กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 14 กรกฎาคม 2553 08:00
ทัศนะจากผู้อ่าน
ทัศนะจากผู้อ่าน

ปฏิรูป : จิตวิทยาสุคติ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

การปฏิวัติทางอุตสาหกรรมได้ส่งผลให้ประเทศไทยตกเป็นเมืองขึ้นของวัฒนธรรมที่นิยม “การมี” หรือ “การครอบครองวัตถุเงินทอง” มาตลอด

ปัจจุบัน สังคมไทยเป็นโรคจิตที่ไม่ต่างอะไรจากสังคมอื่นที่นิยม “การมี” ดังกล่าว โดยมีแนวโน้มทรุดหนักลงอย่างไม่รู้ตัว เสมือนกบเป็นๆ ที่อยู่ในหม้อน้ำที่ยังไม่ร้อน แต่ตั้งอยู่บนเตาไฟร้อนแรง
 

นักจิตวิทยาอเมริกันมองเห็นความหายนะของสังคมที่เน้น “การมี” มานาน โดยพยายามเยียวยาความทุกข์ใจที่ “ปลายเหตุ” เช่น อาการคับข้องใจ ตึงเครียด ก้าวร้าว วิตกกังวล ภาพหลอน นอนไม่หลับ ฝันร้าย อาฆาตพยาบาท ซึมเศร้า คลุ้มคลั่ง เจ็บป่วยโดยไม่มีสาเหตุทางสรีระ เป็นต้น ปรากฏว่า ไม่ประสบผลดีเท่าที่ควร
 

นักจิตวิทยาฯ จึงได้หันไปศึกษาความสุขใจ เช่น ภาวะผ่อนคลาย ใจเย็น จิตใจผ่องใส หลับง่าย ไม่ฝันร้าย ไม่อยู่ในภาวะ “สามวันดีสี่วันไข้” เป็นต้น เพื่อค้นหา “สาเหตุ” ในที่สุด พบว่า มาจากจิตที่รู้จักและได้นำ “ศีลธรรม/จริยธรรม” "เมตตาธรรม” ตลอดจน “ความมีเหตุมีผล” ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งตรงกับจิตของ “ผู้เสริมสร้าง/ทำคุณต่อสังคม” ที่ศาสตราจารย์ ดร.อิริค ฟรอม นักจิตเคราะห์เรืองนาม ได้ชี้ให้เห็นร่วมหกทศวรรษก่อน
 

การค้นพบนี้ส่งผลให้เกิดวิชาใหม่ ชื่อว่า Positive Psychology (จิตวิทยาเชิงบวก) ขอเรียกว่า “จิตวิทยาสุคติ” ซึ่งกลมกลืนเป็นครั้งแรกเข้ากับ “ศีลธรรม” หรือ “การทำคุณต่อเพื่อนมนุษย์” ศจ.ดร.มาร์ติน เซลิกแมน นักจิตวิทยาอเมริกันโด่งดัง เป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งวิชาใหม่นี้เมื่อราวสิบปีก่อน
 

ปัจจุบัน “จิตวิทยาสุคติ” ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในสถาบันอุดมศึกษาในสหรัฐ เช่น มหาวิทยาลัยแห่งนอร์ทแคโรไลนา ม.วิสคอนซิน ม.ฮาร์วาร์ด ม.แห่งเพนซิลเวเนีย และในประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ คานาดา ออสเตรเลีย และ สกอตแลนด์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสถาบันที่มีมาตรฐานสูงและชื่อเสียงโด่งดัง
 

ดร. ท็อด คัชดาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วัย 32 ปี แห่ง มหาวิทยาลัยจอร์ชเมสัน รัฐเวอร์จิเนีย มีประสบการณ์ที่น่าสนใจยิ่งเกี่ยวกับวิธีสอนจิตวิทยาสุคติ (ตามรายงานของดีที แม็กซ์)
 

อาจารย์คัชดาน ตั้งชื่อวิชาของท่านว่า “ความสุขโดยวิถีเชิงวิทยาศาสตร์” มีหัวข้อย่อย คือ การมองโลกในแง่ดี กตัญญูกตเวที สัมมาสติ ความหวัง และจิตวิญญาณ
 

แก่นของวิชาอยู่ที่ทำให้ลูกศิษย์มองเห็นความแตกต่างระหว่าง “รู้สึกดี” ซึ่งก่อให้เกิดความหิวโหยอยากได้มากขึ้น อย่างเช่นกิเลสตัณหาที่ไม่รู้จักอิ่มหรือพอเพียง กับ “ทำดี” ซึ่งนำไปสู่ความสุขที่มีความอิ่มเอิบใจ ไม่ถูกกิเลสตัณหาครอบงำ
 

การบ้านข้อแรกได้แก่การไปทำอะไรสักอย่างที่ตนชอบ ซึ่งทำแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกหรรษาสนุกสนานบันเทิงใจ แล้วบันทึกประสบการณ์ไว้ ส่วนข้อที่สองได้แก่การไปทำอะไรอีกสักอย่างที่เป็นการให้ผู้อื่นด้วยเมตตาจิตอย่างปราศจากเงื่อนไขหรืออัตตา แล้วทำบันทึกไว้เช่นกัน
 

ในข้อแรก ลูกศิษย์สาธยายถึงประสบการณ์ที่ไปเล่นดำน้ำ แล้วมีเพศสัมพันธ์กับแฟนขณะอยู่ลึกลงไปราวสิบเมตร อีกคนรายงานการได้ไปรับประทานอาหารเอร็ดอร่อยที่ภัตตาคารโด่งดังแห่งหนึ่ง แล้วถูกเรียกเก็บเงินค่าอาหารแพงกว่าที่คาดไว้มาก อีกคนเล่าถึงไปชมการแข่งรถที่สนามรถแข่งนัสคาร์ ได้สูดกลิ่นควันเหม็นของรถแข่ง ดื่มสุรา แล้วมีเพศสัมพันธ์ คนอื่นๆ รายงานว่าอยู่บ้านดูรายการโทรทัศน์ที่โปรดปราน หรือนั่งคุยกับเพื่อนๆ
 

ในข้อสอง ลูกศิษย์ที่ดูการแข่งรถ ได้ไปบริจาคโลหิต ทั้งๆ ที่กลัวเข็มฉีดยา อีกคนได้รวบรวมเสื้อผ้าสตรีเก่าๆ จากญาติพี่น้อง แล้วนำไปบริจาคให้บ้านพักหญิงที่ถูกสามีละเมิดทุบตีจนอยู่ด้วยกันไม่ได้ ส่วนคนที่ถูกเรียกเก็บค่าบริการอาหารแพงสุดๆ ได้ไปซื้อเครื่องดื่มกระป๋องแจกให้คนไร้ถิ่นฐานที่ริมถนน และอีกคนได้ไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง แล้วให้ค่าทิปแก่พนักงานบริการ 50 เหรียญ ซึ่งมากกว่าค่าอาหารเสียอีก
 

จากนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งเปรียบเทียบประสบการณ์สองแบบ คือ การรับบริการที่สปากับการอาสาสมัครทำความสะอาดที่ชุมชนแห่งหนึ่ง ที่สปามีแต่สิ่งสะอาดหอมหวนสดชื่น แต่ที่ชุมชนมีแต่กลิ่นเหม็นขี้ม้าที่มีอยู่เกลื่อนกลาด ทว่า กลับรู้สึกติดตราตรึงใจในรอยยิ้มของผู้ที่พาตนไปช่วยงานทำความสะอาดชุมชน ยิ่งกว่ารอยยิ้มของสาวนวดที่สปาเสียอีก
 

ต่อมา อาจารย์ชี้ให้เห็นบทเรียนจากชีวิตจริงโดยทันทีว่า “การทำดีต่อผู้อื่นส่งผลดีต่อผู้กระทำ” ในเชิงพุทธก็คือ “ทำความดีย่อมได้ความดี” พลังศีลธรรมสว่างไสวขึ้นในจิตใจลูกศิษย์ในบัดดล
 

ที่ตื่นเต้นกันได้แก่การบรรยายถึงการวิจัยมันสมองส่วนหน้าของคนมองโลกในแง่ดี พบว่า มักทำงานตลอดเวลา คือ มีจิตวิญญาณที่ “ตื่น” มีชีวิตชีวา ตรงกันข้ามกับคนมองโลกในแง่ร้าย สมองจะแสดงคลื่นไฟฟ้าต่ำ คือ “ซึม” ไร้ชีวิตชีวา อยู่ในภาวะผวาจิต รู้สึกไม่ปลอดภัยตลอดเวลา
 

อาจารย์บรรยายถึงความกตัญญูกตเวทีกับการให้อภัย ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความรัก จิตวิญญาณกับการอยู่กับความสุข และความหมายกับจุดมุ่งหมายของชีวิต โดยไม่ใช้คำว่า “ศีลธรรม” เลย เพื่อให้ลูกศิษย์ตระหนักว่า “ยังมีอีกวิถีชีวิตหนึ่งที่การวิจัยค้นพบว่าสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า”
 

นอกจากนี้ มีการให้ทำสมาธิ ฝึกโยคะ เขียนสาธยายความรู้สึกที่รักใครคนหนึ่งครั้งแรกในชีวิต ไปเยี่ยมเยือนผู้มีบุญคุณ เขียนจดหมายขอบคุณผู้ช่วยเหลือ ตลอดจนฝึกใช้พลังความอยากรู้ในการสำรวจโลกกว้าง โดยให้ทำอะไรสักอย่างที่แปลกใหม่ สลับซับซ้อน อาศัยการปฏิพัทธ์ และผ่านประสาทสัมผัส ลูกศิษย์บางคนก็ไปลองชิมผลไม้ลูกทับทิมเป็นครั้งแรก บางคนอ่านหนังสือที่เขียนโดยบุคคลโด่งดังในสังคม
 

การบ้านที่โดดเด่นได้แก่การให้ลูกศิษย์เลือกเฟ้นความทรงจำหนึ่งใดที่ตนเต็มใจจะให้อยู่ติดตัวไปชั่วนิรันดร ทั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกฝนให้มีจิตที่อยู่กับสุคติ
 

ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐ ได้มีนิสิตสมัครเรียนวิชา “จิตวิทยาสุคติ” มากเป็นประวัติการณ์ถึง 855 คนต่อภาค ราวร้อยละ 23 ยอมรับว่าวิชาใหม่นี้ได้ส่งผลให้ตนมีชีวิตที่ดีขึ้น คนหนึ่งเขียนไว้ว่า “เมื่อขึ้นปีสี่ ถึงได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า วิชานิติศาสตร์คงไม่เหมาะสำหรับตน” อีกคนเปิดเผยว่า “ได้เลือกเรียนจิตวิทยาสุคตินี้โดยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กลับกลายเป็นวิชาที่ติดอกติดใจมาก ทำให้รู้ว่า สิ่งที่ตนรักมากที่สุดได้แก่การพูดคุยกับผู้อื่นเกี่ยวกับปัญหาที่กำลังรุมเร้าเขาอยู่”
 

“จิตวิทยาสุคติ” ไม่เพียงแต่สอนให้รู้จักวิธีเข้าถึงความสุขอันแท้จริงเท่านั้น แต่ยังฝึกนิสิตให้รู้จักทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี มีจิตวิญญาณที่กอปรด้วยความถูกต้องชอบธรรม ความหวังอันสมจริง และเมตตาธรรม
 

เทคโนโลยีได้ผลิตสิ่งของออกมายั่วยุกิเลสตัณหา และครอบงำชีวิตเราอย่างโงหัวไม่ขึ้นและไม่รู้ตัว จนเราไม่รู้ไม่สนใจว่าอะไรคือสิ่งปรุงแต่ง สิ่งธรรมชาติ หรือหนทางสู่สุคติอันแท้จริง
 

เห็นได้ว่า “จิตวิทยาสุคติ” ได้ปฏิรูปนิสิตให้ “ตื่น” จากภวังค์ ส่งผลให้สามารถก้าวข้ามทุคติภูมิสู่สุคติภูมิอย่างเด่นชัดมาแล้ว
 

จิตวิทยาสุคติจึงน่าจะเป็นกระบวนการของการปฏิรูปประเทศไทย

 

Tags : ธนรัตน์ ยงวานิชจิต

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement