียว คือ สอบสวนแต่นักการเมืองที่ตกจากอำนาจเมื่อลมการเมืองเปลี่ยนทิศ)
เพราะอะไร?
เพราะก่อนที่กระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปถึงขั้นที่ศาลมีคำพิพากษา หรือแม้แต่ขั้นการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือคำสั่งทางบริหารของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จุดเริ่มต้น คือ ต้องมี “ผู้ร้องเรียน” ที่มาพร้อมกับ “เบาะแส” ซึ่งส่อเค้าว่าน่าจะมีการทุจริตจริง
แต่ใครเล่าจะมีเบาะแส ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่คนนอกที่ฉลาดและเฉลียว เช่น ผู้ตรวจสอบบัญชีที่มองเห็นความไม่ชอบมาพากลในงบการเงิน ก็ต้องเป็นคนใน-เลขาฯ ที่ปรึกษา หรือลูกน้องคนสนิทของนักการเมืองหรือผู้บริหารที่เป็นโต้โผใหญ่หรือมีส่วนได้ส่วนเสีย คนเหล่านี้มักจะเป็นกุญแจดอกสำคัญ ผู้กุมข้อมูลหลักฐานที่ถึงแม้จะไม่ใช่ “ใบเสร็จ” คอร์รัปชัน (เพราะอย่างที่รู้กันว่าไม่มีคอร์รัปชันขั้นเทพที่ไหนมีใบเสร็จ) ก็ใกล้พอที่จะสืบสาวโยงใยจนชี้มูลความผิดได้
คำถามคือสังคมมีกลไกปกป้องและคุ้มครองคนเหล่านี้แค่ไหน จะมีอะไรเป็นหลักประกันว่าพวกเขาจะไม่ถูกข่มขู่ คุกคาม สูญเสียอนาคตในฐานะ “ผู้เป่านกหวีด” ที่กล้าออกมาชี้ช่อง หรือร้ายกว่านั้นคือตกเป็นผู้ต้องหาเสียเองในฐานะ “ผู้สมรู้ร่วมคิด” หรือตกเป็นจำเลยสังคมในข้อหา “คนเนรคุณ”
การทุจริตคอร์รัปชันขนาดใหญ่ไม่เคยทำได้คนเดียว ต้องอาศัยคนหลายฝ่ายหลายระดับ หลายคนยอมเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ ไม่ใช่เพราะอยากได้ประโยชน์อะไรใหญ่โต เพียงแต่ถูกเจ้านายสั่งให้ทำ หรือรู้สึกว่าต้อง “กินตามน้ำ” ไม่อย่างนั้นจะหมดอนาคตในหน้าที่การงาน
หลายคนน่าเห็นใจกว่านั้นอีก คือ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากกระบวนการ เป็นผู้ “รู้เห็น” เฉยๆ แต่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ เพราะถูกเพื่อนร่วมงานกดดันหรือแนะนำด้วยความเป็นห่วงให้อยู่เฉยๆ หรือไม่ก็กลัวว่าถ้าออกมาชี้ช่อง จะถูกคนมองว่า “เป็นใจ” กับตัวการ (“ก่อนหน้านี้ทำไมไม่เปิดโปง”) หรือเนรคุณนายจ้าง ตกเป็นเหยื่อของสังคมซึ่งหลายปีมานี้ดูจะชอบ “ดราม่า” มากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสดราม่าในโทรทัศน์ แบ่งแยกคนออกเป็น “คนดี” และ “คนเลว” ทื่อๆ โดยไม่ใส่ใจกับเงื่อนไขชีวิตและบริบทแวดล้อมใดๆ เลย
ทั้งหมดนี้ หมายความว่าเราต้องให้ความสำคัญกับกลไกต่างๆ ที่คุ้มครองและส่งเสริมผู้มีเบาะแส เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พวกเขากล้าเปิดโปงความไม่ชอบมาพากล ส่วนกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดนั้นก็ต้องแยกแยะระหว่าง “ค่าน้ำชา” กับ “คอร์รัปชันขนาดใหญ่/เชิงนโยบาย” ให้ได้ เพราะแบบแรกอาจมองได้ว่าเป็น “ธรรมชาติ” ของสังคมที่ยังเป็น “ระบบอุปถัมภ์/ระบบความสัมพันธ์” อย่างไทย แต่แบบหลังเป็นเรื่องร้ายแรงที่ถ่วงความเจริญของชาติอย่างชัดเจน
ลำพังการเรียกร้องให้รัฐเอาจริงและเพิ่มโทษผู้กระทำผิดนั้นช่วยอะไรผู้มีเบาะแสไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน ในทางตรงกันข้าม ยิ่งกำหนดบทลงโทษให้หนักและครอบคลุม ผู้มีเบาะแสอาจยิ่งรู้สึกตื่นตระหนกจนไม่อยากมาให้ปากคำ เพราะกลัวว่าจะติดร่างแห ฉะนั้นผู้เขียนจึงคิดว่าตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้ที่ดีต้องมีหน้าตาคล้ายกับการทำประมงที่ยั่งยืน คือ ใช้ตาข่ายตาห่างเพื่อจับแต่ปลาตัวโต ไม่ใช้ตาข่ายตาถี่ที่สอยปลาเล็กปลาน้อยขึ้นมาด้วย ถ้าทำอย่างนั้นอีกหน่อยปลาจะตายหมดทะเล ไม่มีให้จับทั้งตัวเล็กและตัวโต
เนื่องจากการทุจริตคอร์รัปชันมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย การเน้นวิธี “ลงโทษคนเลว” เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ และอาจส่งผลเสียตีกลับ จะต้องมีวิธี “คุ้มครองคนกึ่งดีกึ่งเลว” (ซึ่งก็คือคนธรรมดาทั่วไป) ที่อยากจะทำดีด้วย วิธีสนับสนุนคนกึ่งดีกึ่งเลวนั้นมีทั้งกลไกทางกฎหมาย และกลไกทางวัฒนธรรม สองมิตินี้กระทบซึ่งกันและกันเพราะคนใช้อยู่ร่วมสังคมเดียวกัน กฎหมายที่ดีสามารถสร้างวัฒนธรรมที่ดีได้ ส่วนวัฒนธรรมที่ดีก็จะเอื้อต่อการออกกฎหมายที่ดี
กฎหมายหลักที่จำเป็นต่อการคุ้มครองและสนับสนุนคนกึ่งดีกึ่งเลว ได้แก่ กฎหมายคุ้มครองผู้ให้เบาะแส (whistleblower protection) กฎหมายฟ้องคดีแบบรวมกลุ่ม (class action) และกฎหมายให้อำนาจผู้ถือหุ้นฟ้องบุคคลที่สามแทนกรรมการบริษัท (derivative suit) - ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีทั้งสามฉบับ
กฎหมายเหล่านี้จำเป็นอย่างไร ผู้เขียนจะมาเล่าต่อในตอนหน้า
Tags : สฤณี อาชวานันทกุล

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น