การจุติของนิติราษฎร์ คณะอาจารย์ธรรมดาที่ไม่มีทั้งขาใหญ่และทั้งอาวุธหนุนหลังกำลังกลายเป็นเรื่องเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย
แนวคิดของพวกเขาถูกผลักดันจากมวลชนหัวก้าวหน้ามหาศาลให้หาญเดินหน้าเผชิญกับแรงต้านที่เข้มแข็งยิ่งของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ก็มีมวลชนจำนวนมากหนุนหลังเช่นกัน ไม่มีใครบอกถึงผลลัพธ์สุดท้ายของการพยายามปฏิวัติระบบการเมืองของไทยครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่คณะราษฎร์กล้าทำเมื่อ 80 ปีก่อนได้ แต่นิติราษฎร์คือความหวังที่แท้จริงของมวลชนแดงอ่อนถึงแดงเข้มจริงหรือ และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ก่อนปี 2547 โลกของคนนอกกับคนในคณะกลุ่มสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเป็นคนละเรื่องกัน ในขณะที่ประชาชนยังอยู่ในกรอบความคิดเก่าซึ่งสืบมรดกจากฝ่ายขวา ผู้ชนะสงครามคอมมิวนิสต์เป็นผู้ขีดวงให้ตาม เช่น เรื่องของประวัติศาสตร์ชาตินิยม หรือมีกลุ่มคณาธิปัตย์ที่มีคุณธรรมสมควรได้บริหารประเทศมากกว่านักการเมือง แต่ในมหาวิทยาลัยนั้นแนวทางสังคมนิยมยังถูกสอนอย่างเปิดเผยมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ที่เชิดชูวีรกรรมตุลาคมเหนือกลไกรัฐ หรือเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ โลกทั้งสองมาใกล้เคียงกันในช่วงเปลี่ยนผ่านยุคแรก (2547-2551) ซึ่งมีอาจารย์มหาวิทยาลัยสายสังคมศาสตร์จำนวนมากได้ผนวกรวมสองโลกเข้าด้วยกันเพื่อใช้ต่อต้านทักษิณ และกลุ่มของสนธิได้นำหลักการนั้นออกมาใช้ปลุกประชาชนนอกมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งอย่างได้ผลจนโค่นล้มทักษิณลงได้ แต่ยังไม่สำเร็จในการเปลี่ยนความคิดมวลชนส่วนใหญ่
ประชาชนส่วนใหญ่มาตื่นรู้ หลังประสบภาวะลำบากทางเศรษฐกิจจากการบริหารประเทศที่ไม่ได้เรื่องหลังรัฐประหารและจากการถูกปลุกชี้ให้เห็นถึงความไร้เหตุผลของพวกที่คิดว่าตนเอง "ดีกว่า" ทักษิณ ซึ่งประการหลังนี้สามเกลอวีระ จตุพร ณัฐวุฒิ เป็นคนถือธงนำหลักการสังคมนิยมในตำราเข้ามาผสมกับสถานการณ์อย่างได้ผล ทำให้คนเสื้อแดงมีขยายจำนวนอย่างมหาศาล ยิ่งนานไปความคิดเชิงสังคมนิยมก็ถูกปลุกให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและก็ยึดในหลักการมากกว่าตัวบุคคลมากขึ้นเช่นกัน ยิ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์บวกภูมิใจไทยพยายามบริหารประเทศในแนวทางเก่าที่หนีไม่พ้นจากวงจรที่ล่อนจ้อนชัดเจนจากเรื่องทุจริต คอร์รัปชันหรือไม่ใส่ใจคุณค่าชีวิตประชาชนแล้ว กระแสหมั่นไส้ของประชาชนยิ่งแรง แกนนำคนเสื้อแดงคือฮีโร่ในใจพวกเขาที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงถึงขั้นปฏิวัติสังคมให้ปลอดจากการปกครองของพวกผู้ดีจอมปลอม อวดอ้างคุณธรรมและชื่อเสียง แต่เบื้องหลังโสมม
ปรากฏการณ์นี้ส่งให้พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลายเป็นนารีขี่ม้าขาว ศูนย์รวมใจคนเสื้อแดง กระนั้นก็ตาม 6 เดือนผ่านไปพร้อมกับความไม่เป็นชิ้นเป็นอันในแง่ของการพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมทำให้มวลชนเสื้อแดงผู้เทใจให้พรรคเพื่อไทยชักกังขา เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศในแนวทางที่ไม่ต่างจากรัฐบาลอื่นในอดีต ทั้งยังให้ความสำคัญต่อกลุ่มคนที่เป็นปฏิปักษ์ทางความคิดกับคนเสื้อแดงมากกว่านโยบายที่หาเสียงกับคนเสื้อแดงไว้ สิ่งเหล่านี้ห่างไกลออกไปจากสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้สมัยปี 2551-2553 มากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเท่าเทียมกันหรือขจัดการกระทำอันเป็นอำมาตย์ ทั้งนี้เพราะแกนของพรรคเพื่อไทยนั้นไม่ใช่คนเสื้อแดง พวกเขายังต่อสู้ทางการเมืองด้วยความเชื่อแบบเดิมๆ ว่าขอข้าเป็นรัฐบาลก่อน แล้วจะทำให้ประชาชนร่ำรวย ทุกอย่างจะราบรื่นเอง ซึ่งเรื่องแค่นี้มันไม่พอสำหรับคนที่ตระหนักในประชาธิปไตยมากกว่าท้องอิ่ม
ตรงนี้เองที่คณะนิติราษฎร์ปรากฏกายออกมาถูกที่ถูกเวลา พวกเขาไม่ได้ยุดโยงกับใครเลยมาตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นคนรุ่นใหม่ที่เหมือนอาจารย์ทางสังคมศาสตร์รุ่นอื่นๆ ที่ถูกสอนสั่งจากชาติตะวันตกให้ยึดคุณค่ายึดถือแบบแองโกล-แซกซอน คือ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน มากกว่าปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามกรรมตามดวง หรือเชื่อตามผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ แต่คณะนี้ไปไกลกว่าอาจารย์กลุ่มอื่นตรงที่กล้าชี้อย่างเปิดเผยให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาสังคมบางอย่าง ตรงใจกับที่มวลชนจำนวนมากคิดและเคยยอมตายเพื่อการแก้ปัญหานี้มาแล้วเมื่อไม่ถึงสองปีก่อน นี่จึงเป็นเหตุให้มีมวลชนกลุ่มโน้นกลุ่มนี้หนุน ออกมาขานรับนิติราษฎร์มิได้หยุด จนแม้แต่นิติราษฎร์เองคงนึกไม่ถึง เมื่อทุกอย่างดูเป็นจริงเป็นจังเข้าขนาดนี้ ฝ่ายอนุรักษนิยมก็ยอมไม่ได้ รณรงค์ตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนเช่นกัน โดยเฉพาะประเด็นล้มเจ้าที่เอามาสร้างกระแสมวลชนเสื้อเหลือง-หลากสี อย่างได้ผล แต่การออกมาตอบโต้นี้เอง กอปรกับการละล้าละลังของเพื่อไทยและการเบาเสียงลงของแกนนำเสื้อแดง ยิ่งทำให้มวลชนที่เคยเทใจให้แกนนำเสื้อแดงหันมาทุ่มเทให้นิติราษฎร์มากขึ้น
ผลที่จะเกิดขึ้นที่ทุกคนสัมผัสอยู่คือ เงาทะมึนของเมฆขนาดใหญ่กำลังทาบทับประเทศไทย ดีกรีที่แรงขึ้นของมวลชนฝ่ายอนุรักษ์ที่โกรธเกรี้ยวเพราะถูกปลุกให้เชื่อว่านิติราษฎร์จะล้มสถาบัน นำไปสู่การร่วมมือกับหลายฝ่ายเพิ่มการเล่นงานรัฐบาลที่ยังเงอะงะอย่างย่ามใจ ข่าวลือเรื่องรัฐประหารหรือการกระทำนอกกฎหมายอื่นๆ ก็แรงตาม ถึงข้อเรียกร้องของนิติราษฎร์คงไม่มีทางผ่านสภา แต่มวลชนยังคงหนุนอยู่และยังมีการกระทำในเชิงใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง อาจถึงขั้นเขย่าเส้นประสาทฝ่ายอนุรักษ์ให้ขาดผึงเข้าสักวัน ยิ่งถ้ารัฐบาลบริหารประเทศปีนี้ล้มเหลวจะยิ่งเป็นการหวดซ้ำสถานการณ์ที่เปราะบางอีกแส้หนึ่ง
ไม่ว่านิติราษฎร์จะเดินต่อหรือเลิกไป ชื่อของพวกเขาได้บรรจุไว้ในประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของไทยไปแล้ว จะมีมวลชนสานต่อแนวคิดของพวกเขาไม่มีหยุด แต่กระแสต้านพวกเขาก็จะไม่มียั้งเช่นกัน ที่แน่ๆ ก็คือ ไม่ว่าจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ หรือไม่ว่านิติรัฐไทยเป็นไปอย่างที่นิติราษฎร์ต้องการหรือไม่ ประเทศไทยจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
Tags : เรือรบ เมืองมั่น

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น