กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 28 กรกฎาคม 2553 02:00
ทัศนะจากผู้อ่าน
ทัศนะจากผู้อ่าน

ปฏิรูป : ใกล้เกลือกินด่าง

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

การปฏิรูปประเทศไทยเป็นเรื่องเพ้อฝันหรือ

การปฏิรูปประเทศไทย คือ การเปลี่ยนโลกทัศน์และแนวทางปฏิพัทธ์ระหว่างประชาชนทั่วประเทศ นับได้ว่าเป็นงานที่ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะในการเปลี่ยนค่านิยมที่เน้น "การมี" หรือ "การครอบครองวัตถุเงินทอง" สู่ค่านิยมที่เน้น "การเป็นอยู่" หรือ "ประสบการณ์ที่เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" เพื่อให้หลุดพ้นจากความล่มจมหายนะทางจิตใจและเศรษฐกิจ
 

ดร.อิริค ฟรอม์ม นักจิตวิเคราะห์เรืองนาม ผู้ได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาในบั้นปลายชีวิต ชี้แนะไว้ว่า เราจะสามารถปฏิรูปตัวเองได้สำเร็จ หากมี "ภาวะจิต" สี่ข้อต่อไปนี้ คือ หนึ่ง เราเป็นทุกข์และรู้ตัวว่าเป็นทุกข์ สอง รู้สาเหตุแห่งทุกข์ สาม มองเห็นการหลุดพ้นจากทุกข์ สี่ ปฏิบัติตามบรรทัดฐานปกติสำหรับใช้ชีวิต และเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มีอยู่ โดยระบุว่า เป็นขั้นตอนภาวะจิตที่ตรงกับอริยสัจสี่ในพระพุทธศาสนา
 

แม้กระทั่ง คาร์ล มาร์กซ นักปราชญ์ นักเศรษฐศาสตร์ และนักทฤษฎีสังคม ผู้นิยมใช้ข้อขัดแย้งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง ดร.ฟรอม์มมีข้อท้วงติงอยู่มาก ก็ยังดำเนินตามขั้นตอนภาวะจิตที่ตรงกับอริยสัจสี่ด้วย คือ
 

หนึ่ง มาร์กซชี้ให้ชนชั้นกรรมาชีพมองเห็นความทุกข์ยากของตัวเองและมายาคติที่อำพรางทุกข์นั้น สอง ชี้ให้เห็นสาเหตุแห่งทุกข์ โดยบ่งบอกว่ามาจากทุนนิยม ความโลภ ความเห็นแก่ได้ และความนิยมพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งทุนนิยมก่อไว้ ข้อสองนี้ คือ หัวหอกของแนวคิดและการวิเคราะห์เศรษฐกิจทุนนิยมของมาร์กซ สาม ความทุกข์จะหลุดพ้นไปหากสาเหตุของความทุกข์ถูกขจัดสิ้นไป สี่ มาร์กซชี้ให้เห็นวิถีชีวิตแบบใหม่และระบบสังคมใหม่ ซึ่งปลอดจากทุกข์ที่ทุนนิยมก่อไว้
 

ดร. ซิกมันด์ ฟรอยด์ จิตแพทย์เรืองนาม ผู้บุกเบิกการศึกษาจิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึก ด้วยการฟังความในใจกับความฝันของคนไข้ แล้วนำมาตีความ ซึ่ง ดร.ฟรอม์มมีข้อท้วงติงอยู่เช่นกัน ก็มีวิธีเยียวยาเชิงอริยสัจสี่ คือ
 

หนึ่ง เมื่อคนไข้เป็นทุกข์ ก็ไปพบจิตแพทย์ สอง จิตแพทย์หรือนักจิตวิเคราะห์ทำหน้าที่ชี้แนะคนไข้ให้มองเห็นสาเหตุแห่งทุกข์ ละทิ้งมายาคติที่ก่อให้เกิดทุกข์ และเรียนรู้องค์ประกอบของความทุกข์ สาม เมื่อคนไข้มองเห็นการสิ้นสุดของทุกข์มาจากการขจัดสาเหตุ การเยียวยาก็สิ้นสุดลง เพราะถือเป็นหน้าที่ของคนไข้ที่จะต้องช่วยตัวเองต่อไป
 

ทว่า ดร.ฟรอม์มท้วงติงว่า ขั้นที่สี่ก็ยังต้องมีอยู่ เพราะคนไข้ในบางกรณีอาจไม่รู้มรรควิธีพ้นทุกข์ อย่างรายที่เป็นหญิงประสบทุกข์หนัก โดยมีสาเหตุมาจากการพึ่งพาบิดาตนมากเกินไป แม้จะรู้สาเหตุ แต่เธอก็ไม่รู้มรรควิธีแก้ไขที่มีผลดี ซึ่งได้แก่การปฏิรูปวิถีชีวิตเสียใหม่ คือ ย้ายตนออกจากบ้านบิดา ไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากบิดา ยอมทนความเจ็บปวดยากลำบากจากการพยายามเป็นอิสระจากบิดา ฯลฯ ฟรอม์มย้ำว่า รู้สาเหตุอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้มรรควิธีที่ถูกต้องด้วย (ในพุทธระบุมรรคมีองค์แปด)
 

นอกจาก "ภาวะจิต" ที่จำเป็นดังกล่าวแล้ว เรายังต้องลงมือปฏิรูปตัวเองให้มีโลกทัศน์และแนวทางปฏิพัทธ์ที่เป็นคุณต่อกัน ซึ่ง ดร.ฟรอม์มเสนอแนะไว้โดยสังเขป ดังนี้
 

เต็มใจยกเลิกวิถีชีวิตที่มุ่งสู่ "การมี" หรือ "การครอบครองวัตถุเงินทอง" เพื่อหันเข้าสู่วิถีชีวิตของ "การเป็นอยู่" หรือ "ประสบการณ์ที่เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" (เพื่อประสบความสุขอันแท้จริง)
 

มีสัมมาสติอยู่เสมอ
 

มีความสุขจากการให้และแบ่งปันกัน (ด้วยสติปัญญา) มิใช่จากการกักตุนหรือเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
 

พยายามลดละเลิกโลภ โกรธ หลง อย่างสุดความสามารถ
 

ใช้ชีวิตโดยไม่บูชาเงินทอง วัตถุปั้นแต่ง ภาพวาด ตลอดจนกฎเหล็ก แล้วอยู่อย่างปราศจากมายาคติ ซึ่งทำได้ไม่ยาก เพราะได้เข้าถึงภาวะที่อยู่เหนือมายาคติแล้ว
 

สลัดความรู้สึกหลงรักตัวเองออก และยอมรับข้อจำกัด/ความไม่สมบูรณ์แบบอันน่าสลดใจของ "คน"
 

ไม่ฉ้อโกงใคร แต่ไม่ยอมให้ใครฉ้อโกง คือ ไร้เดียงสาแต่ไม่อ่อนหัด
 

รู้จักตัวเอง ไม่เพียงในส่วนที่รู้อยู่เท่านั้น แต่ต้องรู้จริงในส่วนที่ตนยังไม่รู้จัก หรือรู้เพียงเลาๆ เท่านั้น
 

มองว่าตนมีความเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งมีชีวิตทั้งปวง จะได้ไม่มุ่งมั่นยึดครองทำลายล้างธรรมชาติ แต่จะพยายามเข้าใจและอยู่ในธรรมชาติ
 

เสรีภาพมิใช่เป็นการตามใจตน แต่เป็น "การเป็นตัวของตัวเอง" มิใช่การหล่อเลี้ยงกิเลสตัณหา แต่เป็นความสมดุลระหว่างการเติบโตกับการเสื่อมสลาย หรือความเป็นกับความตาย
 

ความชั่วร้ายและการทำลายล้าง คือ ผลที่จักต้องเกิดจากเหตุแห่งการเจริญเติบโต ที่ประสบปัญหา
 

ความสุข คือ การใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าชะตาชีวิตจะเป็นอย่างไร เพราะการใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมเท่าที่ตนทำได้โดยชอบ จะเสริมสร้างความพึงพอใจที่จะทำให้หมดห่วงว่าตนจะได้หรือไม่ได้อะไรก็ตาม (มีความพอเพียง)
 

ทั้งนี้ เป็นโลกทัศน์และแนวทางปฏิพัทธ์ของ "ผู้เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" "ผู้ให้" "ผู้นิยมประสบการณ์ที่เป็นคุณ" หรือ "สาวกลัทธิสัตว์ประเสริฐ" ที่เสริมสร้างขึ้นมาได้ตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาทั้งหลาย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ "ผู้ไม่เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" "ผู้รับ" "ผู้นิยมการครอบครองวัตถุเงินทอง" หรือ "สาวกลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" ซึ่งถูกมายาคติครอบงำอยู่โดยมิรู้ตัว เสมือนบัวใต้น้ำ
 

เห็นได้ว่า ในการปฏิรูปนั้น เราไม่จำเป็นต้องหันไปที่เมืองนอก เพื่อสรรหาวิชาการล้ำยุค ซึ่งอุดมด้วยถ้อยคำเลอเลิศ ออกเสียงฟุตฟิตฟอไฟไอเลิฟยู เพราะเรามี "พระพุทธศาสนา" ซึ่งอยู่คู่บ้านคู่เมืองด้วยความเจริญสุขมา 700 ปี และเป็นโครงสร้างปฏิรูปของนักจิตวิทยาโด่งดังระดับโลก ขอเพียงให้เป็น "พระพุทธศาสนา" มิใช่ "พุทธพาณิชย์" ซึ่งมีอยู่ดาษดื่นน่าสลดใจยิ่ง
 

เมื่อเรามีพระพุทธศาสนา โลกทัศน์กับแนวทางปฏิพัทธ์ดังกล่าว และมี "ศีลธรรม" ที่บันทึกอยู่ในรหัสพันธุกรรม ดังผลการวิจัยมากมายทางจิตวิทยา เราย่อมมีพลังและคุณสมบัติมากพอที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูป อันจะเป็นแบบอย่างต่อชาวโลก
 

หากใครมองว่าการปฏิรูปประเทศไทย คือ ความฝันลมๆ แล้งๆ ก็ขอให้ศึกษาชีวประวัติของบุคคลที่ไม่ยอมรับ "ความเป็นไปไม่ได้" อย่าง "แมเรียน แอนเดอร์สัน" นักร้องหญิงผิวสีดำอเมริกัน เจ้าของเสียงท่อนต่ำสุดมหาเสน่ห์ที่หนักแน่นนุ่มนวลดุจกำมะหยี่ ขนาดวาทยกรชื่อดัง อาร์ตูโร ทอสกานีนี่ ยังชื่นชมว่า เป็นเสียงไพเราะจับใจที่หาฟังได้ในรอบ 100 ปีเท่านั้น
 

แมเรียนต้องต่อสู้อย่างหนักหน่วงกับวัฒนธรรมถือผิวในสหรัฐอเมริกาสมัย 70 ปีก่อน เธอถูกต่อต้านอย่างแข็งขันไม่ให้แสดงการขับร้องในสถานที่อันทรงเกียรติ เพียงเพราะเธอมีผิวสีดำ แต่ด้วยความไม่ท้อแท้ถดถอย ในที่สุด เธอก็สามารถเคลื่อนย้ายภูเขาถือผิวออกจากชีวิตเธอ จนสามารถแสดงคอนเสิร์ตในสถานที่อันทรงเกียรติต่างๆ
 

ต่อมา องค์การสหประชาชาติได้แต่งตั้งแมเรียน แอนเดอร์สัน ให้เป็นกรรมการผู้พิทักษ์สิทธิโดยชอบของผู้คนกว่า 100 ล้านคนในทวีปแอฟริกาและภาคใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก และประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี สหรัฐ ก็ได้มอบเหรียญแห่งอิสรภาพ อันทรงเกียรติสูงสุดสำหรับภาคประชาชนให้ไว้กับเธอ ก่อนจากโลกนี้ไปเมื่ออายุ 96 ปี เธอฝากข้อคิดไว้ว่า
 

"เมื่อท่านหยุดฝันใฝ่และละทิ้งอุดมการณ์ ท่านก็น่าจะหยุดหมดทุกอย่างด้วยเลย"
 

เมื่อมีทั้งพระพุทธศาสนาและพลังชีวิตอยู่พร้อม เราจะยังยอมอยู่ในสภาพ "ใกล้เกลือกินด่าง" ต่อไปอีกหรือ

 

Tags : ธนรัตน์ ยงวานิชจิต

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement