กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 26 ธันวาคม 2554 01:00
สฤณี อาชวานันทกุล
สฤณี อาชวานันทกุล

ด้านมืดของ สตีฟ จ็อบส์

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ธันวาคม 2011 สาวกแอ๊ปเปิ้ลในไทยแห่กันจับจองเป็นเจ้าของหนังสือชีวประวัติ “สตีฟ จ็อบส์” ฉบับทางการ หนังสือหนากว่า 700 หน้า

แต่อ่านเพลินเล่มนี้เขียนโดย วอลเตอร์ ไอแซ็คสัน ฉบับภาษาไทยตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ สำนวนแปล ณงลักษณ์ จารุวัฒน์ และคณะ
 

ผู้เขียนไม่ได้อ่านฉบับภาษาไทย แต่จากฉบับภาษาอังกฤษพูดได้เต็มปากว่าเป็นหนังสือที่อ่านสนุกที่สุดเล่มหนึ่งในรอบหลายปีเลยทีเดียว ผู้เขียนคือไอแซ็คสันนอกจากลีลาการเขียนจะแพรวพราวถึงขั้นวางไม่ลงแล้ว ยังสามารถร้อยเรียงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับจ็อบส์อย่างละเอียดลออชนิดที่แฟนพันธุ์แท้น่าจะได้อะไรใหม่ๆ ทุกครั้งที่เปิดอ่าน
 

คุณประโยชน์ประการหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งไม่ค่อยพบในหนังสือประวัติคนดัง (และแทบไม่มีเลยในไทย) คือ การที่ไอแซ็คสันไม่ได้ยกยอปอปั้นจ็อบส์ แต่ให้เนื้อที่กับ “ด้านมืด” ของเขาซึ่งเป็นที่เลื่องลือไม่แพ้กัน เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นรอยด่างในชีวิตของจ็อบส์จนวันตาย คือกรณีที่บริษัทแอ๊ปเปิ้ลออกออปชั่นหุ้นโดยลงวันที่ย้อนหลัง (backdated option) ให้กับเขา
 

กรณีอื้อฉาวที่สาวกแอ๊ปเปิ้ลในไทยไม่ค่อยทราบกรณีนี้ กินเนื้อที่เพียง 2 หน้าในหนังสือ ไอแซ็คสันเริ่มต้นอธิบายว่า -
 

"ในบรรดาพฤติกรรมแปลกๆ ของจ็อบส์ คือ ทัศนคติที่เขามีต่อเงิน ตอนที่เขาหวนกลับไปทำงานกับแอ๊ปเปิ้ลในปี 1997 เขาฉายภาพตัวเองว่าเป็นคนที่ทำงานแลกเงินเพียง 1 ดอลลาร์ต่อปี เพราะทำเพื่อบริษัทมากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนตัว อย่างไรก็ตาม จ็อบส์อ้าแขนรับ "ออปชั่นล็อกกำไร" (option megagrants) - ออปชั่นหุ้นชุดใหญ่ที่ให้สิทธิเขาซื้อหุ้นของแอ๊ปเปิ้ลในราคาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า - ซึ่งไม่ตรงตามหลักปฏิบัติที่ดีด้านค่าตอบแทนของคณะกรรมการบริษัทและหลักเกณฑ์ประเมินผลงาน"
 

ในปี 2006 หลังจากที่หนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีท เจอร์นัล เริ่มทำซีรีส์ข่าวเจาะเกี่ยวกับการออกออปชั่นที่มีผลย้อนหลัง ซึ่งตอนนั้นบริษัทหลายร้อยแห่งทำกันเกร่อในอเมริกา กรรมการบริษัทแอปเปิลบางคนก็เริ่มกระบวนการตรวจสอบภายใน เมื่อพวกเขาพบความไม่ชอบมาพากล ก็รีบส่งข้อมูลหลักฐานทั้งหมดให้กับ ก.ล.ต. ทันที ในปีต่อมา ผลการสอบสวนของ ก.ล.ต. สรุปว่าจ็อบส์ต้องรู้เรื่องการลงวันที่ย้อนหลังแน่ๆ แต่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายเพราะ “เขาไม่รู้ว่าการทำแบบนี้มีนัยอะไรทางบัญชี”
 

น่าเสียดายที่ไอแซ็คสันไม่ได้อธิบายกรณีนี้ในรายละเอียด คนอ่านจึงอาจมองไม่เห็น “ด้านมืด” ของจ็อบส์อย่างถนัดชัดเจนนัก
 

การลงวันที่ออปชั่นย้อนหลังนั้นไม่ว่าบริษัทไหนทำก็ “น่าเกลียด” ทั้งสิ้น เพราะเป็นการล็อกผลกำไรให้กับผู้บริหาร โดยซ่อนต้นทุนที่แท้จริงจากสายตาผู้ถือหุ้นและหน่วยงานกำกับดูแล (เนื่องจากบริษัทตัดค่าใช้จ่ายจากการออกออปชั่นช้ากว่าและต่ำกว่าความเป็นจริง) ในเมื่อการปิดบังเท่ากับการหลอกลวง การลงวันที่ย้อนหลังหลายกรณีจึงผิดกฎหมายด้วย ไม่ใช่ผิดจริยธรรมอย่างเดียว
 

ระหว่างปี 2006-2007 ก.ล.ต. อเมริกันลงโทษผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหลายแห่ง อาทิเช่น เกร็ก เรเยส ซีอีโอของบริษัท โบรเคด คอมมูนิเคชั่นส์ ถูกจำคุก 21 เดือน ในข้อหาออกออปชั่นหุ้นย้อนหลังซ้ำซาก แต่ในกรณีของแอ๊ปเปิ้ล ก.ล.ต. ยอมความกับอดีตผู้บริหารสองคน คือ แนนซี ไฮเนน ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย และ เฟรด แอนเดอร์สัน อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (ซีเอฟโอ) โดยสองคนนี้ต้องคืนผลกำไรที่ได้จากออปชั่นหุ้นย้อนหลัง และจ่ายค่าปรับอีกคนละ 150,000-200,000 ดอลลาร์
 

การตัดสินของ ก.ล.ต. ในกรณีนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากพฤติกรรมของแอ๊ปเปิ้ลไม่แตกต่างจากบางบริษัทที่ ก.ล.ต. ฟ้องเอาผิดทางอาญา และจ็อบส์ก็เป็นซีอีโอในช่วงที่มีการปลอมมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการแอ๊ปเปิ้ลออกออปชั่นย้อนหลังทั้งหมดถึง 6,428 ครั้ง ไม่ใช่แค่สองครั้งที่กลายเป็นคดีความกับ ก.ล.ต. และมหกรรมนี้ก็เกิดหลังจากที่จ็อบส์หวนคืนสู่แอ๊ปเปิ้ลในปี 1997 ก่อนหน้านั้น ไม่เคยปรากฏ
 

ในปี 2003 จ็อบส์แลกออปชั่นหุ้นทั้งหมดมาเป็นหุ้นของแอ๊ปเปิ้ลตรงๆ จึงนับเป็นเครื่องยืนยันว่าเขายังไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากออปชั่นหุ้นย้อนหลัง แต่การที่เขาเป็นซีอีโอของบริษัทในช่วงที่เกิดเรื่องก็ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีส่วนผิด ตอนที่ซีเอฟโอของบริษัท คือ แอนเดอร์สันตกลงยอมความกับ ก.ล.ต. เขาก็พูดเป็นนัยว่าเรื่องนี้ต้องโทษจ็อบส์ ถึงแม้จะไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การที่แอ๊ปเปิ้ลรีบส่งหลักฐานมัดตัวผู้บริหารทั้งสองให้กับ ก.ล.ต. และช่วยเจรจายอมความให้ โดยเฉพาะกรณีของไฮเนน ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คดีนี้ต้องขึ้นสู่ชั้นศาล เพราะนั่นหมายความว่า สตีฟ จ็อบส์ จะต้องขึ้นให้การในฐานะพยาน ซึ่งจะทำให้เขาดูแย่อย่างหนีไม่พ้น ถึงแม้ว่าตัวจ็อบส์เองจะโชคดีที่ไม่ตกเป็นผู้ต้องหาก็ตาม
 

โรเบิร์ต มิทเชล นักกฎหมายของ ก.ล.ต. คนหนึ่งที่ทำคดีออปชั่นหุ้นย้อนหลัง ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า การคืนกำไรและจ่ายค่าปรับเป็นบทลงโทษที่ดูเหมาะสมดีแล้วสำหรับการฉ้อฉลแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่บาปที่ร้ายแรงมาก - "สิ่งที่ถูกต้องคือผู้ที่เกี่ยวข้องต้องได้รับการลงโทษพอที่จะทำให้พวกเขาและคนอื่นไม่ทำผิดอีก แต่ไม่แรงจนถึงขนาดที่ทำลายชีวิตทั้งหมดของพวกเขา ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ แนนซี ไฮเนน"
 

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า สตีฟ จ็อบส์ เป็นอัจฉริยะผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ “เจ๋ง” เสียจนปฏิวัติทั้งอุตสาหกรรมและวิถีชีวิต แต่ความเป็นอัจฉริยะนั้นเองก็ทำให้คนจำนวนมากมองข้ามด้านมืดไป แอ๊ปเปิ้ลมีสถิติที่ค่อนข้างแย่ในด้านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการคุ้มครองสิทธิแรงงาน (ความสำเร็จของบริษัทส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนแรงงานจีน โดยเฉพาะแรงงานเด็ก ที่ชั่วโมงงานนานมากและถูกลงโทษอย่างทารุณเมื่อทำพลาด) ส่วนตัวจ็อบส์เองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำที่เผด็จการ ขี้ระแวง ขี้โมโห กดขี่ลูกน้อง และมีอิทธิพลเหนือคณะกรรมการบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จ - ดังที่กรณีออปชั่นหุ้นย้อนหลังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน
 

เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากประวัติชีวิตของอัจฉริยะอย่าง สตีฟ จ็อบส์  คำตอบน่าจะอยู่ที่การมองชีวิตของเขาให้ครบทุกแง่มุม แยกแยะว่าอะไรเป็นด้านดี อะไรเป็นด้านมืด จากนั้นก็พยายามทำตามด้านดี และหลีกหนีด้านมืดให้ดีที่สุดที่สติปัญญาของเราเอื้ออำนวย
 

ไม่ใช่คิดตื้นๆ ว่า “เขามีส่วนดีมากกว่าเลว” และดังนั้น จึงเชิดชูบูชาโดยไม่แยแสด้านมืด หรือ “เขาเลวมากกว่าดี” และดังนั้น จึงประณามโดยมองข้ามด้านดีทั้งหมดไป
 

พูดง่ายแต่ดูจะทำยากเหลือเกินในสังคมที่คนยังคิดกันไม่ค่อยลึก เพราะถูกความดังและอคติส่วนตัวรบกวนการใช้ความคิด

Tags : สฤณี อาชวานันทกุล

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    reverse

    นี่แหละ คน คน คน ย่อมมีข้อดี ข้อด้อย เมื่อพูดถึงข้อด้อย คนมักไม่ยอมรับ ในการทำงานเช่นกัน หากมองแต่เรื่องลบๆ เรื่องจุดอ่อน มากเกินไป การทำงานมักไม่ราบรื่น

    มีนักเขียนชื่อดัง เขียนไว้ ให้เน้นจุดแข็ง ให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเองมากที่สุด

    ส่วน สตีฟ จ๊อบส์ ก็เช่นกัน มองให้ดี จึงมีแต่ดี และ มองส่วนดี ละส่วนเลวไปบ้าง (อ้างท่านพุทธทาส) เพราะนี่แหละ ชีวิตคนเรา ทำมาก ย่อมมีข้อพาดพิงมาก ทำน้อย ย่อมมีเรื่องวิ่งหาตัวเราน้อยกว่า

    สวัสดีปีใหม่ 2555

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement

advertisement