เป็นแนวคิดของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องการจัดให้มีคณะรัฐมนตรีสัญจร หรือ ครม.สัญจร เป็นกลวิธีบริหารอย่างหนึ่ง
ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย เนื่องเพราะเป็นแนวทาง และวิธีการที่หนุนให้ผู้บริหารระดับประเทศ ทั้งนายกรัฐมนตรีเอง และบรรดารัฐมนตรี มีโอกาสลงพื้นที่พร้อมๆ กัน เพื่อพบปะ สัมผัสสัมพันธ์พูดคุยกับประชาชน ร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพิจารณาตัดสินใจโครงการต่างๆ ที่เป็นความต้องการของจังหวัด นอกจากการประชุม ครม.ปกติ ซึ่งต้องขอชื่นชมในเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่ดีของนายกรัฐมนตรี นอกจากมุมมองบริหารแล้ว ในมุมมองประชาสัมพันธ์ (PR) ก็ถือว่า มีความเหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สอดรับกับนโยบาย สร้างสุข สลายทุกข์ โดยผู้เขียนมองว่า ครม.สัญจร เป็นกลวิธีการประชาสัมพันธ์อย่างหนึ่ง ทำอย่างไรให้ ครม.สัญจรแล้วได้มูลค่าเพิ่ม ก็น่าสนใจไม่น้อย เป็นสิ่งที่ผู้เขียนอยากนำเสนอ มีส่วนร่วม หวังสะท้อนมุมมองหรือข้อคิดเห็น ถ้าทำได้ จะส่งผลดีต่อทั้ง ครม.และประชาชน หากทำอยู่แล้ว ก็เป็นการช่วยเติมเต็มในสิ่งที่ขาด หรือยังมีช่องโหว่ ผู้อ่าน หรือผู้เกี่ยวข้องอาจเห็นต่าง เห็นแย้ง หรือเห็นเพิ่มจากผู้เขียน ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยกันสร้างพลังความคิดให้สังคม อย่างน้อยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน มากกว่านั้นอาจเป็นแนวทางให้ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ผู้สนใจนำไปพิจารณาประยุกต์ใช้ หรือปรับปรุง ปรับแต่ง เพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร กลวิธีการประชาสัมพันธ์ที่ดีนั้น เริ่มจากการพบปะ พูดคุย และรับฟัง รับรู้รับทราบทุกข์สุข เอาใจเขามาใส่ใจเรา ยิ่งฟัง ยิ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ความต้องการ สารทุกข์สุกดิบ ความยากเข็ญ ความยากไร้ ความขาดแคลน ฯลฯ ทำให้รู้ว่า ประชาชนเดือดร้อนเรื่องอะไร จะตอบสนองความต้องการของเขาอย่างไร จะริเริ่มโครงการอะไรได้บ้าง หรือปรับนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างไร ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากทำได้ ก็เป็นรัฐบาลในดวงใจ ยิ่งไปพบปะ ไปสัมผัสสัมพันธ์พร้อมๆ กัน ยิ่งได้เปรียบ อาทิเช่น ทำให้การตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องแม่นยำ หรือนำไปสู่การกำหนดเป็นนโยบายรัฐบาลง่ายขึ้น เพราะโจทย์ชัด ฯลฯ ครม.สัญจรครั้งแรกผ่านไปเมื่อมกราคม ที่ จ.เชียงใหม่ ครั้งที่ 2 จะจัดที่ จ.อุดรธานี ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ และมีกำหนดการจัดต่อเนื่องไปอีก ทุกเดือนๆ ละครั้ง นั่นหมายถึง ครม.จะได้มีโอกาสใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็จะมีโอกาสใกล้ชิด ครม. เช่นกัน เป็นกุศโลบายของท่านนายกรัฐมนตรีที่อาศัยทั้งกลไกการบริหารควบคู่กลไกการประชาสัมพันธ์ขับเคลื่อน ครม.ยุคใหม่ สัญจรลงพื้นที่ไม่แค่จังหวัด เข้าให้ถึงระดับอำเภอ ระดับตำบล ระดับหมู่บ้าน จะได้มูลค่าเพิ่ม นอกจากประชุมปกติ แบ่งเวลาสักช่วง เพื่อฟังนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถือเป็นโครงสร้างฐานรากของประเทศ โดยเฉพาะหมู่บ้านยังมีความอ่อนแอ ใครเข้าไม่ค่อยถึง ห่างไกล กันดาร ชาวบ้านอยู่กันไปวันๆ ถ้าหน่วยย่อยๆ ยังอ่อนแอ ภาพใหญ่ประเทศจะแข็งแกร่งได้อย่างไร จะได้ข้อมูลที่เป็นมูลค่าเพิ่มทางการบริหาร และนำไปสู่ไอเดียใหม่ๆ ในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านต่างๆ ฐานรากเข้มแข็ง ประเทศก็มั่นคง ทั้งนายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้านจะมีส่วนช่วยได้มาก เพราะรู้ปัญหา ความต้องการในพื้นที่ดีที่สุด รัฐบาลยิ่งลักษณ์ น่าจะชูจุดเด่นด้านการเข้าถึงอำเภอ ตำบลหมู่บ้าน และนำมาสร้างแบรนด์รัฐบาลไปเลย บางทีผู้บริหารประเทศ ก็เดินทางไปต่างประเทศกันบ่อย พบเห็นอะไรทั่วโลก แล้วก็นำมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศมั่งคั่ง ซึ่งเป็นสิ่งดี หากวันนี้ เดินทางไปอำเภอ ตำบล หมู่บ้านบ้าง ก็จะดียิ่งขึ้น เชื่อว่า มีอะไรให้ค้นหา และพัฒนาต่อยอดที่สร้างสรรค์อีกเยอะ ที่สำคัญ ตอบโจทย์ โดนใจประชาชน เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นวิถีดำรงชีวิตที่ได้รับการเหลียวแล สร้างสุข สลายทุกข์ วันนี้ ภูธร ท้องถิ่นห่างไกล ขาด 2 อย่าง คือ 1. ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินชีวิต 2. ขาดโอกาสในการเข้าถึง เขาอยากบอกนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำประเทศของเขา แต่ไม่มีโอกาส เหมาะสมแล้วที่ท่านนายกรัฐมนตรีจัด ครม.สัญจรต่อเนื่อง เท่ากับสร้างโอกาสในการเข้าถึง จากนี้ ครม.สัญจร ต้องเป็น คณะรัฐมนตรีรับรู้ปัญหาระดับหมู่บ้านตำบลและกำหนดแนวทางการแก้ไข รับรู้แล้วหาทางออกเร็ว เร่งสร้างสุข สลายทุกข์ให้ชาวบ้าน ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พี่น้องประชาชน และชาวชนบทมีคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้เขารู้สึกว่า เป็นรัฐบาลที่พึ่งพาได้ จริงใจ เด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาเพื่อประชาชนตามที่หาเสียงไว้ ยกตัวอย่างง่ายๆ บางหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ เป็นไปได้อย่างไร ฟังข้อมูลจากผู้ใหญ่บ้านแล้ว ครม.สัญจรต้องสั่งการ ทำทันที สั่งวันนี้ อีก 3 วันไฟฟ้าเข้าถึง ปล่อยเป็นหมู่บ้านโลกลืมได้อย่างไร ทำอย่างนี้ได้ ก็ได้มูลค่าเพิ่ม ถ้า ครม. สั่งการ ทุกอย่างก็จบ ทุกฝ่ายแฮปปี้ ฝ่ายปฏิบัติก็พร้อมดำเนินการ ชาวบ้านมีไฟใช้ มีความสุข อันที่จริงข้าราชการหน่วยงานในพื้นที่ก็อยากให้ไฟฟ้าเข้าถึงทุกหมู่บ้าน แต่เกินกำลังที่จะทำให้เร็วได้ เนื่องจากระเบียบขั้นตอนราชการที่มีอยู่ ซึ่งก็น่าเห็นใจ งานเอกสารก็ทำไป ขอเอาแสงสว่างไปให้ประชาชนก่อน ค่ำคืนจะได้ไม่ต้องลำบากลำบน และเชื่อว่า ไม่มีใครว่า ถ้ามีใครว่า ใครคนนั้นก็ลองไม่มีไฟฟ้าใช้สักคืนสิ เอาแค่ว่าไฟฟ้าดับ 10 นาทีก็พอ ถึงบอกว่า วันนี้ต้องให้ ครม.สัญจร เป็นคณะรัฐมนตรีรับรู้ปัญหาระดับหมู่บ้านตำบลและกำหนดแนวทางการแก้ไข ทั้งนำไปกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยไฟฟ้าสว่างทุกหมู่บ้านทั่วไทย การเข้าถึงปัญหาหนึ่ง ของหมู่บ้านหนึ่ง เป็นโมเดลไปถึงทุกหมู่บ้าน ทุกจังหวัด ท้ายสุดประเทศแข็งแกร่ง รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ด้วย นำพาทุกเรื่อง และทำในแนวทางนี้ จึงจะได้ขึ้นชื่อว่า เป็น ครม.ยุคใหม่ที่สร้างโอกาสให้ประชาชนอย่างแท้จริง ชีวิตคนภูธร ท้องถิ่น ชาวบ้านห่างไกลนั้นน่าเห็นใจและสงสารยิ่ง อะไรที่ช่วยได้ต้องช่วย เป็นรัฐบาลมีทั้งโอกาส และงบประมาณ ไม่ช่วยกันยามนี้จะไปช่วยกันยามไหน ไม่สร้างคะแนน (ผลงาน) ตอนนี้ จะไปสร้างตอนไหน ในทางตรงข้าม หมู่บ้านตำบล ก็ไม่ได้มีแต่ที่เป็นปัญหา มีที่เป็นจุดแข็ง จุดเด่น เช่น ธุรกิจเอสเอ็มอีจากสินค้าเกษตร สินค้าพื้นเมืองหลายแห่งมีศักยภาพ ฯลฯ หากฟังจากนายอำเภอกำนันผู้ใหญ่บ้าน ครม.สัญจรก็นำพา อาจสั่งการให้ส่งเสริมให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น หนุนส่งให้ก้าวสู่ระดับจังหวัด หรือส่งออกต่างประเทศ กระทั่งประสบความสำเร็จ รายได้ไหลเข้าหมู่บ้าน เศรษฐกิจชุมชนคึกคัก เงินทองในกระเป๋าเพิ่มขึ้น ผู้คนก็มีความสุข อภิมหาโปรเจค งานโครงการต่างๆ ของ ครม.ก็ทำไป แต่เพิ่มโอกาสให้ชาวชนบทบ้าง ด้วยการแก้ไขปัญหา สนองความต้องการของประชาชน หนุนสร้างอาชีพ โปรเจคใหม่ๆ ไปสู่อำเภอ ตำบลหมู่บ้านตามความจำเป็นและเหมาะสม แล้วแต่กรณี อยากให้ประชาชนในพื้นที่เห็นความหวังว่า ครม.สัญจรไปที่ใด ก็สร้างสุข สลายทุกข์ให้ที่นั่น และเป็นโมเดลไปยังจังหวัดอื่นๆ เพื่อภาพรวมประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง จะได้มูลค่าเพิ่มแค่ไหน ขึ้นกับการออกแบบ ครม.สัญจรในแต่ละครั้งTags : ไพศาล อินทสิงห์

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น