การปฏิรูปประเทศไทยมิใช่การจัดงานแสดงกายกรรม แบบใครใคร่ตีลังกาท่าไหนก็ตีไป
นายฉวงซื่อ นักปราชญ์จีนผู้เรืองนามสมัย 24 ศตวรรษก่อน มีนิทานสอนใจสนุกๆ เล่าให้ฟังว่า อุบาสกเยนฮุยต้องการฝึกจิตให้หลุดพ้นจากอวิชชา จึงไปขอฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ท่านหนึ่ง
วันหนึ่ง เยนฮุยรายงานผลการฝึกจิตต่อพระอาจารย์ "กราบนมัสการท่านอาจารย์ กระผมฝึกจิตได้ฉิวเลย ขอรับ"
"ฉิวนี่หมายถึงอะไร" พระอาจารย์ถาม
"หมายความว่า กระผมลืมเป็นสองเรื่องแล้ว คือ เรื่องพิธีกรรมกับดนตรี ขอรับ"
"ดี" พระอาจารย์ชมกับติ "แต่ยังไม่พอ ฝึกต่อ"
สามวันต่อมา เยนฮุยเสนอรายงานอีก
"กระผมฝึกได้ผลดีขึ้นกว่าเดิม ขอรับ"
"ดีขึ้นยังไง" พระอาจารย์สงสัย
"ตอนนี้ กระผมลืมเป็นอีกสองเรื่อง คือ เรื่องมนุษยธรรมกับความถูกต้องชอบธรรม ขอรับ"
"โอ้โฮ" พระอาจารย์ชมติอีก "ดีมาก แต่ยังไม่พอ กลับไปฝึกต่อ"
ไม่นานนัก เยนฮุยเสนอรายงานอีก คราวนี้ พร้อมด้วยสีหน้าอันอิ่มเอิบด้วยความสมหวัง
"กราบท่านอาจารย์ คราวนี้ กระผมประสบความสำเร็จแล้ว ขอรับ"
"คราวนี้ ยังไงนะ" พระอาจารย์ถอนหายใจยาว
"กระผมนั่งเป็นกับลืมเป็นแล้ว ขอรับ"
คราวนี้ พระอาจารย์ใช้มือสองข้างหยิกใบหูสองข้างของเยนฮุย "เจ้าหมายถึงอะไรนะ ที่ว่านั่งเป็นลืมเป็นนั่น"
"คือ.. กระผมสามารถปล่อยวางเรือนร่างของกระผม ทำจิตใจให้สงบเย็นลง และเข้าถึงความไม่สิ้นสุดได้แล้ว นี่คือ นั่งเป็นลืมเป็นของกระผม ขอรับ"
"โอ้โฮ" พระอาจารย์อุทานออกมาดังลั่น พลางโค้งตัวแสดงคารวะต่อเยนฮุยแล้วกล่าวถ่อมตน "แสดงว่าเจ้าสำเร็จเป็นผู้ตื่นผู้รู้มรรควิธีรอดจากอวิชชาแล้ว ยอดเยี่ยมๆ ต่อนี้ไป อาตมาเห็นจะต้องติดสอยห้อยตามเจ้าแล้วละ"
ก็น่ายินดีที่อุบาสกเยนฮุยได้ทำการปฏิรูปตัวเอง จนกลายเป็นคนรู้รักษาตัวรอดจากอวิชชาเป็นยอดดี
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังส่งเสริมให้มีการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อบุตรหลานไทยจะได้มีอนาคตที่ตั้งอยู่บนความเป็นไท และลูกเกษตรกรไทยจะได้ไม่ต้องเช่าที่ทำนาจากชาวต่างด้าวท้าวต่างเมือง อย่างที่นายกฯ คนอื่นได้มีดำริจะให้เจ้าของบ่อน้ำมันต่างชาติเข้ามาลงทุนทำนาในไทย
ทว่า นายกฯ อภิสิทธิ์น่าจะมีแผนที่เดินทางสู่การปฏิรูปอันพึงประสงค์ โดยเฉพาะมีเข็มทิศที่ห้า ซึ่งบ่งบอกว่า เราคือใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร กำลังจะไปไหน อย่างไร เพื่อว่าการปฏิรูปจะได้มีความสมจริง มีผลที่สมน้ำสมเนื้อกับตัวเรา ไม่ได้เพ้อฝันหลับตาเดินตามก้นผู้อื่น ซึ่งก็กำลังเผชิญกับ "นรกบนดิน" อยู่เหมือนกัน
การปฏิรูปคืออะไร
คือ การเปลี่ยนโลกทัศน์ หรือทัศนะในการมองและสัมพันธ์กับผู้อื่นและโลก โดยละทิ้งโลกทัศน์เดิม แล้วสร้างโลกทัศน์ใหม่ขึ้นมาใช้แทน อย่างเช่น อุบาสกเยนฮุยที่ปฏิรูปตนจากผู้ไม่รู้สู่ผู้รู้ หรือกล้องถ่ายภาพด้วยฟิล์มที่ได้รับการปฏิรูป จนเกิดกล้องถ่ายภาพดิจิทัล เป็นต้น
ขณะนี้ มีเสียงแสดงความคาดหวังไว้ว่า ประเทศไทยหลังปฏิรูปจะต้องไม่มี "ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ" เพราะก่อให้เกิดชนชั้นทางเศรษฐกิจ มีเจ้ากับมีไพร่ มีอภิพญามหึมามหาเศรษฐีที่มีเงินนับแสนล้านบาท กับมีคนเป็นหนี้นายทุนสามานย์ตลอดชีพ
จริงๆ แล้ว ความเหลื่อมล้ำนี้มีอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ปกครองด้วยลัทธิสังคมนิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ หรือลัทธิเสรีประชาธิปไตย
สาธารณะรัฐประชาชนจีนมีจำนวนมหาเศรษฐีระดับเงิน 10 ล้านหยวนขึ้นไป (US$1.47 ล้าน) เพิ่มขึ้นทุกวัน ในอัตราร้อยละ 6.1 จากปีที่แล้ว เป็น 875,000 ราย ในจำนวนนี้ มี 55,000 รายที่มีเงินกว่า 100 ล้านหยวนขึ้นไป โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากปีก่อน มี 1,900 ราย ที่มีทรัพย์สินมูลค่าเกิน 1,000 ล้านหยวนขึ้นไป และมี 140 รายที่ร่ำรวยเกิน 10,000 ล้านหยวนขึ้นไป (รายงานประจำปี 2553 สถาบันวิจัยฮูหรัน ประเทศจีน)
เมื่อพิจารณาจำนวนเศรษฐีดังกล่าว ประกอบกับรายได้เฉลี่ยของประชาชนชาวจีน ซึ่งอยู่ในระดับ $3,677 ในปี 2552 จากฐานประชากร ซึ่งมีถึง 1,324,655,000 คนในปี 2551 (ธนาคารโลก) โดยร้อยละ 10.8 ยังมีรายได้ต่ำกว่า $1 (ธนาคารพัฒนาเอเชีย) หรือ 32.59 บาทต่อวัน จะเห็นได้ว่าจีนมีความเหลื่อมล้ำสุดขีด จากการใช้เศรษฐกิจสองระบบพร้อมกัน คือ สังคมนิยมและทุนนิยม
กระนั้นก็ตาม ความเหลื่อมล้ำมิได้เกิดจากระบบเศรษฐกิจโดยตรง แต่เกิดจากประชาชนเอง ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนตัวเศรษฐกิจ และผู้ก่อให้เกิดหรือกำจัดความเหลื่อมล้ำ แต่เดิมที จีนก็เคยมีปัญหาเหลื่อมล้ำมาก่อน แต่ภายหลังพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจใหม่ๆ ทุกคนก็รวยจนเท่ากันหมด ปัจจุบัน จีนกลับมีความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เล่นเกมทุนนิยมกัน
ฉะนั้น หากต้องการปฏิรูปเพื่อกำจัดความเหลื่อมล้ำสุดโต่ง เราก็ต้องเริ่มปฏิรูปที่ตัวเองก่อน เพื่อให้มีโลกทัศน์ที่เสริมสร้างสังคม มิใช่เริ่มที่การจัดทำระบบระเบียบต่างๆ ซึ่งสาวก "ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" สามารถใช้เงินเป็นสะพานก้าวข้ามไปได้อย่างสบายเสมอ
นายกฯ อภิสิทธิ์ได้ประกาศตนเป็นนายกฯ ของประชาชนชาวไทยทุกคนมาตลอด ก็ย่อมต้องรับฟังเสียงของทุกคนทุกฝ่าย กระนั้นก็ตาม ประชาชนจะต้องเลือก "ตัวแบบ" อันสมจริงและสมควร สำหรับใช้เป็นเป้าประสงค์ของการปฏิรูปตัวเอง คือ มีเข็มทิศที่ห้าดังกล่าว
ธงไตรรงค์ คือ ตัวแบบอันพึงประสงค์ เพราะบ่งบอกถึง "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์" ซึ่งเป็นที่มาที่ไปของประเทศไทย และเป็นเสาหลักที่ได้ค้ำจุนไทยให้สามารถอยู่รอดปลอดภัย และมีความเจริญสุขมาช้านาน จนกระทั่งถูก "ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" จากตะวันตก ล่าอาณานิคมและยึดเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจโดยมิรู้ตัวเมื่อราว 260 ปีก่อน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากในทุกวันนี้ มีค่านิยมที่ยึดมั่นใน "ตัวกู ของกู" "ด้านได้ อายอด" "ค่าของคนอยู่ที่เงินที่มีอยู่" "เงินซื้อตำแหน่งงานได้" "มนุษย์มีค่าเพียงผักปลา" ฯลฯ ในขณะที่ถามหากันให้แซดว่า ความสามัคคีอยู่ที่ไหนเอ่ย
เพื่อปลดแอกประเทศไทยให้กลับคืนสู่ความเป็นเอกราช ไม่เป็นเมืองขึ้นของ "ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" เราจำต้องถอยหลังเข้าคลองกลับสู่ประวัติศาสตร์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งธงไตรรงค์อย่างแข็งขันเช่นเดิม โดยจักต้องปฏิรูปตัวเอง ให้รู้จักสร้างสรรค์สังคมไทยเดิมที่มีค่านิยมดั้งเดิมใน "ความเป็นมนุษย์" "ศรัทธาในมนุษย์" "ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในเชิงเสริมสร้าง" ตลอดจน "ต้นทุนบุญกุศล" ขึ้นมาใหม่
เมื่อทำได้สำเร็จ ไทยจะกลายเป็นประเทศเกษตรกรรมหรือสวนครัวโลก ที่ปลอดจากปัญหาปากท้อง และสามารถป้อนอาหารให้กับชาวโลกได้อีกด้วย ในทำนองเดียวกับที่กลุ่มประเทศตะวันออกกลางป้อนน้ำมันดิบให้กับประเทศทั่วโลก
ข้อสำคัญ บุตรหลานไทยจะมี "ความเป็นไท" ไม่เป็นทาสของ "ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ" และมี "ความเป็นตัวของตัวเอง" อีกทั้งไทยจะกลายเป็น "ศาลาพักใจ" ของชาวโลก เมื่อได้มาสัมผัสกับวัฒนธรรมไทยอันดีงาม อย่างเช่น ยิ้มสยาม ซึ่งก็มาจากพื้นฐานพระพุทธศาสนาอันสงบร่มเย็นนั่นเอง
การปฏิรูปประเทศไทยด้วยการปฏิรูปตัวเองก่อนดังกล่าว คือ ความฝันอันสูงสุดของผู้เขียนบทความนี้
Tags : ธนรัตน์ ยงวานิชจิต

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น