ไม่รู้เป็นอย่างไร พักนี้มีแต่ข่าวในวงการตลาดทุนที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกหดหู่ เหลือเชื่อกับความไร้วิสัยทัศน์ของผู้มีอำนาจ
และมองไม่เห็นวี่แววเลยว่าตลาดทุนไทยจะหลุดพ้นจากหล่มปลักของ “ทุนนิยมผูกขาด/ทุนนิยมพวกพ้อง” ที่ล้าสมัยและก่อความเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ ได้อย่างไร
ผู้เขียนกำลังพูดถึงการ “กลับหลังหัน 180 องศา” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 ต่อนโยบายซึ่งริเริ่มในรัฐบาลที่แล้วที่จะแปรรูปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้เป็นบริษัทมหาชนและกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป โดย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์นักข่าวเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2554 ว่า “ที่บอกว่า ชะลอการแปรรูป อันที่จริงไม่ต้องแปรรูปเลยก็ได้ เพราะตลาดมีความเข้มแข็ง ไม่ใช่ตลาดที่มีทุนน้อย จึงไม่จำเป็นต้องแปรรูป การชะลอจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่น ไม่ต้องกังวลเรื่องของการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม”
หลังจากที่กิตติรัตน์พูดแบบนี้ คนในตลาดทุนก็พากันเงียบเป็นเป่าสาก สะท้อนอาการ “หงอ” ต่ออำนาจรัฐอย่างน่าเศร้าระคนแค้น แม้แต่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ผู้เคยผลักดันการแปลงสภาพตลท. อย่างแข็งขันสมัยดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต. พอเป็น รมว.คลัง กลับหุบปากเงียบไม่พูดเรื่องนี้เลย ส่วน จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลท. ก็รับปากแบบ “รับสภาพ” ว่าจะชะลอแผนแปรรูปตลท.ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ตามนโยบายของรัฐบาล
ผู้เขียนอ่านคำให้สัมภาษณ์ของกิตติรัตน์แล้วก็รู้สึก “เหลือเชื่อ” และ “ประหลาดใจ” เพราะไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนที่เคยเป็นถึงผู้จัดการตลท. จึงได้บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างโต้งๆ ขนาดนี้
ข้อเท็จจริงที่ถูกบิดเบือนคืออะไร?
ข้อแรก กิตติรัตน์อ้างว่า ตลท. “ไม่จำเป็น” ต้องแปรรูปเพราะ “ไม่ใช่ตลาดที่มีทุนน้อย” แต่ข้อเท็จจริงคือ จากประสบการณ์การแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกที่ผ่านมา ไม่มีที่ไหนเขาแปรรูปเพื่อ “หาทุนเพิ่ม” ในการดำเนินงาน แต่ตัดสินใจแปรรูปเพื่อ 1) ปรับโครงสร้างองค์กรให้มีธรรมาภิบาล มีเจ้าของชัดเจน สามารถตอบสนองต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) และ 2) เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพราะรูปแบบบริษัทมีขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบและวิธีประเมิน “ผลงาน” ที่ชัดเจนกว่ารูปแบบ “คลับ” ของตลท.
ลองมาดูกันว่าผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคนี้ที่แปรรูปเป็นบริษัทมหาชนไปแล้ว (ซึ่ง ตลท. ปัจจุบันก็เป็นตลาดหุ้นส่วนน้อยในโลกแล้วที่ยังไม่ได้แปรรูป) ให้เหตุผลในการแปรรูปว่าอย่างไรบ้าง (ตัวหนาเน้นโดยผู้เขียน) -
ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX): “เป้าหมายของเราคือการพัฒนาตลาดที่มีชีวิตชีวาและบูรณาการ ...ที่ดึงดูดผู้เล่นในตลาด ...เครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายนี้คือการแปรรูปองค์กร (เป็นบริษัทมหาชน) ซึ่งจะถูกขับดันด้วยแรงจูงใจที่จะพัฒนาตลาดและตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียที่หลากหลาย”
ซีอีโอตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย (KLSE): “(การแปรรูป) เป็นตัวเปิดทาง (enabler) สู่การเติบโตและพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ ...การเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนของเรา ...ส่ง KLSE ขึ้นบนเวทีที่ต้องแข่งขันมากขึ้นและคำนึงถึงผลการดำเนินงานเป็นหลัก”
ซีอีโอตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ (KRX): “เราบริหารจัดการการเปลี่ยนผ่านขององค์กรได้สำเร็จ KRX วางรากฐานที่จำเป็นต่อการเติบโตของตลาดหุ้นและตลาดตราสารอนุพันธ์เกาหลีใต้”
ซีอีโอตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (TSE): “การแปรรูปองค์กรขยายโอกาสให้เราเพิ่มขีดความโปร่งใสของการบริหารจัดการ TSE เพิ่มโอกาสในการระดมทุนจากตลาดทุน และสร้างองค์กรทางธุรกิจที่มีพลวัตกว่าเดิม”
ตัวอย่างข้างต้นเห็นชัดว่า ไม่มีผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ที่แปรรูปไปแล้วรายใดยก “การระดมทุน” เป็นเหตุผลหลักของการแปรรูปแต่อย่างใด
ข้อสอง กิตติรัตน์อ้างว่า ตลท. “มีความเข้มแข็ง” โดยสื่อนัยว่า ตลท. มีทุนมากจึงเข้มแข็ง แต่ข้อเท็จจริงคือ การมีทุนมาก (จากกำไรสะสม) ไม่ได้เป็นตัววัดที่สะท้อน “ความเข้มแข็ง” ขององค์กรแต่อย่างใด เพราะองค์กรที่มีเงินสะสมมามาก (“กินบุญเก่า” จากเงินก้นถุงเมื่อหลายสิบปีก่อน) อาจมีกำไรน้อยและประสิทธิภาพการดำเนินงานต่ำก็เป็นได้
ปัจจุบัน ตลท. มีทุนสะสมมหาศาลจากการมีอำนาจผูกขาด ไม่ต้องเสียภาษีและไม่เคยต้องปันผลไปให้กับใครเลย ทำให้แต่ละปีมีรายได้จากเงินลงทุนกว่า 800 ล้านบาท หรือกว่าร้อยละ 20 ของรายได้รวม แต่เมื่อดูประสิทธิภาพการดำเนินงานยังอยู่ในระดับต่ำมาก ดังสะท้อนจากการมีค่าใช้จ่ายพนักงานเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวมสูงที่สุด และสูงกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ (ซึ่งล้วนแต่เป็นตลาดหุ้นที่แปรรูปไปแล้ว) อีกทั้งยังมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (cost to income) สูงที่สุดด้วย คือกว่าร้อยละ 60 ในปี 2553 (ถึงแม้จะลดจากปี 2552 ซึ่งสูงกว่าร้อยละ 80) เทียบกับร้อยละ 35-45 ของตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค และถ้าตัดรายได้จากการลงทุน (ซึ่งสะท้อนความเป็น “เสือนอนกิน” จากทุนสะสม ไม่ได้สะท้อนความสามารถในการจัดการเท่าไรนัก) ออกไป อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ของ ตลท. ก็สูงถึงร้อยละ 77 เลยทีเดียวในปี 2553
อธิบายไม่ทันไร เนื้อที่คอลัมน์หมดเสียแล้ว ขอยกยอดไปต่อในตอนหน้า ระหว่างนี้เชิญทุกท่านพิจารณาแผนภาพ “โครงสร้าง ตลท. ที่ล้าหลัง: ปัญหาและผลลัพธ์” ประกอบตอนนี้ไปพลางๆ ก่อน ผู้เขียนสัญญาว่าจะอธิบายและยกตัวอย่างแต่ละประเด็นอย่างชัดเจนต่อในตอนหน้า
Tags : สฤณี อาชวานันทกุล

