กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 12 มีนาคม 2552 00:05
มุมมองบ้านสามย่าน
มุมมองบ้านสามย่าน

ปฏิรูปการเมือง + วิจัยปฏิบัติการ = เรียนรู้เพื่ออยู่ร่วม

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

และแล้ว สถาบันพระปกเกล้า ก็ตอบตกลงรับ ข้อเสนอจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่จะดำเนินการศึกษาการปฏิรูปทางการเมือง หรือ "การพัฒนาประชาธิปไตย"

ตามข่าวที่ผมได้ยิน สถาบันฯ เสนอกรอบคร่าวๆ 2 กรอบใหญ่ คือ 1. กรอบเรื่องคณะกรรมการอิสระ เน้นว่าเอามาจากหลากหลายฝ่ายในสังคม และ 2. กรอบวิธีทำงาน ซึ่งจะแบ่งออกเป็นสามขั้น ขั้นแรก คือ ทบทวนเอกสารงานศึกษาต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปทางการเมืองของกลุ่ม องค์กรต่างๆ รวมถึงการออกไปรับฟังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาข้อเสนอเบื้องต้น ขั้นที่สอง ส่งข้อเสนอเบื้องต้น ออกไปยังหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม และนำความเห็นดังกล่าวมาทำเป็นข้อเสนอฉบับสมบูรณ์ และ ขั้นที่สาม นำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อ รัฐบาล รัฐสภา และสื่อสารกับสังคมวงกว้าง


ผมเข้าใจเอาเองว่า เกจิอาจารย์ที่เคี่ยวกรำในแวดวงการเมืองคงฟันธงได้ว่างานชิ้นสุดท้ายที่จะออกมาเป็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปหรือพัฒนาประชาธิปไตยในกรอบประเด็นต่างๆ หน้าตาจะเป็นอย่างไร และคงฟันธงต่อไปว่า มันคงไม่นำไปสู่การปฏิบัติการใดๆ แต่…


สำหรับผมในฐานะอาจารย์เล็กๆ ผมเห็นว่า โจทย์งานศึกษาที่ท้าทายในครั้งนี้ ควรต้องก้าวไปให้ไกลกว่าคำตอบที่เกจิอาจารย์จะฟันธงล่วงหน้าได้ แต่ควรก้าวไปสู่การหาคำตอบประเภท How to ที่ว่า จะปฏิรูปการเมืองหรือพัฒนาประชาธิปไตย ในกรอบประเด็นนั้นประเด็นนี้อย่างไร


นอกจากนี้ ผมมีข้อสังเกตเล็กๆ อีกสองประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก การตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีสัดส่วน "ผู้แทน" มาจากหลากหลายหน่วยงาน หลากหลายองค์กร ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็น มายาคติเรื่องการมีส่วนร่วมที่หลอกหลอนนักวิชาการที่มันมักจะถูกนำมาใช้ในฐานะข้ออ้างว่า ผลการศึกษานี้ "มีส่วนร่วมมาแล้วนะครับ"  คล้ายๆ กับรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก ที่มักหยิบเอาคำคำนี้ มาใช้เป็นไม้กันผีอยู่เสมอ


และยังมีอีกข้อที่น่าคิด คือ เมื่อฝ่ายแดงประกาศชัดแล้วว่า จะไม่ร่วมเป็น "คณะกรรมการอิสระ" ...อันนี้จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ทันทีเลยนะครับ เพราะหากความหลากหลายของกรรมการ อยู่บนสมมติฐานข้างต้น งานศึกษานี้ ก็ไม่น่าจะได้รับความไว้วางใจเสียแล้ว อย่างน้อยก็จากฝ่ายคนเสื้อแดงที่มีอยู่ไม่น้อยในประเทศนี้  


นอกจากนี้ คำว่า "ผู้แทน" ประเภทของหน่วยงานที่ถูกระบุให้เข้ามาเป็น คณะกรรมการอิสระ ผมคิดว่าเป็นคำที่มีปัญหาอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่า เขาจะเป็นผู้แทนประเภทของหน่วยงานนั้นๆ ได้จริง อาทิเช่น ตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน ผมนั่งนึกอยู่เป็นนานว่า พี่ๆ เพื่อนๆ ในองค์กร NGO ที่มีอยู่อย่างหลากหลายนับพันองค์กร เขาจะหา "ผู้แทน" ได้อย่างไร แม้ว่าเขาจะอยู่ในสังกัดหน่วยงานประเภทเดียวกัน คือ NGO แต่อยู่ต่างองค์กร ต่างพื้นที่ ต่างความสัมพันธ์ จนถึงขั้นขัดแย้งทางความคิดก็ยังมี ไม่ได้มีความเป็น "หนึ่งเดียว" ตามการจัดประเภทหน่วยงาน  


มิพัก ต้องเอ่ยถึง สภาองค์กรชุมชน ผมยังมึนงงอยู่ว่า เราจะหา "ผู้แทน" สภาองค์กรชุมชน จากสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่ไม่ได้เป็นอินทรีย์เดียวกันได้อย่างไร ในความหมายนี้ ผมคิดว่า มันจึงเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะได้ "ผู้แทน" ในมิติที่เรากำลังต้องการ อย่างดีก็เป็นเพียง "ภาพแทน" ประเภทหน่วยงาน หาได้เป็น "ผู้แทน" ที่มีความสัมพันธ์ สามารถรับรู้ชีพจรของเพื่อนพ้องน้องพี่ในหน่วยงานประเภทเดียวกันได้


ถัดมาประเด็นที่สอง ที่เป็นกรอบการศึกษา เมื่อผมเห็นว่าโจทย์ที่ท้าทายควรต้องถามว่าจะปฏิรูปการเมือง หรือพัฒนาประชาธิปไตยในกรอบประเด็นนั่นประเด็นนี้อย่างไร ผมจึงคิดว่า งานระยะที่สอง จึงควรเป็นการลงมือทำวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกันทั้งประเทศเลยครับ เป็นการหาความรู้ร่วมกันของคนทั้งประเทศครั้งใหญ่ ว่า เราจะอยู่ร่วมกันในนามประเทศไทยได้อย่างไร


ซึ่งผมนึกไปถึงตอนที่ อ.เสน่ห์ อ.ประเวศ อ.บวรศักดิ์ อ.ยศ อ.อานันท์ อ.ฉลาดชาย และอาจารย์อีกหลายท่าน คิดออกแบบงานวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่องป่าชุมชน ผมคิดว่า ลำพังแค่กระบวนการวิจัยที่แทรกเข้าไปตามมหาวิทยาลัยในภูมิภาคและท้องถิ่นต่างๆ มีนักพัฒนาเอกชน มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ มีชาวบ้านจำนวนมากได้เข้าร่วมกระบวนการวิจัยด้วย แค่ได้ทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกันของคนนับพัน ก็มีนัยอย่างมากแล้ว แม้ผลลัพธ์เรื่องกฎหมายจะยังไม่บรรลุ แต่ในทางการยอมรับ "ปฏิบัติการเรื่องป่าชุมชน" ของชาวบ้าน ณ วันนี้ ก็ได้ดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยเรียบร้อยแล้ว


เช่นเดียวกัน หากในข้อเสนอเบื้องต้นของสถาบันฯ มีกรอบปฏิรูปการเมืองเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างสี ผมคิดว่า เวลานี่คือสุดยอดของโอกาสเลยครับ จะมีช่วงใดที่จะได้ทดลองใช้เครื่องมือการสมานฉันท์ ไม่ว่าจะเป็น dialogue ไม่ว่าจะเป็น deliberation ที่จะเชิญทั้ง ข้าราชการ อาจารย์ ประชาชนทั่วไป ทหาร ตำรวจ นักการเมือง ที่อยู่ต่างสี เข้าร่วมในกระบวนการวิจัย เพื่อหาความจริงได้ดีเท่าตอนนี้


ซึ่งความรู้จากการปฏิบัติการรูปแบบดังกล่าว ไม่ว่าจะทำให้เกิดสมานฉันท์ได้มาก/น้อย หรือไม่ได้เลย จะบอกเราได้ว่า สังคมไทยเรามีความกล้าพอที่จะคุยกันอย่างเปิดเผยบนความแตกต่างได้หรือยัง มากน้อยขนาดไหน ด้วยกระบวนการอย่างไร และเราพร้อมที่ช่วยกันหา หรือตกลงใจที่จะ "เห็นพ้อง" (common ground) ในเรื่องที่ "เรา" จะทำร่วมกันเพื่อส่วนรวม ได้ไหม


หากมีกรอบปฏิรูปการเมืองเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ผมคิดว่าเราสามารถออกแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติได้ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ ตั้งแต่เรื่องสาธารณสุข ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การศึกษา การค้าขาย ผังเมือง เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ สามารถพัฒนาเป็นโจทย์วิจัยเชิงปฏิบัติการโดยมีกลไกรัฐระดับต่างๆ มีนักการเมือง มีพลเมืองในทุกระดับเข้าร่วมทำงานด้วยกันอย่างเปิดเผยได้ ความรู้จากงานวิจัยในลักษณะเช่นนี้ หากทำให้ปรากฏขึ้นมาได้ สังคมที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมชิมในระหว่างกระบวนการวิจัยที่ทำกันทั่วประเทศ จะเป็นกลไกที่จะผลักดันเรื่องนี้ต่ออย่างแน่นอน และก็คงไม่ต่างจากเรื่องป่าชุมชนที่ผมได้กล่าวถึง


เพราะหากเชื่อกันว่า การพัฒนาประชาธิปไตย คือ งานทางวัฒนธรรม ผมคิดว่าเราก็เลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องทำให้คนสังคมไทยได้ผ่านการลงมือปฏิบัติการร่วมกันสักครั้ง เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้ปรากฏให้ได้ ไม่ว่าผลมันจะได้มาก ได้น้อย หรือไม่ได้เลยก็ตาม ก็คงไม่สำคัญไปกว่าการที่เราได้ลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อหาโอกาส หาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมในสังคมประชาธิปไตยที่แท้ครับ

 

 

Tags : ปฏิรูปการเมือง วีรบูรณ์ วิสารทสกุล

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

อาจารย์นี่ความสามารถหลากหลายจริงๆ เขียนได้หลากหลายแนวมากๆ เชียร์อยู่ค่ะ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement