กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 6 มีนาคม 2552 00:22
ทัศนะจากผู้อ่าน
ทัศนะจากผู้อ่าน

NGV ยังเป็นทางเลือกของผู้ใช้ยานพาหนะหรือไม่

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

 

 

 

 

 แต่อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวขึ้นอีกครั้ง และมีแนวโน้มว่าราคาจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าประชากรโลกได้ผ่านยุคน้ำมันถูก (The End of Cheap Oil) มาแล้ว

 

สาเหตุความผันผวนของราคาน้ำมันอาจเกิดขึ้นได้หลายประการ ไม่ว่าจากทิศทางและนโยบายในการผลิตน้ำมันของประเทศในกลุ่มโอเปค (OPEC) การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีนและอินเดีย และการบริโภคน้ำมันในสัดส่วนร้อยละ 25 ของโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแม้จากความตื่นตระหนกตกใจของประชาชน จนส่งผลทำให้เกิดการเก็งกำไร

 

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยคงจะไม่เผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำมันเหมือนในอดีต แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือ ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการผลิตในประเทศส่วนใหญ่อ้างอิงกับราคาน้ำมัน

 

ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกในรูปแบบ NGV เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านภาษี การให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย ฯลฯ เป็นที่ทราบกันว่าก๊าซ NGV ก็มีข้อดีหลายประการต่อประเทศไทยและผู้ใช้ยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ประเทศสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ลดต้นทุนสินค้า เนื่องจากมีราคาถูกกว่าน้ำมัน อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม จากรายงานผลการวิจัยที่จัดทำโดยศูนย์การศึกษาและวิจัยทางด้านโลจิสติกส์มหาวิทยาลัยศรีปทุม ในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 4 ประการ ที่จะมีผลทำให้ผู้ใช้ยานพาหนะหันมาใช้พลังงานทดแทนในรูปแบบ NGV เพิ่มมากขึ้น

 

ปัจจัยตัวแรก ได้แก่ มาตรฐานด้านความปลอดภัยในการติดตั้งระบบ NGV มาตรฐานเรื่องความปลอดภัยในการใช้ก๊าซ NGV อยู่ในความรับผิดชอบของหลายฝ่าย ตั้งแต่การติดตั้งระบบ NGV เพิ่มเติม (สำหรับผู้ใช้ยานพาหนะส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีระบบ NGV อยู่เดิม) ผู้ใช้ยานพาหนะซึ่งต้องดูแลระบบ NGV และการซ่อมบำรุงตามอายุการใช้งาน บริษัทที่ขนส่งก๊าซ NGV ที่สถานีบริการ สถานีบริการ NGV ทั่วประเทศ และกรมขนส่งทางบกรวมทั้งตำรวจจราจร ที่มีหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมดูแล

 

ในเรื่องของความปลอดภัย จากการวิจัยพบว่าความรับผิดชอบของผู้ใช้ยานพาหนะ ที่ต้องบำรุงรักษาการใช้ระบบ NGV น่าเป็นห่วงมากที่สุด เนื่องจากผู้ใช้ยานพาหนะอาจยังไม่มีความเข้าใจในการใช้ระบบ NGV และการบำรุงรักษาที่ดีและปลอดภัยเท่าที่ควร ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอุบัติจากการละเลย ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และที่สำคัญ คือ จากการประหยัดค่าใช้จ่ายโดยติดตั้งระบบ NGV ที่ราคาถูกแต่ไม่ได้มาตรฐาน

 

รองลงมา คือ ศูนย์บริการติดตั้ง NGV และผู้ตรวจสอบอุปกรณ์ ซึ่งในที่นี้รวมถึงผู้ติดตั้งที่ได้รับการรับรองจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และกรมการขนส่งทางบก ในปัจจุบันศูนย์บริการที่ได้รับรองมาตรฐานการติดตั้งดีเยี่ยมมีจำนวน 22 แห่ง และศูนย์บริการที่ได้รับรองมาตรฐานการติดตั้ง (ที่ไม่ได้ระบุระดับการบริการ) อีก 62 แห่งทั่วประเทศ และมีผู้ตรวจสอบอุปกรณ์จำนวน 43 แห่งทั่วประเทศ ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ยานพาหนะที่นำไปติดตั้งระบบ NGV ที่ไม่มีมาตรฐานและความปลอดภัยออกมาวิ่งบนท้องถนน ซึ่งหากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สามารถประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้ NGV และประชาชนเข้าใจวิธีถูกต้องในเรื่องการบริหารความปลอดภัยและรณรงค์ไปสู่การปฏิบัติจริงแล้ว เชื่อว่าจะมีผู้ต้องการใช้ NGV มากขึ้น และในอัตราที่เร็วขึ้น

 

ปัจจัยตัวที่สอง ที่มีผลทำให้ผู้ใช้ยานพาหนะหันมาใช้พลังงานทดแทนในรูปแบบ NGV เพิ่มมากขึ้นนี้ ได้แก่ การขยายสถานีบริการ NGV รวมทั้งมาตรฐานการให้บริการ จากรายงานสถิติการใช้ NGV ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ข้อมูลสถิติประจำเดือนมกราคม 2551 รายงานว่าประเทศไทยมีจำนวนรถ NGV ทั้งสิ้น 60,412 คัน จำนวนสถานีบริการ NGV 167 สถานี และปริมาณจำหน่าย NGV 35,512 ตัน/เดือน

 

จากข้อมูลทางสถิติจะเห็นได้ว่าจำนวนรถที่ติดตั้งระบบ NGV ได้เพิ่มขึ้นจากปี 2550 โดยเพิ่มจากจำนวนประมาณ 23,000 คัน มาเป็น 60,412 คัน ในต้นปี 2551 ซึ่งเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว และในปลายปี 2551 มีการประมาณการว่าจะมีปริมาณความต้องการใช้ NGV ไม่ต่ำกว่า 2,510 ตันต่อวัน ด้วยจำนวนรถที่ติดตั้งระบบ NGV สะสมอยู่ที่ 88,300 คัน ถึงแม้ว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้พยายามขยายสถานีบริการ NGV เพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาการขาดแคลน NGV (หรือเห็นตามป้าย NGV หมด) ยังมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ในหลายสถานีบริการ โดยสถานีบริการจะเกิดปัญหา NGV หมดอาทิตย์ละหลายครั้ง นอกจากนี้ ในวันไหนที่ไม่มีปัญหาขาดแคลน NGV ผู้ใช้ยานพาหนะยังมีปัญหาการรอคิวนาน โดยใช้เวลารอการรับบริการในแต่ละครั้งเฉลี่ยนานถึง 1 ชั่วโมง หรือในบางกรณีผู้ใช้ยานพาหนะรอจนใกล้ถึงคิวจะเติมก๊าซแล้วแต่ก๊าซกลับหมดก่อนจะได้เติม ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มีให้เห็นกันบ่อยครั้ง ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลให้ผู้ใช้ยานพาหนะที่คิดจะติดตั้ง NGV เกิดความไม่เชื่อมั่น และชะลอการใช้ระบบ NGV ออกไปอีก

 

ในประเด็นนี้ ศูนย์การศึกษาและวิจัยทางด้านโลจิสติกส์ มีความเห็นว่าปัญหาหลักไม่น่าจะเกิดจากการขาดแคลนก๊าซ NGV ในด้านของการซัพพลายหรือการผลิต เนื่องจากประเทศไทยมีหลุมก๊าซธรรมชาติและสามารถผลิต NGV ได้เองภายในประเทศ แต่ปัญหาน่าจะมาจากเรื่องการขาดแคลนถัง NGV หรือปัญหาการจัดการโลจิสติกส์และการขนส่งที่ไม่ดีพอ ซึ่งหากทางภาครัฐต้องการจะสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้ NGV มากขึ้น ภาครัฐควรให้ความสนใจในเรื่องของถัง NGV โดยควรมีการวางแผนการนำเข้าหรือผลิตเองในประเทศให้เพียงพอกับจำนวนรถ NGV ที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจากการประมาณการของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานคาดว่าจะมีจำนวนรถ NGV เพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวน 122,220 คัน ในปี 2552 และจำนวนประมาณ 254,000 คัน ในปี 2554

 

ปัจจัยตัวที่สาม ที่ส่งผลให้ผู้ใช้ยานพาหนะหันมาใช้พลังงานทดแทนในรูปแบบ NGV เพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้แก่ ปัจจัยด้านนโยบายราคา NGV ของกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีนโยบายสนับสนุนการใช้ NGV โดยมีการกำหนดราคาจำหน่าย NGV ไว้ที่ร้อยละ 50 ของราคาจำหน่ายดีเซล

 

หากพิจารณาจากอัตราการขยายตัวของราคา NGV ตั้งแต่ปี 2545-2551 จะเห็นได้ว่าราคา NGV ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 7.64 บาท/กก. เป็น 8.50 บาท/กก. ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พยายามตรึงราคาจำหน่ายโดยประมาณไว้ที่ 8.50 บาท/กก. แสดงให้เห็นว่าราคาของ NGV ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปตามราคาน้ำมัน และยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปตามกลไกของตลาด เนื่องจากภาครัฐยังให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการตรึงราคา NGV อยู่ ทั้งนี้ เพื่อต้องการผลักดันในคนไทยหันมาใช้ NGV เพิ่มมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม การปรับราคา NGV ให้เป็นไปตามกลไกของตลาด มีข้อดี คือ ช่วยในการสร้างความมีวินัยของประชาชนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด โดยความผันผวนทางด้านราคาจะทำให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาของวิกฤติพลังงาน และไม่ใช้พลังงานทดแทนที่มีในประเทศอย่างฟุ่มเฟือย

 

ในส่วนของ ปัจจัยสุดท้าย ผู้ใช้ยานพาหนะหันมาพิจารณาใช้พลังงานทดแทนในรูปแบบ NGV เกิดจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยการปรับราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เคยปรับราคาเพิ่มขึ้นไปเกือบถึง 40.00 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เคยปรับราคาขึ้นมากกว่า 40.00 บาทต่อลิตร

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์วิกฤติทางการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวถูกลงในปัจจุบัน แต่ก็เป็นเพียงสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น มีความเป็นไปได้ว่าราคาน้ำมันจะดีดตัวกลับขึ้นไปสูงอีกในอนาคต เพราะฉะนั้น การใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะ NGV จึงเป็นทางเลือกที่ผู้ใช้ยานพาหนะส่วนใหญ่ต้องพิจารณาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าปัญหาเรื่องโลจิสติกส์และการขนส่งเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้การผลักดันการใช้ NGV ในประเทศไม่ประสบความสำเร็จ

 

คำถามที่น่าสนใจ คือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะอนุญาตผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายอื่นเข้าร่วมให้บริการ แทนที่จะเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อาจมีผู้ให้บริการโลจิสติกส์และการขนส่ง 3-4 ราย และแบ่งเขตความรับผิดชอบเป็น 3-4 เขตทั่วประเทศ ทำหน้าที่ในการขนส่ง NGV ไปยังสถานีบริการ

 

นอกจากนี้ หาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สามารถเร่งขยายสถานีบริการ NGV ให้มีขนาดใหญ่ เหมือนกับโครงการที่สาขาบรมราชชนนี ที่จะเปิดเป็นสถานี NGV ประเภทแนวท่อขนาดใหญ่ (Conventional Station) ด้วยขนาดพื้นที่ 4 ไร่ โดยมีหัวเติมก๊าซทั้งหมดถึง 36 หัวจ่าย แบ่งเป็นหัวเติมสำหรับรถขนาดใหญ่ 4 หัวจ่าย และสำหรับรถยนต์ขนาดเล็กอีก 32 หัวจ่าย โดยจะสามารถให้บริการรถยนต์ขนาดใหญ่และรถเล็กได้ถึงวันละ 5,300 คัน ก็จะส่งผลให้เกิดความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้บริการมากขึ้น เพราะจะช่วยแก้ปัญหาในการรอคิวนาน และจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ NGV เพิ่มมากขึ้น

 

 

 

 

 

Tags : NGV บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ศูนย์การศึกษาและวิจัยทางด้านโลจิสติกส์มหาวิทยาลัยศรีปทุม ดร.กุลเชษฐ์ มงคล

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement