กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 8 สิงหาคม 2554 01:00
สฤณี อาชวานันทกุล
สฤณี อาชวานันทกุล

บทเรียนจากการเงินเชิงพฤติกรรม (จบ)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงบทเรียนโดยสรุปบางบทจากการเงินเชิงพฤติกรรม (behavioral finance) - การเงินแขนงใหม่ถอดด้าม

ซึ่งกำลังเริ่มส่งอิทธิพลในภาคการเงินและภาคธุรกิจจริง หลังจากที่ฮิตติดลมบนในมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องและคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะยังไร้วี่แววในแวดวงวิชาการไทย
 

ข้อค้นพบหลักๆ ของการเงินพฤติกรรมเผยให้เห็นว่ามนุษย์บ่อยครั้งไม่ได้ทำอะไรๆ อย่างมีเหตุมีผลเท่ากับที่เราเคยเชื่อ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ลักษณะของ “ความไร้เหตุผล” หลายเรื่องเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ล่วงหน้า ไม่ใช่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และในเมื่อมันคาดเดาได้ ก็แปลว่าเราสามารถออกแบบนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ได้ เช่น เมื่อเรารู้ว่าคนไม่ชอบออมเงินเพราะสายตาสั้นเป็นธรรมชาติ เห็นแก่ประโยชน์ระยะสั้นมากกว่าระยะยาว มาตรการบังคับออมส่วนหนึ่งของรายได้จึงน่าจะส่งผลดีต่อประชาชนมากกว่าให้ออมโดยสมัครใจอย่างเดียว
 

ประเด็นหนึ่งซึ่งบางคนมองว่าเป็น “ข้อพิสูจน์” ว่าการเงินพฤติกรรม “ด้อยกว่า” ทฤษฎีการเงินกระแสหลัก คือ ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้จัดการกองทุนโดยรวมยังสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดอย่างเป็นระบบไม่ได้ มิหนำซ้ำกองทุนกองไหนที่ทำผลตอบได้เหนือตลาดในปีที่แล้วก็มักจะทำไม่ได้อีกในปีนี้ (แปลว่า ผลตอบแทนในอดีตใช้พยากรณ์ผลตอบแทนในอนาคตไม่ค่อยได้) - ข้อเท็จจริงข้อนี้สะท้อนว่าถึงแม้ตลาดจะมีความไม่ปกติ และอาจถูกครอบงำด้วย “จิตวิทยามวลชน” ตามข้อค้นพบของการเงินพฤติกรรมจริง โดยรวมมันก็ดูจะยังเป็นตลาดที่ “มีประสิทธิภาพ” ตามทฤษฎีการเงินกระแสหลักอยู่ดีมิใช่หรือ
 

คำตอบคือ ตลาดโดยรวมอาจมีประสิทธิภาพ (ในแง่ที่เอาชนะยาก) ก็ได้ ถึงแม้ว่าจะเต็มไปด้วยนักลงทุนที่ไร้เหตุผลสมบูรณ์แบบ (ซึ่งนักการเงินพฤติกรรมเรียกว่า พวก “กึ่งมีเหตุมีผล” หรือ quasi-rational) ก็ตาม  ริชาร์ด เธเลอร์ (Richard Thaler) นักเศรษฐศาสตร์ผู้บุกเบิกการเงินพฤติกรรม เสนอการทดลองทางความคิดในบทความเรื่อง “จุดจบของการเงินพฤติกรรม” (The End of Behavioral Finance) ปี 1999 ว่า -
 

“สมมติว่าตลาดมีนักลงทุนสองประเภท คือ นักลงทุนมีเหตุมีผล ซึ่งทำตัวเหมือนกับสัตว์เศรษฐกิจในตำราเศรษฐศาสตร์ และนักลงทุนกึ่งมีเหตุมีผล ซึ่งพยายามตัดสินใจลงทุนอย่างดีที่สุดแต่ทำพลาดในทางที่เราคาดเดาได้ สมมติด้วยว่าตลาดนี้มีสินทรัพย์สองชนิด คือ X กับ Y ซึ่งมีค่าเท่ากันแต่แลกอย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งไม่ได้ สมมติต่อไปว่านักลงทุนกึ่งมีเหตุมีผลคิดว่า X มีค่ามากกว่า U ซึ่งเป็นความเห็นที่เปลี่ยนแปลงได้ (นักลงทุนประเภทนี้มักจะเปลี่ยนใจ) ขณะที่นักลงทุนที่มีเหตุมีผลรู้ดีว่า X กับ Y มีค่าเท่ากัน มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่จำเป็นต่อการสร้างสภาพตลาดที่ X กับ Y มีราคาเท่ากัน ดังที่มันเป็นถ้าโลกนี้มีแต่นักลงทุนแบบมีเหตุมีผล?”
 

คำถามของเธเลอร์ค่อนข้างซับซ้อน แต่ถ้าเราลองค่อยๆ คิดตาม เงื่อนไขสำคัญๆ ก็น่าจะมีดังต่อไปนี้คือ หนึ่ง ตลาดนี้มีนักลงทุนแบบกึ่งมีเหตุมีผลมากเกินไปไม่ได้ (เพื่อให้นักลงทุนแบบมีเหตุมีผลยังมีอิทธิพลอยู่) สอง ตลาดจะต้องยอมให้นักลงทุนขายชอร์ตโดยไร้ต้นทุน (ถ้าหากราคาพุ่งสูงเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก นักลงทุนแบบมีเหตุมีผลจะได้กดราคาลงได้) สาม มีเพียงนักลงทุนแบบมีเหตุมีผลเท่านั้นที่ขายชอร์ตได้ (ไม่อย่างนั้นนักลงทุนกึ่งมีเหตุมีผลจะชอร์ต Y เมื่อ X กับ Y มีราคาเท่ากัน เพราะพวกเขาเชื่อว่า X มีค่ามากกว่า Y)
 

ในเมื่อเงื่อนไขเหล่านี้ยากมากที่จะเกิดครบทุกข้อ ความเชื่อของนักลงทุนกึ่งมีเหตุมีผลที่ว่าสินทรัพย์บางอย่าง “ถูกเกินไป” จึงอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ ซึ่งจะระเบิดทันทีที่นักลงทุนประเภทนี้เปลี่ยนใจ (ยกตัวอย่างเช่น หุ้นบริษัทอินเทอร์เน็ตในทศวรรษก่อนปี ค.ศ. 2001)
 

ความแตกต่างระหว่างการเงินพฤติกรรมกับการเงินกระแสหลักแปลว่ามันเข้ากันไม่ได้เหมือนน้ำกับน้ำมันหรือเปล่า? คำตอบคือไม่ ผู้เขียนคิดว่าคนที่สรุปประเด็นนี้ได้ดีที่สุดคือ เมียร์ สแตทแมน (Meir Statman) นักการเงินพฤติกรรมชั้นนำและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย ซานตา คลารา ในสหรัฐอเมริกา -
 

“ประสิทธิภาพของตลาดมีสองความหมาย สำหรับบางคน ประสิทธิภาพของตลาดแปลว่าไม่มีวิธีใดๆ ที่จะเอาชนะตลาดอย่างเป็นระบบ สำหรับคนอื่น มันแปลว่าราคาหลักทรัพย์ต่างๆ นั้นมีเหตุมีผล นั่นคือ ราคาสะท้อนแต่ลักษณะ “พื้นฐาน” หรือ “อรรถประโยชน์นิยม” เช่น ระดับความเสี่ยง ไม่สะท้อนลักษณะ “ทางจิตวิทยา” หรือ “คุณค่าทางจิตใจ” เช่น อารมณ์ความรู้สึก ...ผมเสนอว่านักวิชาการด้านการเงินและนักการเงินมืออาชีพควรยอมรับว่าตลาดมีประสิทธิภาพจริงในแง่ของการเอาชนะตลาด (ยาก) แต่ปฏิเสธว่ามันมีประสิทธิภาพในแง่หลัง คือราคาล้วนมีเหตุมีผล
 

...คนเรา “มีเหตุมีผล” ในการเงินกระแสหลัก แต่ “ปกติ” ในการเงินพฤติกรรม คนที่มีเหตุมีผลใส่ใจกับลักษณะเชิงอรรถประโยชน์นิยมเท่านั้น ไม่สนใจลักษณะเชิงคุณค่าทางจิตใจ คนที่มีเหตุมีผลไม่เคยรับรู้ข้อมูลอย่างผิดพลาดสับสน ควบคุมตัวเองได้สมบูรณ์แบบ ไม่ชอบความเสี่ยง และไม่เคยไม่ชอบความเสียดาย คนปกติไม่ได้มีพฤติกรรมเหล่านี้เลย
 

...การเงินกระแสหลักขอมากไปเมื่อมันบอกว่าตลาดมีประสิทธิภาพในแง่ของความมีเหตุมีผล และนักการเงินมืออาชีพก็ขอมากไปเมื่อพวกเขายืนกรานว่า ประโยชน์หลักของการเงินพฤติกรรมอยู่ที่ถ้ามันช่วยให้พวกเขาเอาชนะตลาดได้
 

...การยอมรับว่าตลาดมีประสิทธิภาพในแง่ของการเอาชนะ (ยาก) และปฏิเสธว่ามันมีประสิทธิภาพในแง่ของความมีเหตุมีผล จะช่วยให้นักวิจัยทางการเงินถามคำถามดีๆ เกี่ยวกับบทบาทของนักการเงินมืออาชีพซึ่งไปไกลกว่าบทบาทการเอาชนะหรือไม่ชนะตลาด นักการเงินมืออาชีพเป็นสมาชิกของคนหลายกลุ่ม และเราต้องทำความเข้าใจกับประโยชน์ที่พวกเขามอบให้ ทั้งประโยชน์เชิงอรรถประโยชน์นิยมและเชิงคุณค่าทางจิตใจ”
 

แน่นอนว่าในอนาคต นักการเงินพฤติกรรมจะผลิตข้อค้นพบใหม่ๆ อีกมากมาย เนื่องจากพวกเขาทำงานอยู่ตรง “พรมแดนความรู้” ของวิชาการเงิน แต่ไม่ว่าข้อค้นพบใหม่ๆ เหล่านั้นจะเป็นอะไร ข้อค้นพบเท่าที่เราได้ในวันนี้ก็เป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในตลาดทุน โดยเฉพาะนักลงทุนที่มักจะหลงตัวเองหรือตื่นตระหนกจนขาดสติ ข้อค้นพบของการเงินพฤติกรรมจะช่วยให้ “รู้จักตัวเอง” มากขึ้น ไม่หลงคารมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ผู้จัดการกองทุน และโบรกเกอร์ซึ่งอาจมี “อคติการรับรู้” อย่างแน่นหนากว่าคนทั่วไป ความที่ถือตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ
 

ส่วนนักการเงินมืออาชีพเหล่านี้ก็ควรฟังคำแนะนำของสแตทแมน ไม่มองการเงินพฤติกรรมว่าจะมอบ “เคล็ดลับ” ให้เอาชนะตลาดได้ แต่ควรมองว่ามันช่วยได้มากมายในการทำความเข้าใจกับความเชื่อและแรงจูงใจของลูกค้า จะได้ปรับปรุงคำแนะนำและวิธีให้บริการอย่างเหมาะสม

 

Tags : สฤณี อาชวานันทกุล

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement

advertisement