ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงการบิดเบือนข้อเท็จจริงสองข้อในการให้เหตุผลที่ฟังดูไม่มีเหตุมีผลของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมต.พาณิชย์
ที่สั่งให้ชะลอการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเล่าว่า การระดมทุนจากตลาดหุ้นไม่ใช่เหตุผลหลักในการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก เขาแปรรูปและกระจายหุ้นให้กับประชาชนเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้มีธรรมาภิบาลสูงขึ้น มีความรับผิดต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และในขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของตลาดหลักทรัพย์ด้วย
บางท่านอาจสงสัยว่า เหตุใดตลาดหลักทรัพย์จึงต้องให้ความสำคัญกับ “ความสามารถในการแข่งขัน” ของตัวเอง ธุรกิจที่มีอำนาจผูกขาดในประเทศต้องแข่งกับใครหรือ?
คำตอบคือ ยุคนี้เป็นยุคที่ภาคการเงินทั้งโลกเชื่อมโยงถึงกัน อำนาจตลาดของบริษัทหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แบบดั้งเดิมถูกสั่นคลอนจากระบบซื้อขายหลักทรัพย์ทางเลือก (Alternative Trading System: ATS) ที่ถูกกว่าและเร็วกว่าตลาดหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม เนื่องจากไร้ “ตัวกลาง” และใช้เทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศที่ทันสมัย ปัจจุบัน ATS มีหลายร้อยแห่งทั่วโลก ครองส่วนแบ่งตลาดเกินครึ่งของมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดในอเมริกา เกินร้อยละ 30 ในยุโรป และเกินร้อยละ 5 ในเอเชีย ส่วนแบ่งตลาดของ ATS ในทุกภูมิภาคกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การแข่งขันจากระบบใหม่ๆ เหล่านี้กดดันให้ตลาดหลักทรัพย์ทุกแห่งต้องพยายามลดต้นทุนของนักลงทุนและอำนวยความสะดวกในการซื้อขายข้ามพรมแดน เช่น ด้วยการควบรวมกิจการหรือจับมือเป็นพันธมิตรกับตลาดหลักทรัพย์ต่างชาติที่เคยมองว่าเป็นคู่แข่ง แปรรูปเป็นบริษัทมหาชนและกระจายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและลดอิทธิพลของบริษัทหลักทรัพย์ เปิดระบบให้นักลงทุนสถาบันส่งคำสั่งซื้อขายมายังตลาดโดยตรง (Direct Market Access: DMA) หรือเปิดให้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งโดยอัตโนมัติ (algorithmic trading / black-box trading)
นอกจากจะโดนระบบการซื้อขายใหม่ๆ แย่งเม็ดเงินลงทุนโดยไม่สนอำนาจผูกขาดทางภูมิศาสตร์แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ยังต้องเผชิญการแข่งขันมากขึ้นจากตลาดคู่แข่งดั้งเดิม สำหรับ ตลท. การเข้าเป็นประชาคมอาเซียน ปี 2015 และโครงการเชื่อมระบบตลาดหลักทรัพย์ ASEAN Linkage นับเป็นโอกาสทำงานแบบ “พันธมิตร” ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ในอาเซียน และผลักดันให้ทั้ง ตลท. และโบรกเกอร์ไทยเปิดโลกทัศน์ ยกระดับธรรมาภิบาล และปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กรอย่างจริงจัง
การแปรรูป ตลท. เป็นก้าวที่จำเป็นต่อการยกระดับและปรับปรุงองค์กร เนื่องจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในฐานะ “เจ้าของ” (ผู้ถือหุ้น) จะช่วยสอดส่องดูแลให้ตลาดหลักทรัพย์พัฒนาในทางที่กระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง ไม่ใช่กระจุกตัวในมือ “กลุ่มผลประโยชน์” กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
หลายคนมักจะมองว่า “ความเป็นธรรม” กับ “ประสิทธิภาพ” เป็นสิ่งที่ต้องเลือก แต่ในความเป็นจริง ตลาดทุนต้องมีความเป็นธรรมก่อน จึงจะมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง - ความ “ไม่เป็นธรรม” ในแง่ของการไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ถูกครอบงำโดยโบรกเกอร์ฝ่ายเดียวจนมีส่วนทำให้ ตลท. มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่ำนั้น สะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมหลายเรื่องด้วยกัน
ยกตัวอย่างเช่น การไม่ยอมเปิดเสรีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์จนต้องให้ ก.ล.ต. ออกกฎมาบังคับ การที่ ตลท. เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์จำนวนมากแทนที่โบรกเกอร์จะทำเอง (ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านนี้ของ ตลท. เทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด สูงกว่าตลาดหลักทรัพย์อื่นทุกแห่งในโลกเท่าที่ผู้เขียนมีข้อมูล) และการที่ตลาดหุ้นไทยยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินนอกเหนือจาก “สินค้าดั้งเดิม” คือหุ้นและวอร์แรนท์น้อยมาก (เพราะโบรกเกอร์จำนวนมากรอให้ ตลท. แบกรับต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ตัวเองไม่ยอมลงทุน)
นอกจากความไม่เป็นธรรมในตลาดทุนจากโครงสร้างองค์กรที่ล้าหลังและถูกครอบงำ จะมีส่วนทำให้ ตลท. มีประสิทธิภาพต่ำแล้ว โครงสร้างที่ล้าหลังยังส่งผลให้ระดับธรรมาภิบาลของ ตลท. อยู่ในระดับต่ำด้วย เช่น วาระการประชุมคณะกรรมการ ตลท. ตลอดจนมติที่ประชุมล้วนไม่เคยเป็นข้อมูลสาธารณะ แม้แต่คนในองค์กรเองก็มีน้อยคนที่ล่วงรู้ ส่วนการใช้เงินของ ตลท. ก็ไม่โปร่งใสเท่าที่ควรและไม่มีกลไกการตรวจสอบที่ดี
ยกตัวอย่างเช่น หลายปีก่อนสมัยที่กิตติรัตน์เป็นกรรมการผู้จัดการ ตลท. เคยบริจาคเงินให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลายสิบล้านบาท เพื่อทำสนามฟุตบอลหญ้าเทียมอย่างดีในจุฬาฯ ก่อให้เกิดข้อกังขาอย่างกว้างขวางว่า จุฬาฯ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยฐานะดีและอยู่ไกลจากสำนักงาน ตลท. จะนับเป็น “ชุมชน” ของ ตลท. ตามหลักซีเอสอาร์ตรงไหนกัน?
อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ตำแหน่งใหม่ของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง หลังพ้นตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ตลท. คือ รองผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ความจำเป็นและประโยชน์ของการแปรรูป ตลท. นั้นมีข้อมูลสนับสนุนทั้งทางวิชาการและทางปฏิบัติชัดเจน ผู้กำกับดูแล คือ ก.ล.ต. ก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ ปัจจุบันกฎหมายก็อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ดังนั้น ผู้เขียนจึงมองไม่เห็นว่า เหตุผลที่ “มีเหตุมีผล” ของการประกาศหยุดการแปรรูปครั้งนี้คืออะไร
นึกออกเพียงเหตุผลที่ไม่มีเหตุมีผล นั่นคือ การให้โบรกเกอร์มีอำนาจครอบงำ ตลท. ต่อไป
ผู้เขียนเชื่อว่าระบบทุนนิยมจะต้อง “มีหัวใจ” จึงจะอยู่รอด แต่มันจะทำอย่างนั้นได้ก็ต่อเมื่อเรายกระดับการแข่งขันในตลาดให้คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ใช่ยิ่งปิดกั้นตัวเองจากการแข่งขันเสรี สงวนอำนาจและอิทธิพลให้อยู่ในมือกลุ่มผลประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
Tags : สฤณี อาชวานันทกุล


ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น