กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 01:00
ทัศนะจากผู้อ่าน
ทัศนะจากผู้อ่าน

สู่การแพทย์สองมาตรฐาน บทวิพากษ์ "เมดิคัลฮับ" ในมุมมองวิชาการ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ตามที่นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะเสนอคณะรัฐมนตรีให้เห็นชอบในหลักการและอนุมัติงบประมาณ

การจัดตั้งศูนย์บริการทางการแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับสูง หรือเมดิคัลฮับ (Medical Hub) ในโรงเรียนแพทย์ต่างๆ นั้น  แนวคิดดังกล่าวมีความน่าเป็นห่วงอะไรบ้าง การตีแผ่วิพากษ์ในทางวิชาการ เพื่อประกอบการร่วมตัดสินใจของประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น 
 

ประการแรก  การเข้าถึงบริการสุขภาพเป็นสิทธิหรือสินค้า


มุมมองต่อสุขภาพมีสองขั้วใหญ่ๆ คือ


1. มุมมองด้านมนุษยนิยม  มองว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพเป็นสิทธิมนุษยชน  ทุกคนไม่ว่ารวยหรือจน บ้านอยู่กรุงหรืออยู่บนดอย เชื้อชาติศาสนาใดๆ ก็ตาม มีบัตรประชาชนหรือไม่ก็ตาม  ย่อมควรต้องมีสิทธิเสมอกันในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ รัฐต้องจัดบริการให้ดีที่สุดโดยมีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  แนวคิดนี้มองว่าการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพเป็นสิทธิมนุษยชนของทุกคน ประเทศที่เดินตามทิศทางนี้คือประเทศในยุโรป  รวมทั้งประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา


2. มุมมองด้านวัตถุนิยม  มองว่าการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพเป็นสินค้า  การไปรับบริการด้านสุขภาพเป็นเหมือนการซื้อเสื้อผ้า  บริการสุขภาพควรมีทั้งอย่างหรูสำหรับคนมีเงิน มีอย่างปานกลางสำหรับคนทำงาน และมีอย่างสังคมสงเคราะห์สำหรับคนยากคนจน  แม้ไม่มีเงินสังคมก็ควรได้รับการดูแลรักษา  แนวคิดนี้ไม่ยอมรับความเท่าเทียมเพราะความจริงโลกนี้แตกต่าง  และบริการสุขภาพก็ขายได้ เป็นสินค้าสำคัญที่สังคมต้องการ  ประเทศที่เดินตามทิศทางนี้ คือ สหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในละตินอเมริกา ซึ่งก็ได้รับอิทธิพลจากอเมริกานั่นเอง
 

คำถามแรก คือ แล้วแนวคิดเมดิคัลฮับนั้น  ยึดถืออุดมคติข้อใดในการจัดบริการเป็นสำคัญ   เห็นสุขภาพเป็นสิทธิหรือเป็นสินค้า 
 

ประการที่สอง  มุมมองเพื่อวิเคราะห์ว่าโรงพยาบาลใดเห็นสุขภาพเป็นสิทธิหรือเป็นสินค้า
ด้วยสภาพสังคมที่ซับซ้อนในปัจจุบัน  การมองว่าโรงพยาบาลของรัฐนั้นจัดบริการเพื่อประโยชน์สาธารณะนั้นไม่จริงเสมอไป  หรือจะมองว่าโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งเห็นสุขภาพเป็นสินค้าเท่านั้นก็อาจไม่ใช่  เพราะองค์กรเอกชนที่ทำเพื่อสังคมโดยไม่แสวงหากำไรก็มี
 

การเปิดเมดิคัลฮับจึงท้าทายจริยธรรมของโรงพยาบาลของรัฐนั้นๆ ว่า  จะเป็นจุดเริ่มต้นของการผันตนเองไปเป็นโรงพยาบาลที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการแสวงหากำไรและละทิ้งอุดมการณ์เพื่อสาธารณะในระยะยาวต่อไปหรือไม่
ประการที่สาม แนวคิดโรบินฮู้ด ปล้นคนรวยเพื่อช่วยคนจน แค่ไหนจึงจะพอดี
 

เหตุผลประการสำคัญที่สมควรสร้างให้มี เมดิคัลฮับนั้น  ก็เป็นไปเพื่อการเก็บเงินจากคนรวยคนต่างชาติที่มีอันจะจ่ายมาใช้ในการช่วยเหลือคนจน หรือแนวคิดแบบโรบินฮู้ดนั่นเอง  ซึ่งโดยพื้นฐานเป็นแนวคิดที่น่าชื่นชม   ศ.นพ. Jean-Pierre Unger แห่งสถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนประเทศเบลเยียม ได้กล่าวไว้ว่า การหารายได้ของโรงพยาบาลแบบโรบินฮู้ดเพื่อนำมาพัฒนาโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่ดี จำเป็นและทำได้ แต่ต้องยืนบนหลักการสำคัญสองประการให้มั่นคง กล่าวคือ
 

1. การหารายได้จากบริการนั้นๆ ต้องไม่ทำให้เกิดสองมาตรฐานในการให้บริการทางการแพทย์ คือ มาตรฐานคนรวยอย่างสูง มาตรฐานคนจนอย่างต่ำ ซึ่งขัดต่อจริยธรรมและจรรยาบรรณทางการแพทย์
 

2. ค่าบริการที่เก็บนั้นต้องเก็บให้สูงให้มีกำไรมากพอที่จะนำส่วนเกินไปช่วยคนจนได้จริง  ไม่ใช่เพียงเพื่อพอจ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าวัสดุและค่าตอบแทนแพทย์เท่านั้น หากไม่มีส่วนเหลือมากพอที่จะนำมาใช้เพื่อเกื้อกูลคนจนตามความตั้งใจเดิม  ก็ไม่รู้จะจัดบริการนั้นไปทำไม  ให้เอาแรงเอาทรัพยากรไปทำอย่างอื่นดีกว่า
 

จากสองหลักการนี้  รูปแบบของวิธีการแบบโรบินฮู้ดที่ดีที่สุดที่ปฏิบัติกันมาในทุกโรงพยาบาล ก็คือ  การจัดบริการห้องพิเศษแก่คนที่พอจะจ่ายได้นั่นเอง  โดยที่มาตรฐานการรักษาพยาบาลไม่แตกต่างจากเตียงสามัญ  ต่างกันแต่ความสะดวกสบายของสิ่งอำนวยความสะดวกเท่านั้น และรายได้นั้นนำมาจัดบริการเพื่อช่วยเหลือคนจนต่อไป  ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมและจริยธรรมทางการแพทย์ยอมรับได้
 

คำถามคือ  แล้วเมดิคัลฮับ จะทำให้เกิดสองมาตรฐานในโรงพยาบาลนั้นๆ หรือไม่   หากมีเมดิคัลฮับแล้ว จริงหรือไม่ที่จะทำให้คนต่างชาติหรือคนมีฐานะได้แซงคิวผ่าตัดก่อน  มียาสองบัญชี มีแนวทางการรักษาโรคตามความสามารถในการจ่ายเงิน มีเครื่องมือราคาแพงที่คนไม่จ่ายเงินพิเศษไม่มีสิทธิได้บริการ หรือคนไทยได้ตรวจกับนักเรียนแพทย์หรือแพทย์ฝึกหัด แต่ฝรั่งได้ตรวจกับอาจารย์แพทย์ฝีมือดี  แพทย์มือดีก็มีแค่สองมือมีเวลาแค่ 24 ชั่วโมง เช่นนี้แล้วคนไทยที่ไม่รวยจริงจะได้ตรวจกับใคร หากเกิดสองมาตรฐานเช่นนี้ ก็ถือว่าผิดหลักจริยธรรมทางการแพทย์ เนื่องจากเมดิคัลฮับนั้นเป็นแนวคิดที่ตามก้นอเมริกา จึงมีแนวโน้มอย่างยิ่งที่จะเกิดสองมาตรฐานเช่นนี้ในโรงพยาบาล
 

ประการที่สี่  การเอาเมดิคัลฮับไปตั้งในโรงเรียนแพทย์ ส่งผลดีผลเสียต่อการผลิตแพทย์อย่างไร
 

โรงเรียนแพทย์คือหัวใจห้องสำคัญของระบบบริการสุขภาพ เพราะมีหน้าที่ในการผลิตแพทย์ออกมาทำหน้าที่เป็นหมอที่ดีของสังคม มีจริยธรรม มีความรู้ มีเหตุผล มีความรับผิดชอบ เข้าใจสภาพสังคมและที่สำคัญ คือ มีความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทุ่มเทให้เขาทุกคนพ้นจากความเจ็บป่วยไม่ว่ารวยหรือจน แต่เมดิคัลฮับมีแนวโน้มที่จะเน้นรักษาคนต่างชาติและคนรวยเป็นสำคัญ  การสั่งตรวจเกินจำเป็นเกินมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อการหารายได้และตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยทั้งๆ ที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เป็นปกติของการแพทย์ที่เห็นสุขภาพเป็นสินค้า การมีสองมาตรฐานในการรักษา 
 

รวมทั้งการที่นักศึกษาจะได้เห็นวิถีแห่งแพทย์พาณิชย์ตลอด 6 ปีในโรงเรียนแพทย์ เช่นนี้แล้วจะสามารถสอนแพทย์ให้มีจริยธรรม มีความมีเหตุมีผล มีความเสียสละ มีอุดมคติในการรับใช้สังคมได้อย่างไร
 

หากจะตั้งเมดิคัลฮับเพื่อการหารายได้เข้าประเทศจริงๆ  เราหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วจริงๆ  ทรัพยากรด้านการบริการสุขภาพมีเหลือเฟือแล้วจริงๆ  ก็ควรตั้งโรงพยาบาลพิเศษขึ้นมาเพื่อการนี้  แล้วจัดบริการแข่งกับเอกชน แต่ต้องไม่ไปตั้งในโรงเรียนแพทย์ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการสอนแพทย์ให้มีอุดมคติของการดูแลผู้ป่วยโดยไม่แบ่งแยก  การเรียนรู้ด้วยการซึมซาบในวิถีแห่งแพทย์พาณิชย์ที่ซึมลึกเข้าสู่โรงเรียนแพทย์แล้วนั้น คือหายนะที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งของระบบแพทยศาสตร์ศึกษาในปัจจุบัน
บทสรุปของเมดิคัลฮับ  คือ การแปรรูปโรงพยาบาลไทยสู่การเป็นสองมาตรฐาน
 

จากบทวิเคราะห์ทั้ง 4 ประการ  น่าจะพอเห็นชัดเจนว่า  เมดิคัลฮับยืนในมุมที่เห็นสุขภาพเป็นสินค้าที่ขายได้ทำกำไรได้  เมดิคัลฮับมีแนวโน้มที่จะนำพาโรงพยาบาลของรัฐที่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะไปสู่การเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่มุ่งแสวงหาผลกำไรในอนาคต   เมดิคัลฮับจะทำให้เกิดระบบบริการสองมาตรฐานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  และเมดิคัลฮับในโรงเรียนแพทย์จะทำให้วิถีแห่งแพทย์พาณิชย์ซึมลึกสู่นักศึกษาแพทย์จนสูญเสียอัตลักษณ์และอุดมคติของการเป็นแพทย์ที่ดี  ทั้งนี้ ยังไม่ได้นับรวมถึงปัญหาผลข้างเคียงที่จะตามมาจากปัญหาสมองไหลกลับจากชนบทสู่เมือง ปัญหาความเหลื่อมล้ำจากการเข้าถึงบริการที่กระจุกตัวในเมืองใหญ่ ปัญหาการเสียดุลการค้าจากการนำเข้าเทคโนโลยีราคาแพงที่ไม่สมเหตุผลทางการแพทย์ เป็นต้น
 

หากเราไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้า หรือ ปตท.  และไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปมหาวิทยาลัยของรัฐ  ก็ไม่เห็นว่ามีเหตุผลใดที่ควรจะเห็นด้วยกับการแปรรูปโรงพยาบาลของรัฐหรือโรงเรียนแพทย์ของรัฐในนามของ เมดิคัลฮับ เพราะเป็นตรรกะอันเดียวกัน
  

หากคนไทยจะมุ่งหวังให้สุขภาพไม่ใช่สินค้า ไม่ต้องการการแพทย์สองมาตรฐาน ประเทศไทยก็ต้องหยุดนโยบายในการสนับสนุนให้โรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลต่างๆ เป็นเมดิคัลฮับโดยทันที   เพราะหากก้าวพลาดไปอีก แล้วจะกู่ไม่กลับ วันนี้ยังไม่สายจนเกินไป

 

Tags : นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Saman Nantawong

    อีกมุมมองหนึ่ง ก่อนให้โรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลต่างๆ เป็น"เมดิคัลฮับ" ภาครัฐควรคิดยกระดับการบริการ การรักษาพยาบาลโรงพยาบาลของรัฐให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งยกระดับโรงพยาบาลในชนบทให้เท่าเทียมกับโรงพยาบาลในเมืองด้วย ส่วนที่ว่า "คนรวย" จะไปใช้บริการที่โรงพยาบาลไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ภาครัฐต้องจัดการ สิ่งที่สำคัญที่ภาครัฐต้องจัดการ คือให้ "คนจน" ได้รับบริการทางการแพทย์ที่ดีขึ้นกวาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันต่างหาก

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement