การปฏิรูปสังคม คือ ทางออกสุดท้ายของราชอาณาจักรไทย แต่จะล้มเหลว หากเป็นการปฏิรูปที่ยังอาศัย "เศรษฐกิจ"
แทนที่จะกำหนด "ความเป็นมนุษย์" ให้เป็นเข็มทิศที่ห้า บนแผนที่สี่ทิศ สู่สังคมอริยชน
สังคมไทยทุกวันนี้ คุกรุ่นด้วยกลิ่นอายของความเจริญทางวัตถุ ซึ่งควรผลิตออกมาเพื่อรับใช้เรา แต่เรากลับถูกทุนนิยมสามานย์ใช้ให้เป็นผู้ผลิตและผู้ซื้อราวกับเป็นทาสของวัตถุดังกล่าว นอกจากต้องขายแรงงานทำงานเหมือนเฟืองจักร ซ้ำๆ ซากๆ น่าเบื่อหน่าย เพื่อผลิตวัตถุดังกล่าวแล้ว เราอาจยังต้องยอมเป็นหนี้สินเสียดอกเบี้ยซื้อหาวัตถุดังกล่าวมาใช้สอยอีก ชีวิตวนเวียนอยู่กับการผลิต ซื้อใช้สอย และเป็นหนี้ จนลมหายใจสุดท้าย ภายใต้วัฒนธรรมของ "ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ"
วัฒนธรรมดังกล่าวได้ผลิตมนุษย์ที่มีความคิดความอ่านที่แตกต่างจากบรรพบุรุษ สมัยก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมราวสามร้อยปีมาแล้ว ท่านเหล่านั้นได้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติและมี "ความเป็นมนุษย์" อย่างที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้ มนุษย์ทุกวันนี้ ไม่รู้ตัวว่ากำลังมีชีวิตผิดธรรมชาติ ไร้ความเป็นมนุษย์ ปราศจากการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แบ่งปันปัจจัยกัน มีเมตตาจิตต่อกัน ใช้เหตุผลต่อกัน เยี่ยงอริยชน สังคมทุกวันนี้ มากมีด้วยมนุษย์ที่มีเขี้ยวเล็บน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง
นักจิตวิเคราะห์ อิริค ฟรอม์ม ผู้ได้บวชเรียนเป็นพระในพระพุทธศาสนาในบั้นปลายชีวิต พบว่าสังคมทุกวันนี้ ประกอบด้วย ผู้คนที่มี "ทัศนะต่อโลกกับตัวเอง" 5 แบบ แต่ละแบบบ่งบอกถึงลักษณะการสัมพันธ์กับผู้อื่นและธรรมชาติ แต่ละคนจะมีส่วนผสมของทั้ง 5 แบบไม่เท่ากัน โดยจะแสดงความโดดเด่นในแบบหนึ่งใดมากที่สุด สี่แบบแรกมีคุณและโทษปะปนกันอยู่ สรุปโดยสังเขปได้ดังนี้
1. "รับลูกเดียว" คอยรับปัจจัยและความสุขจากผู้อื่นด้วยความอดทนใจเย็น พักพิงผู้มีอำนาจ ต้องการประทับใจผู้อื่น ผู้มีโลกทัศน์นี้ได้แก่ชาวชนบท ครอบครัวที่รับการอนุเคราะห์จากรัฐ ผู้ย้ายถิ่นฐานขายแรงงาน ทาส ตลอดจนผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมที่มีพืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์ หากมีการแบ่งปันปัจจัยกัน หรือการช่วยเหลือกัน โลกทัศน์นี้จะเป็นคุณต่อสังคม
มีอุปนิสัยอ่อนน้อม เฉื่อยชา เข้าข้างตัวเอง มองโลกในแง่ดี พร้อมคล้อยตามผู้มีอำนาจอิทธิพล โดยร่วมชุมนุมเรียกร้องต่อรัฐบาลอันชอบธรรมได้อีก
2. "ใฝ่หาผลประโยชน์ใส่ตน" จดจ้องจับจองปัจจัยทั้งปวง ยิ่งสมหวังก็ยิ่งฮึกเหิมหนัก ถึงขั้น "ขโมย" หรือ "คดโกง" ความคิดดีๆ ความรัก ความไว้วางใจ ตลอดจนความปรารถนาดีของผู้อื่น ด้วยกลยุทธ์บีบบังคับผู้อื่นโดยมิชอบ มักมีความเคลือบแคลงใจและความอิจฉาริษยา ชอบเยาะเย้ยถากถางผู้อื่น (ประณามมาร์คว่าเป็นเด็กอ่อนหัด) มีความหวาดผวาขาดความมั่นคงในชีวิตอยู่เสมอ (เชื่อว่ามีคนแอบวางระเบิดรถยนต์ที่หน้าบ้านตน) ชอบบงการผู้อื่นและภาวการณ์รอบตัว ให้อำนวยความมั่นคงแก่ตนตลอดเวลา (ลงทุนซื้อกลไกการเมืองเป็นเข่งๆ เผาบ้านเผาเมือง)
อุปนิสัยก้าวร้าวดุดัน ฉ้อโกง ฉ้อฉล หลอกลวง หักหลัง ปากโป้ง เย่อหยิ่งจองหอง บงการครอบงำผู้อื่น บ้าอำนาจ นิยมอัตตาธิปไตย หากมีความคิดเสริมสร้างอยู่ด้วย ก็จะมีความภูมิใจในตัวเอง ตรงไปตรงมา และครองใจผู้อื่นเป็น
3. "สะสมกักตุน" รวบรวมปัจจัยมาไว้ในครอบครอง เพื่อทดแทนความข้นแค้นในอดีต และสร้างความมั่นคงให้ตน มองว่าโลกนี้มีไว้ให้ตนครอบครอง สามี/ภรรยาก็เป็นปัจจัยสำหรับซื้อหามาไว้โอ้อวด ไม่ไว้ใจใคร ซ่อนตัวอยู่ภายในรั้วกำแพงตน ผู้มีโลกทัศน์นี้ได้แก่ชนชั้นกลาง พ่อค้าแม่ขาย ตลอดจนชาวชนบทและช่างฝีมือที่ร่ำรวย
อุปนิสัยดื้อดึง ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ชอบใช้ความคิด แต่หากมีคุณธรรมอยู่บ้าง จะสำรวมตัว ประหยัด และเน้นรูปธรรม
4. "ขาย" ลูกเดียว ความสำเร็จของชีวิตอยู่ที่ฝีมือการตลาดกับการโฆษณาตัวเอง ส่วนครอบครัว โรงเรียน อาชีพการงาน ตลอดจนเรือนร่างกับเสื้อผ้ารองเท้าที่สวมใส่ ล้วนเป็นสิ่งโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้แก่ตัวเองทั้งสิ้น จึงต้องมีความ "ถูกต้อง" พอที่จะขายและสร้างผลประโยชน์ให้แก่ตนได้ โดยมิต้องมี "ความชอบธรรม" มองว่า "ความรัก" คือ การแลกเปลี่ยนกันต่อกัน "คู่ชีวิต" ก็ซื้อขายกันได้ด้วยสัญญาเงื่อนไขการแต่งงาน ส่วนมิตรภาพ ความสุภาพเรียบร้อย และเมตตาจิต คือ สินค้าบรรจุกล่องขายในตลาดบุคลิกภาพ นิยมใส่ "หน้ากากสังคม" ไร้ความเป็นตัวของตัวเอง
สัตว์ที่โปรดปรานที่สุด คือ จิ้งจกที่เปลี่ยนสีผิวตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ มองโลกแค่ "เปลือกนอก" เท่านั้น บทบาทขายสิ้นสุดเมื่อใด ชีวิตตนก็แตกสลายเมื่อนั้น
อุปนิสัยจดจ้องฉกฉวยโอกาส คิดแบบเด็กอมมือ อยู่แบบเด็กวัยคะนอง ทำตนเป็น "นักแสดงกลขายยาพเนจร" หากมีคุณธรรมด้วย ก็จะมีจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนเอง มีน้ำใจ และใจกว้าง
ทั้งนี้ ฟรอม์มชี้แจงว่าเป็นโลกทัศน์แบบ "ไม่ทำคุณต่อสังคม" เพราะฝากชีวิตไว้กับ "การมี" ปัจจัยนอกกาย ตรงกันข้าม มีโลกทัศน์อีกแบบหนึ่งที่ช่วยถ่วงดุลให้โลกนี้ทรงอารยธรรมไว้ และยังไม่แตกสลาย นั่นคือ
5. "ทำคุณต่อสังคม" ขยันทำงาน (ด้วยจิตว่าง) มีเมตตาจิต ใช้เหตุผลต่อเพื่อนมนุษย์เป็น ยกย่องนับถือความต้องการของตนและผู้อื่น และดำเนินชีวิตสู่ "การเป็น" ผู้ที่ตนมีศักยภาพที่จะเป็น ไม่ฟุ้งเฟ้อบ้าคลั่งตามผู้อื่น มีการทบทวนเสมอว่า จริงๆ แล้ว ตนเป็นใครกันแน่ ชอบอยู่กับความสมจริง ไม่เป็นทาสของอารมณ์
ขณะเดียวกัน โลกทัศน์นี้ไม่ปฏิเสธกฎแห่งธรรมชาติหรือกฎแห่งสังคม ที่กำหนดบทบาทของตนมาแต่กำเนิด และไม่ปฏิเสธความเป็นอิสระและความรับผิดชอบของตนในการอำนวยประโยชน์สุขให้แก่ตนและสังคมอย่างแท้จริง
ฟรอม์มอธิบายว่า โลกทัศน์นี้เกิดจากครอบครัวที่ได้ถ่ายทอด "ความมีเมตตาธรรม" ให้ไว้กับบุตรหลานอย่างถูกต้องพอควร ไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใดก็ตาม โดยเน้นการใช้ "เหตุผล" มากกว่า "กฎเกณฑ์" นิยม "เสรีภาพ" มากกว่า "การเดินตามก้นผู้อื่น" เน้น "การเป็น" ไปตามประสบการณ์ชีวิต คือ ทำความดีย่อมได้ความดี สัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความชอบธรรม และมีความเป็นตัวของตัวเอง
รัฐบาลและองค์กรภาคเอกชนหรือภาครัฐ จำต้องมี "นโยบายที่มีศรัทธาในคุณค่าของความเป็นมนุษย์" และ "พันธกิจในการทำคุณต่อสังคม" จึงจะเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน และสามารถสนับสนุน "การปฏิรูปสังคม" อย่างแท้จริง
มิฉะนั้น นักเผด็จการจะออกมาสั่งสมุนให้ "บงการ" สังคม ว่าอะไรคือผิดชอบชั่วดี ต้องทำอะไรอย่างไร ตามโลกทัศน์สี่แบบดังกล่าว หากใครหัวแข็งดื้อดึงก็จะถูกจัดการอย่างเด็ดขาด ประวัติศาสตร์ลัทธิฟาสซิสต์และลัทธินาซี จะซ้ำรอยที่ราชอาณาจักรไทย
อย่าลืมว่า โลกทัศน์ที่ไม่ทำคุณต่อสังคมกับที่ทำคุณต่อสังคมอยู่ในอัตราสี่ต่อหนึ่ง
Tags : ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
