กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 01:00
เรือรบ เมืองมั่น
เรือรบ เมืองมั่น

นิติราษฎร์ ความหวังใหม่ของคนเสื้อแดงหรือ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

การจุติของนิติราษฎร์ คณะอาจารย์ธรรมดาที่ไม่มีทั้งขาใหญ่และทั้งอาวุธหนุนหลังกำลังกลายเป็นเรื่องเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย

แนวคิดของพวกเขาถูกผลักดันจากมวลชนหัวก้าวหน้ามหาศาลให้หาญเดินหน้าเผชิญกับแรงต้านที่เข้มแข็งยิ่งของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ก็มีมวลชนจำนวนมากหนุนหลังเช่นกัน ไม่มีใครบอกถึงผลลัพธ์สุดท้ายของการพยายามปฏิวัติระบบการเมืองของไทยครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่คณะราษฎร์กล้าทำเมื่อ 80 ปีก่อนได้ แต่นิติราษฎร์คือความหวังที่แท้จริงของมวลชนแดงอ่อนถึงแดงเข้มจริงหรือ และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
 

ก่อนปี 2547 โลกของคนนอกกับคนในคณะกลุ่มสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเป็นคนละเรื่องกัน ในขณะที่ประชาชนยังอยู่ในกรอบความคิดเก่าซึ่งสืบมรดกจากฝ่ายขวา ผู้ชนะสงครามคอมมิวนิสต์เป็นผู้ขีดวงให้ตาม เช่น เรื่องของประวัติศาสตร์ชาตินิยม หรือมีกลุ่มคณาธิปัตย์ที่มีคุณธรรมสมควรได้บริหารประเทศมากกว่านักการเมือง แต่ในมหาวิทยาลัยนั้นแนวทางสังคมนิยมยังถูกสอนอย่างเปิดเผยมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ที่เชิดชูวีรกรรมตุลาคมเหนือกลไกรัฐ หรือเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ โลกทั้งสองมาใกล้เคียงกันในช่วงเปลี่ยนผ่านยุคแรก (2547-2551) ซึ่งมีอาจารย์มหาวิทยาลัยสายสังคมศาสตร์จำนวนมากได้ผนวกรวมสองโลกเข้าด้วยกันเพื่อใช้ต่อต้านทักษิณ และกลุ่มของสนธิได้นำหลักการนั้นออกมาใช้ปลุกประชาชนนอกมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งอย่างได้ผลจนโค่นล้มทักษิณลงได้ แต่ยังไม่สำเร็จในการเปลี่ยนความคิดมวลชนส่วนใหญ่
 

ประชาชนส่วนใหญ่มาตื่นรู้ หลังประสบภาวะลำบากทางเศรษฐกิจจากการบริหารประเทศที่ไม่ได้เรื่องหลังรัฐประหารและจากการถูกปลุกชี้ให้เห็นถึงความไร้เหตุผลของพวกที่คิดว่าตนเอง "ดีกว่า" ทักษิณ ซึ่งประการหลังนี้สามเกลอวีระ จตุพร ณัฐวุฒิ เป็นคนถือธงนำหลักการสังคมนิยมในตำราเข้ามาผสมกับสถานการณ์อย่างได้ผล ทำให้คนเสื้อแดงมีขยายจำนวนอย่างมหาศาล ยิ่งนานไปความคิดเชิงสังคมนิยมก็ถูกปลุกให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและก็ยึดในหลักการมากกว่าตัวบุคคลมากขึ้นเช่นกัน ยิ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์บวกภูมิใจไทยพยายามบริหารประเทศในแนวทางเก่าที่หนีไม่พ้นจากวงจรที่ล่อนจ้อนชัดเจนจากเรื่องทุจริต คอร์รัปชันหรือไม่ใส่ใจคุณค่าชีวิตประชาชนแล้ว กระแสหมั่นไส้ของประชาชนยิ่งแรง แกนนำคนเสื้อแดงคือฮีโร่ในใจพวกเขาที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงถึงขั้นปฏิวัติสังคมให้ปลอดจากการปกครองของพวกผู้ดีจอมปลอม อวดอ้างคุณธรรมและชื่อเสียง แต่เบื้องหลังโสมม 
 

ปรากฏการณ์นี้ส่งให้พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลายเป็นนารีขี่ม้าขาว ศูนย์รวมใจคนเสื้อแดง กระนั้นก็ตาม 6 เดือนผ่านไปพร้อมกับความไม่เป็นชิ้นเป็นอันในแง่ของการพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมทำให้มวลชนเสื้อแดงผู้เทใจให้พรรคเพื่อไทยชักกังขา เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศในแนวทางที่ไม่ต่างจากรัฐบาลอื่นในอดีต ทั้งยังให้ความสำคัญต่อกลุ่มคนที่เป็นปฏิปักษ์ทางความคิดกับคนเสื้อแดงมากกว่านโยบายที่หาเสียงกับคนเสื้อแดงไว้ สิ่งเหล่านี้ห่างไกลออกไปจากสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้สมัยปี 2551-2553 มากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเท่าเทียมกันหรือขจัดการกระทำอันเป็นอำมาตย์ ทั้งนี้เพราะแกนของพรรคเพื่อไทยนั้นไม่ใช่คนเสื้อแดง พวกเขายังต่อสู้ทางการเมืองด้วยความเชื่อแบบเดิมๆ ว่าขอข้าเป็นรัฐบาลก่อน แล้วจะทำให้ประชาชนร่ำรวย ทุกอย่างจะราบรื่นเอง ซึ่งเรื่องแค่นี้มันไม่พอสำหรับคนที่ตระหนักในประชาธิปไตยมากกว่าท้องอิ่ม
 

ตรงนี้เองที่คณะนิติราษฎร์ปรากฏกายออกมาถูกที่ถูกเวลา พวกเขาไม่ได้ยุดโยงกับใครเลยมาตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นคนรุ่นใหม่ที่เหมือนอาจารย์ทางสังคมศาสตร์รุ่นอื่นๆ ที่ถูกสอนสั่งจากชาติตะวันตกให้ยึดคุณค่ายึดถือแบบแองโกล-แซกซอน คือ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน มากกว่าปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามกรรมตามดวง หรือเชื่อตามผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ แต่คณะนี้ไปไกลกว่าอาจารย์กลุ่มอื่นตรงที่กล้าชี้อย่างเปิดเผยให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาสังคมบางอย่าง ตรงใจกับที่มวลชนจำนวนมากคิดและเคยยอมตายเพื่อการแก้ปัญหานี้มาแล้วเมื่อไม่ถึงสองปีก่อน นี่จึงเป็นเหตุให้มีมวลชนกลุ่มโน้นกลุ่มนี้หนุน ออกมาขานรับนิติราษฎร์มิได้หยุด จนแม้แต่นิติราษฎร์เองคงนึกไม่ถึง เมื่อทุกอย่างดูเป็นจริงเป็นจังเข้าขนาดนี้ ฝ่ายอนุรักษนิยมก็ยอมไม่ได้ รณรงค์ตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนเช่นกัน โดยเฉพาะประเด็นล้มเจ้าที่เอามาสร้างกระแสมวลชนเสื้อเหลือง-หลากสี อย่างได้ผล แต่การออกมาตอบโต้นี้เอง กอปรกับการละล้าละลังของเพื่อไทยและการเบาเสียงลงของแกนนำเสื้อแดง ยิ่งทำให้มวลชนที่เคยเทใจให้แกนนำเสื้อแดงหันมาทุ่มเทให้นิติราษฎร์มากขึ้น
 

ผลที่จะเกิดขึ้นที่ทุกคนสัมผัสอยู่คือ เงาทะมึนของเมฆขนาดใหญ่กำลังทาบทับประเทศไทย ดีกรีที่แรงขึ้นของมวลชนฝ่ายอนุรักษ์ที่โกรธเกรี้ยวเพราะถูกปลุกให้เชื่อว่านิติราษฎร์จะล้มสถาบัน นำไปสู่การร่วมมือกับหลายฝ่ายเพิ่มการเล่นงานรัฐบาลที่ยังเงอะงะอย่างย่ามใจ ข่าวลือเรื่องรัฐประหารหรือการกระทำนอกกฎหมายอื่นๆ ก็แรงตาม ถึงข้อเรียกร้องของนิติราษฎร์คงไม่มีทางผ่านสภา แต่มวลชนยังคงหนุนอยู่และยังมีการกระทำในเชิงใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง อาจถึงขั้นเขย่าเส้นประสาทฝ่ายอนุรักษ์ให้ขาดผึงเข้าสักวัน ยิ่งถ้ารัฐบาลบริหารประเทศปีนี้ล้มเหลวจะยิ่งเป็นการหวดซ้ำสถานการณ์ที่เปราะบางอีกแส้หนึ่ง
 

ไม่ว่านิติราษฎร์จะเดินต่อหรือเลิกไป ชื่อของพวกเขาได้บรรจุไว้ในประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของไทยไปแล้ว จะมีมวลชนสานต่อแนวคิดของพวกเขาไม่มีหยุด แต่กระแสต้านพวกเขาก็จะไม่มียั้งเช่นกัน ที่แน่ๆ ก็คือ ไม่ว่าจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ หรือไม่ว่านิติรัฐไทยเป็นไปอย่างที่นิติราษฎร์ต้องการหรือไม่ ประเทศไทยจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

 

Tags : เรือรบ เมืองมั่น

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 2

    Boomba

    ตลอด 80 ปี ที่ผ่านมา เหล่านักรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

    ตลอด 80 ปี เป็นเรื่องของเหล่าคนที่ชื่อว่านักการเมือง พยายามที่จะคว้าหาอำนาจและรักษาอำนาจที่ตนเองค้าวหามาได้เท่านั้น

  • ความเห็นที่ 1

    Jirach

    จนถึงวันนี้ ถึงจะเกิดไม่ทันยุค 2475
    ไม่เข้าใจว่าที่เขายกให้คนแก่หลายคน
    เป็นวีรชนด้วยกิจอันน่ายกยอเรื่องใด
    แล้วจริงหรือไม่ แต่เชื่อว่าหากใครพอได้
    ติดตามข่าวสารต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยน้าชาติ
    ก็พอจะเห็นอะไร"บางอย่าง"

    หัวก้าวหน้าของคณะ(วิป)ลาสในวันนั้น
    อาจจะไม่ต่างจากแก๊งค์นิติ(วิป)ลาสในวันนี้
    ที่หลงคิดว่าตัวหัวก้าวหน้าจนเหมาะเป็น
    ผู้นำการเปลี่ยนแปลง แม้ได้"แค่เปลือก"ก็เอา
    หากคนพวกนั้นยังมีชีวิตอยู่ ไม่ทราบว่า
    จะทนดู"ความอัปยศ"ในสิ่งที่ไปชิงตัดหน้า
    ในหลวงที่เตรียมความพร้อมให้ประชาชน
    ก่อนที่จะถึงเวลา"เปลี่ยนแปลง"นั้นอย่างไร?
    ความเร่งรีบในตอนนั้นไม่มีอะไรมาก
    นอกจากอยากได้อำนาจเอาไว้เสียเองใช่ไหม?

    ที่อ้าง"ประชาชน" แต่แล้้วก็ทำ"เพื่อตัวเอง"
    ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยเห็นกันมาแล้ว
    ตั้งแต่ที่คิดว่าตัวเองเริ่มเป็นประชาธิปไตย
    มันกาก มันเศษ กิ๊กก๊อกต๊อกต๋อย ไร้ราคา
    เกินกว่าที่จะเอามารำลึกเป็นวีรชนใด
    ให้เสียเนื้อที่ในความทรงจำ
    หัวก้าวหน้า"แต่เพียงเปลือก"ที่กระจอก
    งอกง่อย ไม่ได้มี"สติปัญญา"สักเท่าไหร่
    ในการนำพาประเทศชาติให้"ทัน"ต่อ
    การเปลี่ยนแปลง

    เกือบ 80 ปีที่ผ่านมาภายใต้อำนาจ
    โดย"นักการเมือง" จะล้มลุกคลุกคลาน
    สักกี่ครั้ง ยังดูไม่ออกอีกหรือว่าเพราะอะไร
    หรือเพราะใคร 
    การเติบโตของภาคประชาชนไม่ใช่เพียง
    แค่การเรียกร้องสิทธิในการทำมาหากิน
    หรือชีวิตความเป็นอยู่ แต่เพื่อ"การตรวจสอบ"
    ตรวจสอบใครล่ะ ถ้าไม่ใช่นักการเมือง
    ที่เกี่ยวพันกับงบประมาณมหาศาล
    พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย
    มีแต่จะช่วยคิด ช่วยค้น แล้วบอกให้
    "ประหยัดสิ ประหยัดสิ"!
    แล้วเคยเห็น"สติปัญญา"ของนักการเมือง
    ในการคิดประหยัดเพื่อประเทศชาติบ้างไหม?
    มีแต่จะพาเสีย"ค่าโง่"หนักข้อขึ้นทุกที

    คนพวกนี้จะต้องรู้จัก"ฉุกคิด"บ้างว่า
    เหตุใดประชาธิปไตยที่เรียกร้องถึงไม่อาจ
    "ไปกันได้"กับหลักคุณธรรมใด!
    ไม่เคยนึกสงสัยบ้างหรือว่าประชาธิปไตย
    ของตัวทำไมมันถึงดูห่างเหินจาก"ธรรมาธิปไตย"ที่เป็นเทรนด์ของ
    "โลกใหม่"ไกลออกไปทุกที...

    สิ่งที่คนกลุ่มใหม่กระทำซ้ำ"ในวันนี้"
    ...ไม่มีอะไร
    นอกจากอยากได้"อำนาจ"นั้นไว้ใช้เสียเอง
    และการหลอกใคร"ในวันนีิ้" ก็คงไม่ง่าย
    อย่างที่คิด!

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement