เป็นที่รู้กันแพร่หลายแล้วว่า ตลาดหุ้นไทยได้เริ่มเปิดเสรีทุกด้านตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ตามแผนพัฒนาตลาดทุน
เริ่มจากการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชั่น) ซึ่งจะเปิดเสรีเต็มที่ในปี 2555
นอกจากจะเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นแล้ว การเปิดเสรีตลาดทุนยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ เรื่องที่ใหญ่ที่สุด คือ การแปลงสภาพองค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นบริษัทมหาชนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น เพื่อให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมเป็น "เจ้าของ" โดยตรง ก่อนหน้านั้น ก็แยกส่วนที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจตลาดหลักทรัพย์โดยตรง (อาทิเช่น การให้ความรู้แก่นักลงทุน หลักสูตรการฝึกอบรม และงานวิจัยเกี่ยวกับตลาดทุน) ออกไปเป็นสถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุนต่างหาก ปัจจุบันได้มีการแยกส่วนงานดังกล่าวแล้ว
การเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นและการแปลงสภาพตลาดหลักทรัพย์นั้นจำเป็นต่อการพัฒนาตลาดทุนไทยให้หลุดพ้นจากปลักของการตกอยู่ใต้อิทธิพลของบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ซึ่งสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมหลายประการ ในรายงานเรื่อง "ผลตอบแทนส่วนเกินในเศรษฐกิจไทย : อำนาจเหนือตลาดหลักทรัพย์" ซึ่งนำเสนอในการสัมมนาวิชาการประจำปี 2552 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) (ดาวน์โหลดได้จากหน้า "Writings" บนบล็อกของผู้เขียนที่ www.fringer.org) ผู้เขียนพบว่าบริษัทหลักทรัพย์สามารถใช้อำนาจเหนือตลาดและแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (economic rent) ใน 5 ช่องทางหลักด้วยกัน ได้แก่
1. การมีอำนาจครอบงำ ตลท. ทั้งในโครงสร้างทางการ (บริษัทหลักทรัพย์ส่งตัวแทนเป็นกรรมการ 4 คน จากกรรมการ ตลท. ทั้งหมด 11 คน เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสิทธิมีเสียงมากที่สุด) และการล็อบบี้ผ่านสภาธุรกิจตลาดทุนไทย
2. อัตรากำไรที่สูงผิดปกติ (abnormal returns) จากการซื้อขายหลักทรัพย์ในพอร์ตลงทุนของตัวเอง (proprietary trading) ในทางที่อาศัยการร่วมมือหรือรับรู้สัญญาณระหว่างกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการสร้างราคาหุ้น (ผิดกฎหมาย) หรือไม่เข้าข่ายก็ได้
3. การกระตุ้น (ด้วยการฉอเลาะ ชักจูง โน้มน้าว ฯลฯ ของมาร์เก็ตติ้ง) ให้นักลงทุนส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ถี่ผิดปกติ (artificially high churn rate) จะได้ค่าคอมมิชชั่นสูงๆ ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ตลท. มีอัตราความเร็วในการซื้อขาย (turnover velocity) หลักทรัพย์ขนาดจิ๋ว (micro cap) สูงถึง 232% ขณะที่ความเร็วในการซื้อขายหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ (large cap) อยู่ที่ 63% (ตัวเลขปี 2552) เท่ากับว่าการซื้อขายหลักทรัพย์ขนาดจิ๋วมีอัตราความเร็วสูงกว่าหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ถึง 169% สูงเป็นอันดับที่ 5 ในเอเชีย รองจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นเจิ้น และโตเกียวตามลำดับ ซึ่งล้วนแต่เป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า และ "ลึก" กว่าตลาดหุ้นไทยทั้งสิ้น
4. ผลตอบแทนส่วนเกินจากกฎระเบียบ (rule-based rent) ซึ่งเกิดจากการมีอำนาจครอบงำการบริหารจัดการ ตลท. ที่ผ่านมา มีสามช่องทางหลัก ได้แก่ กฎหมายหลักทรัพย์ที่ไม่เปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ กฎค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ขั้นต่ำ รวมถึงกฎระเบียบที่เอื้อต่อการผลักภาระค่าใช้จ่ายบางรายการที่เป็นต้นทุนปกติในการดำเนินงานของบริษัทหลักทรัพย์ทั่วโลก อาทิเช่น ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ไปยังตลาดหลักทรัพย์ (ในปี 2553 ตลท. มีค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ผลิตสื่อ และเผยแพร่ความรู้รวมกันกว่า 302 ล้านบาท คิดเป็นกว่าร้อยละ 12 ของค่าใช้จ่ายรวม ขณะที่อัตราส่วนดังกล่าวของตลาดหุ้นทั่วโลกและเอเชียที่เป็นสมาชิกของ World Federation of Exchanges อยู่ไม่ถึงร้อยละ 1 เท่านั้น)
5. การจงใจทุจริตในตลาดหลักทรัพย์ (fraud-based rent) อาทิเช่น การใช้ข้อมูลภายใน สร้างราคาหุ้น (ปั่นหุ้น) ไม่ว่าจะด้วยการใช้พอร์ตลงทุนของตนเองหรือช่วยลูกค้าทำ การช่วยบริษัทจดทะเบียนปกปิดข้อมูล ตกแต่งบัญชี สมคบคิดกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในการออกแบบกระบวนการฉ้อโกงผู้ถือหุ้นรายย่อยในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน หรือยอมเปิดพอร์ตและส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย
ลักษณะของการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจที่สรุปไปข้างต้นนี้ไม่ได้พบแต่ในตลาดหุ้นเท่านั้น หลายธุรกิจก็มีลักษณะที่สะท้อนการแทรกแซงหรือครอบงำกลไกกำกับดูแลเช่นกันจนอาจกล่าวได้ว่า นี่คือ ทุนนิยมแบบไทยๆ-ใครก็ตามที่มีอำนาจผูกขาดหรือครอบงำตลาดจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะรักษาอำนาจนั้นไว้ให้ได้นานที่สุด โดยเฉพาะไป "ประสานประโยชน์" หรือติดสินบนผู้มีอำนาจทางการเมือง เพราะกำไรจากการผูกขาดหรือครอบงำนั้นได้มาอย่างง่ายดายและในปริมาณมหาศาลกว่ากำไรที่ได้จากการแข่งขันกันอย่างแฟร์ๆ หลายเท่าตัว
ลักษณะของตลาดที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของนักธุรกิจล้าหลังแบบนี้ คือ กลไกการกำกับดูแลจะบกพร่องหรือใช้การไม่ได้จริง เช่น กฎหมายป้องกันการผูกขาดจะพิกลพิการ ส่วนผู้บริโภคก็ต้องใช้ของแพงกว่าและด้อยคุณภาพกว่าที่ควรเป็นโดยไม่รู้ตัว จะมีนักธุรกิจน้อยรายที่ใส่ใจกับการลงทุนสร้างบุคลากร วิจัยและพัฒนา และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะในระบบนี้ การลงทุนเหล่านี้สู้ไม่ได้เลยกับการพานักการเมืองและข้าราชการระดับสูงไปเอ็นเตอร์เทนในสนามกอล์ฟสวยๆ ร้านอาหารอร่อยๆ และโรงแรมหรูๆ เพื่อกล่อมให้ดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพวกพ้อง
การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมสร้างประโยชน์มหาศาลในระบบทุนนิยม แต่มันจะทำอย่างนั้นได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้ระบบการกำกับดูแลที่รัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาใหญ่กินปลาเล็กจนเหลือแต่ปลาใหญ่ นั่นหมายความว่า รัฐและหน่วยงานกำกับดูแลทุกระดับจะต้องไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้ครองตลาด (incumbents)
นักธุรกิจล้าหลังจะสนับสนุนการเปิดเสรีก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าตัวเองจะได้กำไรไม่น้อยไปกว่าเดิมและไม่เหนื่อยมากกว่าเดิมเท่านั้น ถ้าคิดว่าต้องแข่งขันและไม่ชัวร์ว่าสู้คู่แข่งได้หรือเปล่า เขาก็จะชักแม่น้ำทั้งห้า เช่น การเปิดเสรีจะก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ (แต่อธิบายไม่ได้ว่าโทษนั้นคืออะไร) หรืออ้างว่าธุรกิจนี้ต้องสงวนไว้ให้กับคนไทย (แต่อธิบายไม่ได้ว่าทำไม) หรือไม่ก็อ้างว่าธุรกิจของตัวเอง "ยังไม่พร้อม" สำหรับการเปิดเสรี (ทั้งที่ถ้าไม่เปิดเสรี ก็จะไม่มีวันพร้อม)
การรู้ทันนักธุรกิจที่เคยชินและเคยตัวกับการใช้อำนาจเหนือตลาด จึงเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นตลาดทุนหรือธุรกิจอะไรก็ตาม
พูดเรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงหนังสือเรื่อง "Saving Capitalism from the Capitalists" โดย รากุราม ราจัน และ ลุยจิ ซิงกาเลซ นักเศรษฐศาสตร์การเงินในดวงใจ ในหนังสือปี 2546 แต่จะคลาสสิกไม่เสื่อมคลายเล่มนี้ พวกเขาทั้งสองสรุปประโยชน์หลายแง่มุมของตลาดการเงินอย่างละเอียดลออ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ นำเสนอข้อมูลหลักฐานมากมายเพื่อชี้ให้เห็นว่า
"ศัตรูทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของทุนนิยมไม่ใช่ตัวแทนสหภาพแรงงานที่ด่าทอระบบ หากเป็นผู้บริหารในชุดสูทลายทาง ที่ปากก็ยกย่องความดีงามของตลาดเสรี แต่กระทำทุกวิถีทางที่จะระงับการแข่งขันไม่ให้เกิดขึ้น"
Tags : สฤณี อาชวานันทกุล

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น