กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 30 มีนาคม 2553 16:47
ประภาส ปิ่นตบแต่ง
ประภาส ปิ่นตบแต่ง

สังคมควรทำอะไรร่วมกันก่อนยุบสภา

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

คงเป็นเรื่องปกติที่แกนนำคนเสื้อแดงได้บอกแก่ผู้ร่วมชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า ว่า การเจรจากับรัฐบาลไร้ผล และกำลังจะชวนกันยกระดับการกดดัน

แต่ถ้ามองโดยถอยออกมาจากอารมณ์อันเป็นหนึ่งเดียวของการชุมนุม ที่มีเป้าหมายล้มหรือเปลี่ยนรัฐบาลด้วยการยุบสภาโดยทันที ก็จะพบว่าผลสะเทือนของการชุมนุมครั้งนี้ได้เกิดขึ้นอย่างสำคัญ
 

นั่นคือ ได้ทำให้รัฐบาลประกาศยอมรับที่จะไม่อยู่ครบวาระ ซึ่งเหลืออีกราว 1 ปี 9 เดือน ดังที่นายกรัฐมนตรีได้เสนอว่ารัฐบาลจะยุบสภาภายใน 9 เดือน และที่สำคัญอีก (ขอพูดอีกครั้ง) คือ คนเสื้อแดงควรจะเห็นได้ว่า พลังของกลุ่มตนได้กลับคืนมา และเพิ่มขึ้นอย่างมหัศจรรย์แล้ว เมื่อเทียบกับสงกรานต์ปีก่อน
 

การกลับมาเกิดใหม่และมีพื้นที่ทางการเมืองในสังคมเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นชัดว่าพันธมิตรฯ ถึงกับต้องโผล่กันออกมาประกาศ ว่า การยุบสภาไม่ใช่ทางออกของประเทศ เพราะการยอมรับเงื่อนไขยุบสภา ทำให้ประวัติศาสตร์ของพันธมิตรฯ ด้อยลงไปอย่างมากทีเดียว
 

เรายังไม่รู้ว่า คนเสื้อแดงจะยกระดับไปแค่ไหน อย่างไร และจะเกิดอะไรในวันข้างหน้าอันใกล้ ก็ได้แต่หวังว่า คงเป็นเพียงเรื่องหน้าฉากที่ต้องรักษาอารมณ์อันเป็นหนึ่งเดียวของการชุมนุม เพราะทันทีที่ขึ้นโต๊ะเจรจา อารมณ์ร่วมอันฮึกเหิมได้ลดอุณหภูมิไปมาก
 

ว่ากันว่า เวทีเจรจาในวันแรกได้ทำให้พี่น้องเก็บของกลับบ้านไปไม่น้อย จนทำให้บรรดาแกนนำต้องปลุกปลอบกันตลอดคืนยันรุ่ง และเช้ายันค่ำในวันเจรจาครั้งที่ 2 เพราะเวทีเช่นนี้จะพูดเอามันคงทำไม่ได้ 
 

ยังหวังว่า หลังฉากจะเป็นการหาทางลงให้ได้ก่อนสงกรานต์ หาทางเจรจาเพื่อหาข้อยุติที่พอจะประกาศชัยชนะร่วมกับมวลชน และหยุดทัพกลับไปปรับขบวน เพื่อให้สังคมได้หายใจอย่างโล่งอกสักครั้ง 
 

ที่จริงนายกรัฐมนตรีก็ได้เสนอประเด็นสำคัญ ว่า รัฐบาลและสภาจะต้องอยู่เพื่อทำงานบางอย่างที่จำเป็น ซึ่งก็ควรช่วยกันพิจารณาน่าจะเป็นประเด็นช่วยคิดกัน มากกว่าจะเอาหัวไปชนฝาจนหาทางออกกันไม่ได้
 

ประเด็นเรื่องการสร้างกติกาที่ยอมรับกันได้ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ เราพอยอมรับกันได้ไหมตามข้อเสนอของ กป.พอช. คือ สนับสนุนให้มีกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างมีส่วนร่วม โดยให้กำหนดประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน สร้างกระบวนการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 
 

นอกจากนี้ เปิดช่องทางให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และทำประชามติ แก้ไขหรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามประเด็นที่กำหนดไว้ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่นายกรัฐมนตรีเสนอซึ่งใช้เวลาสำหรับประชามติราย 90-120 วัน ส่วนระยะเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเร่งรัดได้
 

ประเด็นที่สอง บางทีเราลืมกันว่า ยังมีกติกาที่สำคัญกว่ารัฐธรรมนูญและการแก้รัฐธรรมนูญ นั่นคือ กฎหมายลูกและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อาทิเช่น กฎหมายจัดตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามมาตรา 67 (2) กฎหมายจัดตั้งสถาบันความปลอดภัยชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน กฎหมายการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชน ฯลฯ
 

รัฐธรรมนูญ 2550 มีบทบัญญัติให้ต้องเร่งออกกฎหมายเหล่านี้ให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หลังการใช้รัฐธรรมนูญแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่มีเพียง พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับเดียวที่เสร็จเรียบร้อย และ พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ เพียงที่ผ่านการพิจารณาแบบลักไก่ (ฝ่ายค้านไม่ร่วมประชุม) เมื่อไม่กี่วันมานี้
 

กลไกและเครื่องมือเหล่านี้ มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากระบวนการเลือกตั้ง การสร้างและจรรโลงประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หากไม่เร่งทำให้สิ่งเหล่านี้ลงรากปักฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมจะต้องช่วยเร่งให้เกิดขึ้น ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
 

เพราะจะเป็นหลักประกันสำคัญให้ผู้คนที่เป็นคนเล็กคนน้อยได้มีพื้นที่ทางการเมือง การกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างความอยุติธรรมทางสังคม โดยไม่พิจารณาประเด็นเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสงสัยว่าเอาจริงเอาจังกันมากน้อยแค่ไหน 
 

บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงไม่เคยใส่ใจมากนัก การเลือกตั้งเป็นสิ่งจำเป็นแน่นอนแต่ไม่เพียงพอสำหรับกระบวนการสร้างและจรรโลงประชาธิปไตย "ไพร่" หรือคนเล็กคนน้อยจะปกป้องฐานทรัพยากรของชุมชนได้อย่างไร ถ้าไม่ช่วยกันทำให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น
 

เหตุผลของการดำรงอยู่ของรัฐบาลและสภาอีกสักระยะหนึ่ง ก็จะต้องเร่งทำกฎหมายเหล่านี้ให้เสร็จสิ้น เพื่อให้เกิดพื้นที่ทางการเมืองที่ลงรากปักฐาน และเป็นเครื่องมือทางการเมืองสำหรับคนเล็กคนน้อย
 

หากการพูดถึงความไม่เป็นธรรมทางสังคมแบบไม่ดัดจริต อีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลมีความจำเป็นอยู่เพื่อดำเนินการ ก็คือ นโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนจน คนเล็กคนน้อย ที่กำลังดำเนินไปได้ และต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง
 

คนเสื้อแดงก็ควรจะเปิดโอกาสให้รัฐบาลดำเนินการ เพื่อให้ "ไพร่" ได้รับประโยชน์ ดังกรณีเรื่องการกระจายการถือครองที่ดิน ที่มีมาตรการอีกหลายประการ อาทิเช่น โฉนดชุมชน กองทุนธนาคารที่ดิน  กฎหมายภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ
 

สิ่งต่างๆ เหล่าคงใช้เวลาสักระยะหนึ่งที่ไม่มากนัก และน่าจะพอเจรจากันได้เพื่อให้ผู้คนได้ประโยชน์ เพราะสามารถดำเนินการไปพร้อมๆ กับการสร้างกติกาหรือแก้รัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายลูก
 

สุดท้าย ยังหวังว่าคนเสื้อแดงคงจะเห็นว่าถ้าสามารถหาข้อยุติในการเจรจากับรัฐบาลได้ เหตุการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ จะกลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ ที่จะถูกจารึกเอาไว้ในแผ่นดินอย่างสำคัญ
 

แต่ถ้าฮึกเหิมด้วยอารมณ์อันเป็นหนึ่งเดียวจนเกินเลยและยกระดับกันไปอีก ก็ไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย

Tags : ประภาส ปิ่นตบแต่ง

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

สังคมต้องทำอะไรก่อนยุบสภา
1.ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง นักการเมือง พรรคการเมือง ระบบการเลือกตั้ง แก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่แล้วลงประชามติรับรอง
2.ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 10 ปีแล้วลงประชามติรับรอง
ทั้งรัฐธรรมนูญกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเป็น แนวทางปฏิบัติในการพัฒนาประเทศที่ประชาชนจะรับผิดชอบร่วมกัน กำหนดทบทวนและปรับปรุงทุก 5 ปี
ทำให้เสร็จภายในอายุรัฐบาลชุดนี้ ในกรณีที่่รัฐบาลแพ้มติในสภาหรือการอภิปรายไม่ใว้วางใจต่อฝ่ายค้านอันมีผลมาจากการปฏิบัติงานในสภาให้เหลือลาออกเพียงอย่างเดียวแต่ให้ตั้งรัฐบาลใหม่มาทำงานแทนในวาระที่เหลือ ประเทศไทยจะใช้กติกาใหม่ตามการวาระการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เดิม(ประมาณ1 ปีเ9 ดือน)

ความคิดเห็นที่ 1

ฮา ฮา แหมนั่งอ่านตั้งนานที่แท้ก็..เหลืองศิษย์แป๊ะลิ้ม..นี่หว่าทำเนียน เอิ้ก..ให้A ละกาน..จะแก้รัฐธรรมนูญทำไมต้องรีบทำยุคอภิสิทธิ์..แทนที่เสื้อแดงจะเดือดร้อนกลายเป็นอภิสิทธิ์กินปูนร้อนท้องแทน..อธิบายได้อย่างเดียวซื้อเวลา ฮา ฮา

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Video

advertisement

advertisement

advertisement