กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 22:00
คิดใหม่ วันอาทิตย์
คิดใหม่ วันอาทิตย์

ฝันให้ไกลไปกับ กสทช. ดิจิทัลทีวี 100 ช่อง+โทรศัพท์ 4 G

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

เล่นเอาเคลิ้มไปเลย! เมื่อได้ยิน 2 ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

    (กสทช.) แวะมาตั้งวงสนทนากับคณะบรรณาธิการทุกสื่อในเครือเนชั่น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

  ภายในปีนี้ 2555 ประเทศไทยน่าจะได้เห็นการประมูลคลื่นโทรทัศน์ระบบดิจิทัล อย่างน้อย 50 ช่อง อาจจะเปิดได้ถึง 100 ช่อง และการประมูลระบบเครือข่ายโทรศัพท์ย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่สามารถใช้เทคโนโลยีทำได้มากกว่า  3G ใกล้จะไปถึง 4 G

    บุคคลสำคัญ 2 คนของ กสทช. คือ พ.อ.ดร.นที  ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. คณะกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์กับ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์  มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. คณะกิจการโทรคมนาคม ที่เป็นสองคนหนุ่มที่มีพื้นเพเรียนจบโรงเรียนนายร้อย จปร.เหมือนกันและสองครอบครัวคุ้นเคยกันอย่างดี  แต่ภาษาสนทนากับคณะกอง บก.เครือเนชั่นพร้อมอาหารเที่ยงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาแทบไม่มีกลิ่นอายนายทหารแห่งกองทัพไทยหลงเหลืออยู่เลย


   ทั้งสองคนบอกว่าในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ จะเริ่มต้นกระบวนการประชาพิจารณ์ร่างแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และร่างแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม การประชาพิจารณ์เป็นกระบวนการสำคัญที่จะต้องหา "คำตอบในทุกคำถาม" จากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ได้  ถ้าคำถามไหนยังตอบหรืออธิบายไม่ได้แสดงว่าร่างแผนแม่บทในส่วนนั้นจะต้องถูกแก้ไข 

  เร็วที่สุดภายในเดือนมีนาคมนี้ คาดว่าร่างแผนแม่บท 3 ร่าง จะสิ้นสุดกระบวนการประชาพิจารณ์  หลังจากนั้น จะส่งให้คณะ กสทช. 11 คน พิจารณาอนุมัติอีกครั้ง

  แล้วจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการหลังลงราชกิจจานุเบกษา ที่จะเป็นการปิดช่องโหว่ความไม่สมบูรณ์ในอำนาจการอนุมัติเดินหน้างานของ กสทช.  ซึ่งเคยมีบทเรียนสำคัญศาลปกครองสั่งยุติการประมูลคลื่นความถี่ 2,100 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) เพื่อใช้ขยายเครือข่ายโทรศัพท์ 3 G ในยุคคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่มี "ดร.น้ำ" พ.อ.ดร.นที เป็นผู้ผลักดันจนใกล้จุดสำเร็จมากที่สุด

  พ.อ.ดร.นที : ประมาณเดือนมิถุนายน จะมีการทดลองออกอากาศ Digital TV ก่อนแล้วน่าจะเปิดประมูลคลื่นความถี่สำหรับทำ Digital TV ได้ภายในสิ้นปีนี้ เริ่มจากประมาณ 50 ช่องเป็นอย่างน้อย และอาจจะเพิ่มอีก 50 ช่องเป็น 100 ช่อง

  พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ : ภายในไตรมาสสามปีนี้น่าจะเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อทำโทรศัพท์ 3 G โดยในวันจันทร์นี้จะเริ่มประชุมคณะทำงานพิจารณาหลักเกณฑ์ประมูลโทรศัพท์ 3 G

  ฟังแล้วเคลิ้มมากครับ  เมื่อได้ยินกระบวนการทำงานที่มีห้วงเวลากำหนดไว้อย่างหนักแน่นจากสองคนหนุ่มไฟแรง  แข่งกันทำงานเพื่อผลักดันให้ "งานสำคัญ" ต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.สำเร็จโดยเร็วที่สุด

  หลักเกณฑ์ประมูลโทรศัพท์ 3 G น่าจะเดินไปได้เร็วเพราะครั้งที่แล้ว พ.อ.ดร.นทีในฐานะ กทช.ได้จัดทำรายละเอียดการประมูลทุกขั้นตอนไว้แล้วน่าจะเหลือแค่ 2 ประเด็นใหญ่ คือ จำนวนเงินขั้นต่ำของใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ควรจะเป็นเท่าไร และระบบประมูลแบบ N-1 ยังจำเป็นจะต้องนำมาใช้หรือไม่ เพื่อให้เกิดการแข่งขันกัน

  ระหว่างทางก่อนจะเกิดการประมูลคลื่น 2.1 เพื่อสร้างเครือข่ายโทรศัพท์ 3 G  ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ 3 รายได้นำร่องแข่งกันลงทุนเพื่อปรับใช้สัมปทานย่านคลื่นความถี่เดิม 900, 1,800 เมกะเฮิรตซ์ ให้เป็น 3 G แบบว่าทำให้ใช้ประทังชีวิตไปก่อนทั้ง AIS TRUE และ DTAC ที่สภาพบริการยังกระท่อนกระแท่นเต็มที

  แต่ก้าวหน้าไปกว่านั้น คือ ค่าย AIS ที่ได้รับอนุญาตเป็นระยะเวลาครั้งละ 90 วัน จาก กสทช.เปิดทดลองบริการ 4 G บนคลื่นความถี่ย่าน 2,300 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุดถึง 100 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) หรือเร็วกว่าเครือข่าย 3 G ถึง 7 เท่าตัว

  จึงมีความเป็นไปได้ว่าการประมูลคลื่นความถี่ 2,100 เมกะเฮิรตซ์ เป็นเครือข่าย 3 G อาจจะก้าวกระโดดไปสู่ย่านความถี่ 2,300 เมกะเฮิรตซ์ ยกระดับไปเป็นเครือข่าย 4 G ไปเลย  น่าจะดึงดูดให้ทุกค่ายทุ่มเงินประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือรอบนี้มากกว่าครั้งที่แล้วที่น่าจะเป็นการลงทุนครั้งเดียว เพื่อให้ประเทศไทยได้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดและดีที่สุด

   ไหนๆ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G บ้านเราก็มาช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะประเทศลาวและกัมพูชาแล้ว   ก็น่าจะก้าวกระโดดไปสู่เครือข่ายโทรศัพท์ 4 G ไปเลย เพื่อสร้างทางเลือกของผู้บริโภคในระดับเทพจำนวนหนึ่งที่มีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ในการใช้ความเร็วอินเทอร์เน็ตแบบสูงสุดระดับ 100 Mbps ที่สามารถโหลดภาพเคลื่อนไหวระดับ High Definition ได้ในด้วยความเร็วรอแค่ไม่กี่อึดใจ

   กสทช.ยังอยากจะขอคืนคลื่นความถี่สูงที่มีมูลค่ามากในการนำมาใช้ประโยชน์อีกย่าน คือ MMDS ที่อยู่ในการครอบครองของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จำนวนมากถึง 9 ความถี่ และอีก 3 ความถี่ในมือของกรมประชาสัมพันธ์ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา "แลกเปลี่ยน" กับบางอย่างในส่วนของคลื่นวิทยุและโทรทัศน์

   ถ้าโทรศัพท์เคลื่อนที่บ้านเราไปสู่ 3 G หรือ 4 G แล้วจะทำให้โทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นอุปกรณ์รับส่งข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น  รวมทั้งสามารถดูโทรทัศน์ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้นไม่เกิดอาการสะดุดมากนัก  แต่ก็ยังไม่ดีพอเมื่อเทียบกับการดูโทรทัศน์บนมือจากโทรทัศน์ดิจิทัลที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดิน

   พ.อ.ดร.นทีอธิบายว่าการใช้โทรศัพท์มือถือดูโทรทัศน์ที่เป็นคลื่นโทรคมนาคมเป็นระบบ 1 ต่อ 1 ที่มีการใช้แบนด์วิธที่มี "ค่าบริการ" จะไม่สะดวกและไม่จูงใจผู้ใช้บริการให้ทนใช้ได้นาน  หากเทียบกับการใช้คลื่นความถี่ในแบบบรอดแคสต์ในระบบดิจิทัลทีวีที่ไม่กินแบนด์วิธ เพราะเป็นการส่งแบบบรอดแคสต์ออกไปสู่ผู้รับจำนวนไม่จำกัด

   กระบวนการประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 2,100 เพื่อโทรศัพท์ 3 G น่าจะเกิดไม่ยาก  เมื่อเทียบกับการประมูลคลื่นความถี่เพื่อใช้ในกิจการดิจิทัลทีวีที่ยังมีขั้นตอนทางเทคนิคอีกมาก  ท่ามกลางการดำรงอยู่มาก่อนของโทรทัศน์ดาวเทียม 200 ช่องและเคเบิลทีวีท้องถิ่น กว่า 400 สถานีที่ กสทช.ว่างเป้าหมายให้ตัวเองว่าจะต้องออกใบอนุญาตให้เสร็จสิ้นโดยเร็วอาจจะภายในปีนี้

  เป้าหมายเริ่มต้นของ พ.อ.ดร.นทีภายในสิ้นปีนี้น่าจะประมูลคลื่นความถี่ที่มีอยู่แล้วที่ฟรีทีวี 6 ช่องเว้นย่านความถี่ยูเอชเอฟไว้ในช่อง 2,4,6 เพื่อใช้ทำ "ดิจิทัลทีวี" ได้เป็นอย่างน้อย 50 ช่องแยกเป็นช่องทีวีสาธารณะ-ชุมชนประมาณ 10 ช่องหรือ 20% ตามกฎหมาย ช่องทีวีธุรกิจ 30 ช่องและช่อง HD อีก 10 ช่อง โดยจะแยกใบอนุญาตออกตามเนื้อหา  เช่น  ช่องรายการเด็ก-เยาวชน ช่องรายการวาไรตี้ ช่องรายการข่าว ช่องรายการสารคดี ฯลฯ

  โดยกำหนดเงื่อนเวลาการออกใบอนุญาตวิทยุระบบดิจิทัลภายใน 2 ปีและโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภายใน 3 ปี  เริ่มให้ดำเนินการได้ภายใน 4 ปี

  เป้าหมายสุดท้ายตามร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ในยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัล  ครัวเรือนไทยในเมืองใหญ่จะสามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลให้ได้ 80% ภายใน 5 ปีถึงเวลานั้นปี 2560 ประเทศไทยจะมีดิจิทัลทีวีประมาณ 100 ช่อง

   ความน่าสนใจอีกประการที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญของยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลที่เป็นยุทธศาสตร์ที่ 6 ตามร่างแผนแม่บทกิจการวิทยุและโทรทัศน์  ระบุว่า ส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายร่วมกันในการประกอบกิจการ  เพื่อให้สามารถขยายโครงข่ายวิทยุและโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ได้ภายใน 2 ปี

   พ.อ. ดร.นทีบอกว่า กสทช.อยากให้โครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายของโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลเป็น "โครงการระดับชาติ" โครงข่ายเดียวเพื่อไม่ให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อนแบบเดิมที่สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี 6 ช่องในระบบอนาล็อกมีการลงทุนเสาส่งทั่วประเทศแยกกัน  ทำให้บนหลังคาบ้านทุกครัวเรือนไทยรกรุงรังไปด้วยเสาอากาศสูงที่มีปีกรับสัญญาณหันไปคนละทิศคนละทาง

   สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่องล้วนมีศักยภาพในการลงทุน "โครงข่ายทีวีดิจิทัล" คือ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 กับ 9 ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 กับช่อง 7 ที่มีสถานีทวนสัญญาณ  รวมกันประมาณ  150-200 สถานีที่สามารถใช้ติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณคลื่นความถี่ดิจิทัลทีวีได้ทั่วประเทศ

   เท่าที่ทราบข่าววงในผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ทุกช่องในประเทศไทยค่อนข้างจะเห็นตรงกัน  ควรจะร่วมลงทุน "โครงข่ายระดับชาติแห่งเดียว" สำหรับส่งสัญญาณคลื่นความถี่ดิจิทัลทีวีในประเทศไทย

   ปัญหาน่าจะอยู่ที่ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีอยากจะเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลทีวีจริงๆ หรือไม่ในช่วงที่สัมปทานช่อง 3 และช่อง 7 ยังเหลือในการทำธุรกิจสร้างกำไรอีกเกือบ 10 ปี

  เพราะการลงทุนร่วมกันแบบนี้ จะเท่ากับเพิ่มคู่แข่งขันดิจิทัลทีวีในระดับชาติอีก 100 ช่องมาแย่งโฆษณาที่แข่งกันอยู่แค่ 4 ช่อง (ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 และช่อง 9) ไม่นับช่อง 11 ที่ยากจะโฆษณากับช่อง TPBS ที่กฎหมายไม่ให้มีโฆษณา

    ยังมีคู่แข่ง "ทีวีดาวเทียม" อีกกว่า 200 ช่องที่เกิดขึ้นมาแล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา  ทีวีดาวเทียมกำลังเริ่มจะคุกคามแย่งชิงคนดูจากฟรีทีวี 6 ช่อง  ด้วยอัตราเร่งการเพิ่มขึ้นของเคเบิลทีวีท้องถิ่นกับจานดาวเทียม ที่ปาเข้าไปกว่า 11 ล้านครัวเรือน หรือเกิน 50% ของครัวเรือนไทยที่สามารถดูโทรทัศน์ได้ทุกแบบกว่า 150-200 ช่องคาดว่าอีกประมาณ 3-4 ปีข้างหน้าครัวเรือนไทยเกินกว่า 90% น่าจะติดตั้งเคเบิลทีวีและจานดาวเทียมเรียบร้อยแล้ว

    ภูมิทัศน์สื่อ (Media Landscape) ของไทยหลังการเกิดขึ้นของดิจิทัลทีวี 100 ช่องที่สามารถดูผ่านอุปกรณ์มือถือที่มีกว่า 100 ล้านเครื่อง ทีวีดาวเทียม 200 ช่องที่เข้าไปอยู่ในบ้าน 21 ล้านครัวเรือน เคเบิลทีวี 400 สถานีและโทรศัพท์ระบบ 4 G ครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศไทย  ในขณะที่เทคโนโลยีได้ทำให้ทุกจอ (Screen) คือ จอโทรทัศน์ จอโทรศัพท์มือถือและจอคอมพิวเตอร์ (รวมไปถึงแทบเล็ต) สามารถหลอมรวมการใช้กลายเป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถสื่อสารด้วยเสียง รับส่งข้อมูลทุกแบบและรับชมภาพเคลื่อนไหวจากดิจิทัลทีวีในทุกพื้นที่ของประเทศไทย 
  
    หากทุกอย่างเกิดขึ้นจริงตามแผนแม่บท 3 ฉบับของ กสทช.ที่มีระยะเวลา 2555-2559   ลองจินตนาการว่าภูมิทัศน์สื่อของประเทศไทยในปี 2560 จะเป็นอย่างไร   ช่างน่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจมากๆ แม้ว่ายังมีความกังวลว่าเนื้อหาของรายการดีๆ จะพัฒนาได้มากพอสนองตอบการเพิ่มขึ้นของช่องทางต่างๆ หรือเปล่า

Tags : ฝันให้ไกลไปกับ กสทช. ดิจิทัลทีวี 100 ช่อง+โทรศัพท์ 4 G

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Jirach

    ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมี 4G ได้ไวชนิดหายใจ
    รดต้นคอคนเวียตนาม ในขณะที่มีนักการเมือง
    "ล้าหลัง"ชนิดที่ยังใช้การเคาะรางรถไฟแทน
    ระบบโทรเลข?

    โมเดลการแตกระบบสื่อสารให้มีช่องทาง
    หลากหลาย ไม่ทราบว่าจะเป็นที่ถูกใจ
    นักการเมืองไทยหรือเปล่า? ดูผิวเผิน
    เหมือนจะมีช่องทางทำมาหากินเยอะขึ้น
    แต่เขาก็คงจะกลัว"เสียอำนาจการควบคุม"!
    เพราะที่มีน้อยช่องทางอย่างทุกวันนี้
    "ครอบงำ"หรือ"ซื้อ"ได้ง่ายกว่า
    แม้จะมีประเจิดประเจ้อหลุดออกมาประจาน
    "เสรีภาพ"(ที่สั่งได้)ในที่สาธารณะ แต่ก็
    ยังพอเคลียร์ได้ วิธีการมีมากมายที่จะลากเขา
    มาเป็นพวก เพราะ"ความซื่อสัตย์"ต่อหน้าที่
    ของ"สื่อ"ก็ลดน้อยถอยหายไม่ต่างไปจาก
    นักการเมืองและนักวิชาการ!
    (ไม่ขอนับพวกนักเขียนนิยาย เพราะโดยจริต
    แห่งวิชาชีพก็ต้อง"ปั้นเรื่อง"อยู่แล้ว)

    แม้นี่จะไม่ไช่การเห่อเหิมเทคโนโลยีใหม่ๆ
    เพราะถึงคราวที่เราจะต้องใช้งานจริง
    กสทช.จะต้องเร่งวาง "communication
    infrastructure" นี่ใว้ให้ดี ให้ถูกต้อง
    มีความเป็นธรรมและเกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง
    อย่าเปิดช่องแม้เพียงเล็กน้อยให้นักการเมือง
    หรือผู้เชี่ยวชาญนอมินีเข้ามาแสวงหาประโยชน์
    แก่พวกของตัว ไม่เขียนอะไรเป็นหลักการ
    "กว้างๆ"จนเหลือเป็นช่องให้หมา...เอ้ย
    พวกฉ้อฉลใช้รอดเข้าไป"ขโมยของ"ได้!!

    และไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ เราจะมีนักการเมือง
    ที่เหมาะสมกับยุคสมัยทั้งโดยพฤติกรรม
    และโดยจิตใจ ไม่ใช่ปากก้าวหน้า แต่สันดาน
    ล้าหลังจนไม่อาจเปรียบเทียบกับใครได้
    แม้กระทั่งนักการเมืองในประเทศสังคมนิยม
    อย่างเวียตนาม 

    พวก"หัวก้าวหน้า"ในยุคหนึ่ง ชิงธงนำในการ
    เป็นประชาธิปไตย ในขณะที่ในหลวงพยายาม
    เตรียมความพร้อมให้ราษฎรด้วยการตั้ง
    "ดุสิตธานี" แล้วประชาธิปไตยเราก็พิการ
    ต่อเนื่องมาเกือบ 80 ปี
    มาวันนี้ ก็ปรากฎว่ามีพวกที่อ้างตัวว่าเป็น
    "หัวก้าวหน้า"? นั่งเทียนทางวิชาการ
    "อวดอุตริ"อยากแก้โครงสร้างของประเทศ
    เหตุใดพวกหัวสมัยใหม่ถึงจะเป็นผู้สร้าง
    "ความฉิบหาย"ให้ประเทศทุกครั้งไป...?
    แม้เกิดไม่ทัน แต่ใช่ว่าความจริงในเรื่องนี้
    จะพิสูจน์ไม่ได้ เพราะแม้จะเป็นแค่ยุคแตะ 3G
    ด้วยจำนวนช่องทางสื่อเท่าที่มีอยู่
    เขาต้องไม่ลืมว่า...
    "ครอบใคร"ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement