การปฏิรูปประเทศไทยเป็นเรื่องเพ้อฝันหรือ
การปฏิรูปประเทศไทย คือ การเปลี่ยนโลกทัศน์และแนวทางปฏิพัทธ์ระหว่างประชาชนทั่วประเทศ นับได้ว่าเป็นงานที่ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะในการเปลี่ยนค่านิยมที่เน้น "การมี" หรือ "การครอบครองวัตถุเงินทอง" สู่ค่านิยมที่เน้น "การเป็นอยู่" หรือ "ประสบการณ์ที่เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" เพื่อให้หลุดพ้นจากความล่มจมหายนะทางจิตใจและเศรษฐกิจ
ดร.อิริค ฟรอม์ม นักจิตวิเคราะห์เรืองนาม ผู้ได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาในบั้นปลายชีวิต ชี้แนะไว้ว่า เราจะสามารถปฏิรูปตัวเองได้สำเร็จ หากมี "ภาวะจิต" สี่ข้อต่อไปนี้ คือ หนึ่ง เราเป็นทุกข์และรู้ตัวว่าเป็นทุกข์ สอง รู้สาเหตุแห่งทุกข์ สาม มองเห็นการหลุดพ้นจากทุกข์ สี่ ปฏิบัติตามบรรทัดฐานปกติสำหรับใช้ชีวิต และเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มีอยู่ โดยระบุว่า เป็นขั้นตอนภาวะจิตที่ตรงกับอริยสัจสี่ในพระพุทธศาสนา
แม้กระทั่ง คาร์ล มาร์กซ นักปราชญ์ นักเศรษฐศาสตร์ และนักทฤษฎีสังคม ผู้นิยมใช้ข้อขัดแย้งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง ดร.ฟรอม์มมีข้อท้วงติงอยู่มาก ก็ยังดำเนินตามขั้นตอนภาวะจิตที่ตรงกับอริยสัจสี่ด้วย คือ
หนึ่ง มาร์กซชี้ให้ชนชั้นกรรมาชีพมองเห็นความทุกข์ยากของตัวเองและมายาคติที่อำพรางทุกข์นั้น สอง ชี้ให้เห็นสาเหตุแห่งทุกข์ โดยบ่งบอกว่ามาจากทุนนิยม ความโลภ ความเห็นแก่ได้ และความนิยมพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งทุนนิยมก่อไว้ ข้อสองนี้ คือ หัวหอกของแนวคิดและการวิเคราะห์เศรษฐกิจทุนนิยมของมาร์กซ สาม ความทุกข์จะหลุดพ้นไปหากสาเหตุของความทุกข์ถูกขจัดสิ้นไป สี่ มาร์กซชี้ให้เห็นวิถีชีวิตแบบใหม่และระบบสังคมใหม่ ซึ่งปลอดจากทุกข์ที่ทุนนิยมก่อไว้
ดร. ซิกมันด์ ฟรอยด์ จิตแพทย์เรืองนาม ผู้บุกเบิกการศึกษาจิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึก ด้วยการฟังความในใจกับความฝันของคนไข้ แล้วนำมาตีความ ซึ่ง ดร.ฟรอม์มมีข้อท้วงติงอยู่เช่นกัน ก็มีวิธีเยียวยาเชิงอริยสัจสี่ คือ
หนึ่ง เมื่อคนไข้เป็นทุกข์ ก็ไปพบจิตแพทย์ สอง จิตแพทย์หรือนักจิตวิเคราะห์ทำหน้าที่ชี้แนะคนไข้ให้มองเห็นสาเหตุแห่งทุกข์ ละทิ้งมายาคติที่ก่อให้เกิดทุกข์ และเรียนรู้องค์ประกอบของความทุกข์ สาม เมื่อคนไข้มองเห็นการสิ้นสุดของทุกข์มาจากการขจัดสาเหตุ การเยียวยาก็สิ้นสุดลง เพราะถือเป็นหน้าที่ของคนไข้ที่จะต้องช่วยตัวเองต่อไป
ทว่า ดร.ฟรอม์มท้วงติงว่า ขั้นที่สี่ก็ยังต้องมีอยู่ เพราะคนไข้ในบางกรณีอาจไม่รู้มรรควิธีพ้นทุกข์ อย่างรายที่เป็นหญิงประสบทุกข์หนัก โดยมีสาเหตุมาจากการพึ่งพาบิดาตนมากเกินไป แม้จะรู้สาเหตุ แต่เธอก็ไม่รู้มรรควิธีแก้ไขที่มีผลดี ซึ่งได้แก่การปฏิรูปวิถีชีวิตเสียใหม่ คือ ย้ายตนออกจากบ้านบิดา ไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากบิดา ยอมทนความเจ็บปวดยากลำบากจากการพยายามเป็นอิสระจากบิดา ฯลฯ ฟรอม์มย้ำว่า รู้สาเหตุอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้มรรควิธีที่ถูกต้องด้วย (ในพุทธระบุมรรคมีองค์แปด)
นอกจาก "ภาวะจิต" ที่จำเป็นดังกล่าวแล้ว เรายังต้องลงมือปฏิรูปตัวเองให้มีโลกทัศน์และแนวทางปฏิพัทธ์ที่เป็นคุณต่อกัน ซึ่ง ดร.ฟรอม์มเสนอแนะไว้โดยสังเขป ดังนี้
เต็มใจยกเลิกวิถีชีวิตที่มุ่งสู่ "การมี" หรือ "การครอบครองวัตถุเงินทอง" เพื่อหันเข้าสู่วิถีชีวิตของ "การเป็นอยู่" หรือ "ประสบการณ์ที่เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" (เพื่อประสบความสุขอันแท้จริง)
มีสัมมาสติอยู่เสมอ
มีความสุขจากการให้และแบ่งปันกัน (ด้วยสติปัญญา) มิใช่จากการกักตุนหรือเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
พยายามลดละเลิกโลภ โกรธ หลง อย่างสุดความสามารถ
ใช้ชีวิตโดยไม่บูชาเงินทอง วัตถุปั้นแต่ง ภาพวาด ตลอดจนกฎเหล็ก แล้วอยู่อย่างปราศจากมายาคติ ซึ่งทำได้ไม่ยาก เพราะได้เข้าถึงภาวะที่อยู่เหนือมายาคติแล้ว
สลัดความรู้สึกหลงรักตัวเองออก และยอมรับข้อจำกัด/ความไม่สมบูรณ์แบบอันน่าสลดใจของ "คน"
ไม่ฉ้อโกงใคร แต่ไม่ยอมให้ใครฉ้อโกง คือ ไร้เดียงสาแต่ไม่อ่อนหัด
รู้จักตัวเอง ไม่เพียงในส่วนที่รู้อยู่เท่านั้น แต่ต้องรู้จริงในส่วนที่ตนยังไม่รู้จัก หรือรู้เพียงเลาๆ เท่านั้น
มองว่าตนมีความเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งมีชีวิตทั้งปวง จะได้ไม่มุ่งมั่นยึดครองทำลายล้างธรรมชาติ แต่จะพยายามเข้าใจและอยู่ในธรรมชาติ
เสรีภาพมิใช่เป็นการตามใจตน แต่เป็น "การเป็นตัวของตัวเอง" มิใช่การหล่อเลี้ยงกิเลสตัณหา แต่เป็นความสมดุลระหว่างการเติบโตกับการเสื่อมสลาย หรือความเป็นกับความตาย
ความชั่วร้ายและการทำลายล้าง คือ ผลที่จักต้องเกิดจากเหตุแห่งการเจริญเติบโต ที่ประสบปัญหา
ความสุข คือ การใช้ชีวิตอย่างมีชีวิตชีวาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าชะตาชีวิตจะเป็นอย่างไร เพราะการใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมเท่าที่ตนทำได้โดยชอบ จะเสริมสร้างความพึงพอใจที่จะทำให้หมดห่วงว่าตนจะได้หรือไม่ได้อะไรก็ตาม (มีความพอเพียง)
ทั้งนี้ เป็นโลกทัศน์และแนวทางปฏิพัทธ์ของ "ผู้เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" "ผู้ให้" "ผู้นิยมประสบการณ์ที่เป็นคุณ" หรือ "สาวกลัทธิสัตว์ประเสริฐ" ที่เสริมสร้างขึ้นมาได้ตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาทั้งหลาย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ "ผู้ไม่เป็นคุณหรือเสริมสร้างต่อสังคม" "ผู้รับ" "ผู้นิยมการครอบครองวัตถุเงินทอง" หรือ "สาวกลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" ซึ่งถูกมายาคติครอบงำอยู่โดยมิรู้ตัว เสมือนบัวใต้น้ำ
เห็นได้ว่า ในการปฏิรูปนั้น เราไม่จำเป็นต้องหันไปที่เมืองนอก เพื่อสรรหาวิชาการล้ำยุค ซึ่งอุดมด้วยถ้อยคำเลอเลิศ ออกเสียงฟุตฟิตฟอไฟไอเลิฟยู เพราะเรามี "พระพุทธศาสนา" ซึ่งอยู่คู่บ้านคู่เมืองด้วยความเจริญสุขมา 700 ปี และเป็นโครงสร้างปฏิรูปของนักจิตวิทยาโด่งดังระดับโลก ขอเพียงให้เป็น "พระพุทธศาสนา" มิใช่ "พุทธพาณิชย์" ซึ่งมีอยู่ดาษดื่นน่าสลดใจยิ่ง
เมื่อเรามีพระพุทธศาสนา โลกทัศน์กับแนวทางปฏิพัทธ์ดังกล่าว และมี "ศีลธรรม" ที่บันทึกอยู่ในรหัสพันธุกรรม ดังผลการวิจัยมากมายทางจิตวิทยา เราย่อมมีพลังและคุณสมบัติมากพอที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูป อันจะเป็นแบบอย่างต่อชาวโลก
หากใครมองว่าการปฏิรูปประเทศไทย คือ ความฝันลมๆ แล้งๆ ก็ขอให้ศึกษาชีวประวัติของบุคคลที่ไม่ยอมรับ "ความเป็นไปไม่ได้" อย่าง "แมเรียน แอนเดอร์สัน" นักร้องหญิงผิวสีดำอเมริกัน เจ้าของเสียงท่อนต่ำสุดมหาเสน่ห์ที่หนักแน่นนุ่มนวลดุจกำมะหยี่ ขนาดวาทยกรชื่อดัง อาร์ตูโร ทอสกานีนี่ ยังชื่นชมว่า เป็นเสียงไพเราะจับใจที่หาฟังได้ในรอบ 100 ปีเท่านั้น
แมเรียนต้องต่อสู้อย่างหนักหน่วงกับวัฒนธรรมถือผิวในสหรัฐอเมริกาสมัย 70 ปีก่อน เธอถูกต่อต้านอย่างแข็งขันไม่ให้แสดงการขับร้องในสถานที่อันทรงเกียรติ เพียงเพราะเธอมีผิวสีดำ แต่ด้วยความไม่ท้อแท้ถดถอย ในที่สุด เธอก็สามารถเคลื่อนย้ายภูเขาถือผิวออกจากชีวิตเธอ จนสามารถแสดงคอนเสิร์ตในสถานที่อันทรงเกียรติต่างๆ
ต่อมา องค์การสหประชาชาติได้แต่งตั้งแมเรียน แอนเดอร์สัน ให้เป็นกรรมการผู้พิทักษ์สิทธิโดยชอบของผู้คนกว่า 100 ล้านคนในทวีปแอฟริกาและภาคใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก และประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี สหรัฐ ก็ได้มอบเหรียญแห่งอิสรภาพ อันทรงเกียรติสูงสุดสำหรับภาคประชาชนให้ไว้กับเธอ ก่อนจากโลกนี้ไปเมื่ออายุ 96 ปี เธอฝากข้อคิดไว้ว่า
"เมื่อท่านหยุดฝันใฝ่และละทิ้งอุดมการณ์ ท่านก็น่าจะหยุดหมดทุกอย่างด้วยเลย"
เมื่อมีทั้งพระพุทธศาสนาและพลังชีวิตอยู่พร้อม เราจะยังยอมอยู่ในสภาพ "ใกล้เกลือกินด่าง" ต่อไปอีกหรือ
Tags : ธนรัตน์ ยงวานิชจิต

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น