กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 21:58
ทัศนะจากผู้อ่าน
ทัศนะจากผู้อ่าน

วิกฤต 4 ศพชายแดนใต้ โอกาส"ยิ่งลักษณ์"ในการแก้ปัญหา

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ ขอความสันติ ความจำเริญแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

หลังจากทหารพรานปฏิบัติการพลาดที่ชายแดนใต้เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยได้ยิงรถกระบะชาวบ้านที่กำลังเดินทางไปร่วมละหมาดศพ จนเป็นเหตุให้คนแก่และเยาวชนที่โดยสารในรถยนต์คันดังกล่าวเสียชีวิต 4 ราย และได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ที่หมู่ 1  ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี 

หลังจากชาวบ้านเสียชีวิตเพียงวันเดียวมีแถลงการณ์จากผู้ใหญ่ในกองทัพและคนของรัฐบาลจนหนังสือพิมพ์กระแสหลักจากส่วนกลางพาดหัวตัวโตว่าผู้ตายเป็นแนวร่วมบ้าง โจรใต้บ้าง ถึงแม้ในวันต่อมาบุคคลต่างๆ จะออกมาขอโทษ ซึ่งการสัมภาษณ์ในเชิงลบแบบนี้จะมีตลอดไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลเช่นเหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ ไอร์ปาแย และอื่นๆ

หากจะนับความผิดพลาดของหน่วยงานความมั่นคงโดยเฉพาะทหารพรานจากคดีต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งชาวบ้านค้างคาใจและรู้สึกไม่ดีตลอดสำหรับทหารพรานมีหลายเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์กำลังทหารพรานจากกรมทหารพรานที่ 44 (ทพ.44) เข้าตรวจค้นจับกุมกลุ่มวัยรุ่นและชายฉกรรจ์โดยถูกกล่าวหากำลังเสพยาเสพติดในท้องที่บ้านปาตาบาระ หมู่ 1 ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 2 คน เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค.2552 และกองร้อยทหารพรานที่ 4302 และ 4306  ยิง นายหะซัน มามะ อายุ 16 ปี และ นายอับดุลลอฮ์ แวเยะ เสียชีวิต เมื่อค่ำวันที่ 18 เม.ย.2554 ในท้องที่ ต.ปุโลปะโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยฝ่ายทหารอ้างว่าวัยรุ่นทั้ง 2 คนเป็นคนร้าย (โปรดดูข้อมูลในสถาบันข่าวอิศรา)

อีกทั้งทหารถูกกล่าวหาซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น คดีอิหม่ามยะผา กาเซ็ง อัซฮารี สะมะแอ และอุสตาซอมีนุดดีน กะจิ 

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ซึ่งเป็นความผิดพลาดครั้งล่าสุดจากหลายครั้ง อาจจะนำไปสู่การเพิ่มดีกรีความไม่พอใจจากประชาชนมุสลิมให้มีการการถอนทหารออกนอกพื้นที่ เหมือนที่เกิดขึ้นในฟิลิปินส์กรณีทหารสหรัฐอเมริกา และสร้างความชอบธรรมมากขึ้นให้กับเครือข่ายภาคประชาสังคมในการต่อต้านกฎหมายพิเศษ เพราะการคงทหารกว่าหกหมื่นนายพร้อมหมดงบประมาณเป็นพันล้านยังไม่สามารถสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนโดยเฉพาะชุมชนมุสลิมอย่างแท้จริง

นายกริยา มูซอ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาสังคมคัดค้านพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เปิดเผยผ่าน facebook และสื่อต่างๆ ว่า ในวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 เครือข่ายประชาสังคมคัดค้านพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มองค์กรต่างๆ รวม 17 กลุ่ม นัดประชุมหารือครั้งใหญ่เพื่อวางแผนขับเคลื่อนกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐรับผิดชอบเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อมกับเดินหน้ารณรงค์ให้ยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เนื่องจากเห็นว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และในมาตรา 17 แห่งพระราชกำหนดนี้ เปรียบเสมือนใบอนุญาตฆ่าชาวบ้าน เพราะ พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 

ข้อคลางใจของชาวบ้านและสื่อออนไลน์เฟซบุ๊คของชุมชนมุสลิมอีกอย่างน้อยสองข้อ คือ หนึ่งการให้สัมภาษณ์จากฝ่ายความมั่นคงว่าพบอาวุธปืนในรถชาวบ้านซึ่งจะมีหลักประกันใดในการตรวจข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังที่ศูนย์ทนายความมุสลิมได้ชี้แจงว่า "อยากให้รัฐชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนที่พบในรถยนต์มีที่มาอย่างไร ของใคร ถ้าผลการตรวจสอบออกมาว่าอาวุธปืนดังกล่าวไม่ใช่ของชาวบ้าน แสดงว่าเจ้าหน้าที่มีความตั้งใจสร้างหลักฐานเท็จ"

สองการที่กลุ่มทหารพรานที่ก่อเหตุได้ตะโกนว่า “ยิงให้ตายให้หมด”  ซึ่งคำกล่าวดังกล่าวก็ไม่สามารถกล่าวได้ถึงแม้จะเป็นข้าศึกฝ่ายตรงข้าม เพราะผิดจรรยาบรรณในการทำสงคราม ( โปรดดูคำสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิต ใน http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9550000015205

ที่น่าตลกคือการเปลี่ยนชุดทหารพรานชุดใหม่พร้อมผ้าพันคอสีชมพูกำลังเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อออนไลน์ชายแดนใต้ไม่ว่าเฟซบุคหรือทวิตเตอร์ ว่าหน่วยความมั่นคงใช้อะไรคิด หรือคิดได้แค่นี้หรือในการแก้ปัญหาข้อเรียกร้องของชาวบ้าน

ท้ายนี้ผู้เขียนขอแสดงความเสียใจต่อญาติของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวและอื่นๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และเรียกร้องให้รัฐให้ความยุติธรรมในเชิงปฏิบัติกับทุกฝ่าย

เพราะความอธรรมที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของรัฐเอง คือกระสุนที่ยิงเข้าหัวใจประชาชนที่รัฐมองไม่เห็น และสิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังให้องค์กรต่างๆ ของภาคประชาชนโดยเฉพาะสื่อภาคพลเมืองชายแดนใต้รวมตัวกันสะท้อน ถึงแม้จะเป็นเป็นสื่อเล็กๆ ในการนำเสนอสิ่งที่สื่อกระแสหลักไม่ค่อยนำเสนอ นั่นก็คือการเรียกร้องความเป็นธรรมกับประชาชนจังหวัดชายแดนใต้ที่ถูกทำร้ายโดยฝ่ายรัฐ 

ที่สำคัญผู้นำรัฐและผู้บังคับบัญชาควรมีสปิริตมากกว่าคำว่าเสียใจ เยียวยา เพราะพูดตลอดว่าทหารพรานปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ ตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่งไว้

คำว่า สปิริต หรือ ภาษาอังกฤษว่า Spirit ซึ่งหมายถึง จิตใจ วิญญาณ หัวใจ อารมณ์ ความเด็ดเดี่ยว การแสดงความรับผิดชอบ การยอมรับการกระทำ รวมถึงการตัดสินใจเพื่อแสดงจุดยืน ความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดจากการกระทำ หรือแม้แต่ยังไม่ผิดพลาด แต่เป็นที่ติดใจสงสัย หากเป็นไปได้นายกรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ต้องรีบแก้ไขโดยลงเข้าพบชาวบ้านด้วยตนเอง และไม่ปล่อยวางให้กองทัพมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ปัญหา

นายกรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น่าจะฉวยโอกาสในครั้งนี้แสดงศักยภาพโดยใช้การเมืองนำการทหาร และใช้ข้อได้เปรียบในความเป็นผู้หญิงเข้าพบชาวบ้าน ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิที่เกินร้อยในปัจจุบันดับลงได้บ้าง พร้อมทั้งร่วมประชุมปรึกษาหารือกับองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ในพื้นที่โดยใช้สภาประชาสังคมเป็นสื่อกลางในการขับเคลื่อนร่วมสภาทีปรึกษาศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

Tags : 4 ปัตตานี

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement