ไหนๆ ก็เปลี่ยนบรรยากาศไปนอกบ้านแล้ว วันนี้ขอเล่าเรื่องขบวนการ ยึดภาคการเงิน หรือ Occupy Wall Street ในอเมริกาต่ออีกสักตอน
เพราะมีความคืบหน้าน่าสนใจมากมายที่ผู้เขียนยังไม่เห็นสื่อไทยรายงาน
ในเมื่อเป้าหมายหลักของการประท้วงในครั้งนี้คือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อซับไพร์มมือเติบจนเศรษฐกิจจวนเจียนจะย่อยยับ รัฐบาลใช้เงินมหาศาลเข้าไป “อุ้ม” หลังเกิดวิกฤติปี 2009 แต่ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นยังได้ผลตอบแทนมหาศาลต่อไป ผู้ประท้วงในขบวนการ Occupy Wall Street กลุ่มหนึ่งจึงเรียกร้องให้ชาวอเมริกันถอนเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ ไปฝากเงินในธนาคารชุมชนและเครดิตยูเนียน - สถาบันการเงินท้องถิ่นซึ่งผู้ประท้วงมองว่าดูแลผู้บริโภคและโปร่งใสกว่า ไม่ยัดไส้ค่าธรรมเนียมต่างๆ มากมายเหมือนกับธนาคารยักษ์ใหญ่
แครอล โฮลดิง นักข่าวและคอลัมนิสต์ประจำเว็บไซต์จัดอันดับความยั่งยืน CSRHUB.com สรุปประเด็นความรับผิดชอบของภาคธนาคารในบทความชื่อ “Occupy Movement Pushes CSR to the Tipping Point” อย่างน่าคิดว่า -
ธนาคารรณรงค์เรื่องซีเอสอาร์ (ความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม) กันใหญ่โต พวกเขาบริจาคเงินมหาศาลให้กับการกุศล จ่ายค่าตอบแทนพนักงานดีเยี่ยม และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยอาคารที่ได้มาตรฐาน LEED และดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พวกเขาวัดและติดตามผลการลงทุนด้านซีเอสอาร์ วัดแบรนด์และชื่อเสียงอย่างใกล้ชิด ดังนั้นจึงมองเห็นตอนที่ชื่อเสียง (และราคาหุ้น!) ของพวกเขาดิ่งเหวลง
ทุกวันตอนนี้สื่อรายงานความโกรธแค้นที่ขบวนการ Occupy จุดชนวน ความโกรธแค้นนี้ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ธนาคาร ประณามพฤติกรรมปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยและการทุจริต มหกรรม “วันย้ายธนาคาร” (Bank Transfer Day) รณรงค์ให้ผู้สนับสนุน 1 ล้านคน ย้ายเงินฝากออกจากธนาคารยักษ์ใหญ่ไปสู่ธนาคารในท้องถิ่น ซึ่งพวกเขาก็ทำจริงๆ (ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2011 คนกว่า 650,000 คนได้ย้ายบัญชีเงินฝาก) ทำให้ภาคการเงินหันมาให้ความสนใจ (อาทิ แบงก์ ออฟ อเมริกา ประกาศยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมบัตรเดบิต)
แต่ลูกค้าวาณิชธนกิจส่วนใหญ่คืออยู่ในกลุ่มคนที่รวยที่สุด 1% พวกเขาเดือดร้อนอะไรหรือจากบรรดาคนมอซอ นักศึกษา และสมาชิกสหภาพแรงงานที่ร่วมประท้วงในขบวนการ Occupy?
ลองเริ่มนับจากการบั่นทอนความภักดีของลูกค้า ลูกค้าที่เป็นนักลงทุนมองหาผลตอบแทนภายในขอบเขตความเสี่ยงที่รับได้ แต่เมื่อการล่มสลายของ เลแมน บราเดอร์ส และการฉ้อฉลของ เบอร์นี มาดอฟ ยังเป็นแผลสดในความทรงจำ - และป้ายประณามความอยุติธรรมของธนาคารก็โชว์หราอยู่ในสื่อทุกวัน - ความเป็นไปได้ที่จะสูญเงินลงทุนทั้งหมดก็ดูไม่ห่างไกลอีกต่อไป ลูกค้าที่อยู่ไม่สุขกดดันวาณิชธนกิจหลายแห่งให้ลดค่าธรรมเนียมของพวกเขาลง
การประท้วงครั้งนี้ยังบั่นทอนความภักดีของพนักงานและการรับสมัครพนักงานใหม่ ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา คนที่เจ๋งที่สุดและฉลาดที่สุดตบเท้าเข้าทำงานในภาคการเงิน เพราะได้เงินเดือนสูงและมีอภิสิทธิ์มากมาย แต่ตอนนี้คนหนุ่มสาวไม่ค่อยอยากทำงานกับบริษัทซึ่งทุกคนรู้แล้วว่าประพฤติผิดอย่างไรบ้าง นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกำลังเริ่มทำโครงการ “หยุดสมองไหล” เพื่อต่อต้านการรับสมัครพนักงานของภาคการเงิน หว่านล้อมให้คนหนุ่มสาวหันไป “ช่วยแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา” แทน
ในอดีตที่ผ่านมา ซีเอสอาร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือลดความโกรธแค้นและกล่อมพนักงาน วิลเลียม สก็อต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านภาษาอังกฤษประจำมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก และผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Troublemakers: Power, Representation, and the Fiction of the Mass Worker” ชี้ว่า บริษัทอุตสาหกรรมระหว่างทศวรรษ 1900-1940 ใช้นโยบายคล้ายซีเอสอาร์เพื่อทำให้คนงานแข็งแรงทางร่างกายและจิตใจ สวัสดิการอย่างที่พักอาศัยและการขึ้นค่าตอบแทน ดังมาตรการ 5 เหรียญต่อวันอันลือลั่นของฟอร์ด ทำให้คนงานว่านอนสอนง่าย ไม่ต่อต้านการทำงานซ้ำซากในระบบสายพานการผลิต
มาตรการใจบุญของฟอร์ดโด่งดังในหมู่นักศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจ ในฐานะตัวอย่างยุคบุกเบิกของ “การทำกำไรด้วยการทำดี” หรือซีเอสอาร์ นักศึกษาเรียนว่าฟอร์ดจ่ายค่าตอบแทนสูงๆ เพื่อให้พนักงานของเขามีสตางค์ซื้อรถของเขา แรงงานแมสสร้างตลาดแมสและชนชั้นกลาง ทำให้คนมีสตางค์ซื้อสินค้าหรูหรา ทุกคนได้ประโยชน์
แต่เมื่อธุรกิจรถยนต์ตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฟอร์ดก็สั่งให้โรงงานผลิตเร็วกว่าเดิม บางครั้งถึงขั้นสามเท่าของผลผลิตปกติ เมื่อธุรกิจเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่งเขาก็ไม่ได้ทบทวนนโยบายนี้ อำนาจเทไปข้างนักอุตสาหกรรมมาก และการขาดสมดุลก็กระพือขบวนการแรงงานในทศวรรษ 1930 ฟอร์ดต่อสู้กับสหภาพด้วยกองทัพนักเลง และติดตั้งปืนกลบนหลังคาโรงงาน
ประวัติศาสตร์สอนเราว่ามีธุรกิจที่แก้ไขปัญหาการขาดสมดุลก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้าย เพียงเมื่อปีที่แล้ว อุตสาหกรรมรถยนต์ยอมทำตามข้อเรียกร้องด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล อุตสาหกรรมการเงินก็สามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องได้เหมือนกัน
สถาบันการเงินมีอิทธิพลสูงมากต่อผู้กำกับดูแลและสภาคองเกรส ลองคิดดูว่าอุตสาหกรรมการเงินจะซ่อมแซมชื่อเสียงได้มากเพียงใด ถ้าหากสมาชิกอุตสาหกรรมนี้จะสนับสนุนกฎหมายที่ช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ อย่างเช่นภาษีธุรกรรมค้าหลักทรัพย์ และการกำหนดเพดานค่าตอบแทนผู้บริหาร? นี่คือซีเอสอาร์ในระดับแก่นสาร คือการทำกำไรด้วยการทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่างนี้สิถึงจะแสดงภาวะผู้นำที่แท้จริง
แต่การกระทำของสถาบันการเงินเมื่อไม่นานมานี้ดูไม่มีความหวังนัก นายกเทศมนตรีบลูมเบิร์ก อดีตผู้เล่นรายสำคัญในอุตสาหกรรมการเงิน อนุมัติให้ตำรวจนครนิวยอร์กใช้มาตรการที่รุนแรงเกินเหตุในการสลายการชุมนุมที่สวนซุคอตติ ล่าสุด ธนาคารพาณิชย์กำลังจ้างบริษัทล็อบบี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเหล่านักการเมืองที่สนับสนุนตนจะไม่แปรพักตร์
แต่ขบวนการ Occupy จะไม่ปลาสนาการไป สองวันหลังจากที่เพิงพักของพวกเขาถูกทำลายด้วยมีดและกระบองตำรวจ ขบวนการนี้ก็จัดการชุมนุมประท้วงการว่างงานอย่างสันติขึ้นทั่วประเทศ นักศึกษาเดินขบวนเคียงบ่าเคียงไหล่สมาชิกสหภาพแรงงาน
ในอดีต ภาวะขาดสมดุลทางอำนาจและรายได้ในอดีตแก้ไขได้หลังการอุบัติขึ้นของสหภาพ หลังจากที่เกิดความรุนแรงหลายครั้ง แต่คราวนี้มีสองปัจจัยที่ไม่เหมือนเดิม ปัจจัยแรกคือ ภาวะขาดสมดุลในปัจจุบันเกิดในหลายสาขาอาชีพและหลายช่วงอายุ ปัจจัยที่สอง ผู้บริโภคมีอำนาจมากกว่าสมัยก่อนมาก ผ่านการใช้โซเชียลมีเดียและข้อมูลจากเอ็นจีโอที่ติดตามตรวจสอบภาคธุรกิจ ซีเอสอาร์มอบอำนาจให้กับผู้ที่ไร้อำนาจ และมอบโอกาสให้ตัวการในภาคธุรกิจได้ฟื้นคืนภาวะผู้นำของพวกเขา มาหวังกันเถิดว่า พวกเขาจะฉวยโอกาสนี้เอาไว้
Tags : สฤณี อาชวานันทกุล
