ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกข้าวที่ครองอันดับหนึ่งมาเป็นเวลาติดต่อกันหลายสิบปี ตามสถิติการส่งออก ย้อนหลังปี 2550 ไทยส่งข้าวออกรวม 9.501 ล้านตัน
ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกข้าวที่ครองอันดับหนึ่งมาเป็นเวลาติดต่อกันหลายสิบปี ตามสถิติการส่งออก ย้อนหลังไปในปี 2550 ไทยส่งข้าวออกรวม 9.501 ล้านตัน เป็นข้าวหอมมะลิไทย จำนวน 2.903 ล้านตัน ปี 2551 ส่งออกรวม 9.968 ล้านตัน เป็นข้าวหอมมะลิไทย 2.498 ล้านตัน ปี 2552 ส่งออกรวม 8.524 ล้านตัน เป็นข้าวหอมมะลิไทย 2.628 ล้านตัน ปี 2553 ส่งออกรวม 9.003 ล้านตัน เป็นข้าวหอมมะลิไทย 2.355 ล้านตัน
ข้าวหอมมะลิไทย เป็นข้าวที่มีคุณภาพสูง หุงแล้วได้ข้าวที่มีเมล็ดยาวเรียวสวย รสชาตินุ่มนวล มีกลิ่นหอม เป็นที่นิยมของผู้บริโภคในต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง ราคาโดยเฉลี่ย เมื่อปี 2549 ข้าวหอมมะลิจะมีราคาสูงกว่าข้าวขาวร้อยเปอร์เซ็นต์ ชั้นสอง ประมาณ 33 เปอร์เซ็นต์ ตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิไทยที่สำคัญ คือ จีน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ยุโรป สิงคโปร์
ข้าวหอมไม่ได้มีปลูกเฉพาะในประเทศไทย แต่มีปลูกในอีกหลายประเทศหลายพันธุ์แตกต่างกัน ข้าวหอมที่มีชื่อเสียงมานาน และมีราคาสูงกว่าข้าวหอมมะลิไทย คือ ข้าวบาสมาติ ที่ปลูกในอินเดียและปากีสถาน แต่เป็นข้าวคนละตลาดจึงไม่มีผลแข่งขันกันมากนัก ส่วนข้าวหอมอื่นนอกจากข้าวบาสมาติ ก็มีปลูกกัน ในประเทศอื่น เช่น พม่า เขมร เวียดนาม จีน สหรัฐอเมริกา ข้าวหอมเขมร มีการกล่าวอ้างกันว่ามีคุณภาพไม่แพ้ข้าวหอมไทย แต่เนื่องจากไทยมั่นใจในคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทย ว่า ไม่มีข้าวหอมของประเทศใดสู้ได้ จึงไม่หวั่นไหวหรือวิตกว่าจะมีข้าวหอมของประเทศใดส่งออกแข่งขันกับข้าวหอมมะลิไทยได้
ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา มีปัจจัยหลายประการส่งผลให้ราคาข้าวหอมมะลิไทยทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถิติขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ FAO ข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ของไทย ราคาส่งออก ปี 2549 เฉลี่ยตันละ 470 ดอลลาร์ ปี 2550 เฉลี่ยตันละ 550 ดอลลาร์ ปี 2551 เฉลี่ยตันละ 914 ดอลลาร์ ปี 2552 เฉลี่ยตันละ 954 ดอลลาร์ ปี 2553 เฉลี่ย ตันละ 1,045 ดอลลาร์ ราคาในปี 2552 และปี 2553 มีราคาสูงกว่าข้าวบาสมาติชั้นธรรมดาของปากีสถาน สำหรับปี 2554 ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ราคาเริ่มลดลง เหลือราคาโดยเฉลี่ยตันละ 986 ดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายนราคาขยับขึ้นเป็นตันละ 1,007 ดอลลาร์ และขยับขึ้นอีกในเดือนกรกฎาคม เป็นตันละ 1,062 ดอลลาร์ จะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบกับราคาในปี 2549 ข้าวหอมมะลิไทยในปัจจุบันมีราคาทะยานขึ้นไป ประมาณ 120 เปอร์เซ็นต์ และมีราคาสูงกว่าข้าวขาว 100 เปอร์เซ็นต์ชั้นสองของไทยที่เป็นข้าวคุณภาพดีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
จากการที่ข้าวหอมมะลิไทยมีราคาสูงขึ้นมาก ก็น่าจะเป็นผลดี เพราะจะมีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น และมีผลดีต่อราคาข้าวภายในประเทศด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วใช่ว่าจะมีแต่ผลดีเพียงด้านเดียว การที่ราคาข้าวหอมมะลิไทยสูงขึ้นจนถึงจุดที่เกินกำลังการซื้อของผู้บริโภคบางระดับ ผู้บริโภคก็คงต้องปรับตัว ไปบริโภคข้าวอื่นที่มีราคาลดหลั่นไป เช่น ในตลาดประเทศจีน มีการปลอมปนโดยนำข้าวหอมมะลิไทยผสมกับข้าวอื่นเพื่อลดต้นทุน แต่ยังสำแดงว่าเป็นข้าวหอมไทย จำหน่ายในราคาที่ถูกลงเพื่อสนองความต้องการของผู้ซื้อบางระดับ หรือปลอมแปลงตราและสลากว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทยทั้งที่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย ในกรณีนี้จึงทำให้มีประเด็นให้พิจารณาว่าจะสมควรกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยให้มีสองหรือสามชั้น มีคุณภาพลดหลั่นไป ซึ่งก็จะทำให้ราคาลดหลั่นกันไปด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกซื้อข้าวที่มีคุณภาพเหมาะตามกำลังการซื้อของตนจะเหมาะสมหรือไม่
สำหรับคู่แข่งของข้าวหอมมะลิไทยนั้น ปัจจุบันเราคงนิ่งนอนใจไม่ได้แล้ว เพราะประเทศคู่แข่ง หลายประเทศ ได้ค้นคว้าพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมให้มีคุณภาพดีขึ้นและจัดการด้านการค้าให้มีผลในเชิงพาณิชย์เพื่อแข่งขันกับข้าวหอมมะลิไทยของไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น สหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาพันธ์ข้าวหอมและข้าวบาสมาติ และจดสิทธิบัตร เป็นข้าว Jasmati นอกจากข้าว Jasmati แล้ว เมื่อปี 2551 ศูนย์วิจัยและค้นคว้าเกษตรกรรมมหาวิทยาลัยลุยเซียนา
มลรัฐลุยเซียนา ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ ว่า ได้ค้นคว้าพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ คือ ข้าว "LA 2125" มีคุณภาพทัดเทียมกับข้าวหอมมะลิไทย มีผลผลิตไร่ละ 1,265 กิโลกรัมสูงกว่าข้าวหอมมะลิไทยที่มีผลผลิตไร่ละ 400 กิโลกรัมเศษ และตั้งชื่อว่า Jazzmen Rice ให้พ้องเสียงกับข้าวหอมไทยที่เรียกว่า Jasmine Rice
สำหรับเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย ก็ได้ซุ่มค้นคว้าพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมอย่างจริงจัง เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย ได้ค้นคว้าพันธ์ข้าวหอมขึ้นอีกพันธ์หนึ่ง ตั้งชื่อสายพันธุ์ว่า "TH3-3" ให้กลิ่นหอมจัดและผลผลิตต่อไร่สูงกว่าข้าวหอมของเวียดนามสายพันธุ์อื่น ซึ่งมีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าการพัฒนาพันธ์ข้าวหอมของเวียดนามสามารถปลูกและส่งออกได้แล้วมากน้อยเพียงใด แต่อย่างไรก็ตาม ก็ปรากฏว่าเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา
เวียดนามได้เริ่มส่งออกข้าวหอมไปแข่งขันกับข้าวหอมมะลิไทยมากขึ้น โดยเฉพาะที่ตลาดฮ่องกงซึ่งเป็นตลาดสำคัญของข้าวไทย ถึงแม้คุณภาพจะยังสู้ข้าวหอมมะลิไทยไม่ได้ แต่เวียดนามอาศัยความได้เปรียบด้านราคาที่ขายถูกว่าข้าวหอมมะลิไทย ประมาณ 300 ดอลลาร์ จนถึงปัจจุบันมีข่าวว่าได้แย่งส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิไทยไปแล้ว 25 เปอร์เซ็นต์ นอกจากข้าวหอมเวียดนามแล้วก็ยังมีข้าวหอมเขมรที่มีการกล่าวอ้างว่าคุณภาพใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย ก็เริ่มออกไปแข่งขันกับข้าวไทยมากขึ้น มีราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิไทยประมาณ 200 ดอลลาร์ สำหรับข้าวหอมเขมรนั้นน่าจะมีบางส่วนที่ขายให้พ่อค้าเวียดนาม แล้วนำไปส่งออกเป็นข้าวหอมเวียดนาม
จากสถานการณ์การค้าข้าวหอมดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงสำหรับส่วนแบ่งตลาดของข้าวหอมมะลิไทย ที่จะถูกข้าวหอมจากแหล่งอื่นโดยเฉพาะจากเวียดนามที่มีราคาถูกกว่าแย่งตลาดไปส่วนหนึ่ง และหากประเทศคู่แข่งได้พัฒนาพันธุ์ข้าวหอมจนมีคุณภาพทัดเทียมกับข้าวหอมมะลิไทยและมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่า ก็น่าห่วงยิ่งขึ้นต่ออนาคตของข้าวหอมมะลิไทยที่จะถูกแย่งตลาดไปมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนจริงจัง
Tags : สกล หาญสุทธิวารินทร์

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น