กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 2 มีนาคม 2553 17:06
ประภาส ปิ่นตบแต่ง
ประภาส ปิ่นตบแต่ง

ทฤษฎีจูงวัวควาย

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

การเคลื่อนไหวของชาวบ้านในชนบท คนจน คนรากหญ้า ฯลฯ ถูกครอบงำมายาวนาน ด้วยกรอบการอธิบาย ที่ขอเรียกว่า "ทฤษฎีจูงวัวควาย"

ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากงานของ Riggs เรื่องรัฐราชการ (Bureaucratic Polity) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1966
 

บางท่านเรียก ทฤษฎีอำมาตยาธิปไตย เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ว่า อำนาจอธิปไตย หรืออำนาจทางการเมืองไทยอยู่ที่อำมาตย์หรือข้าราชการตลอดมา ตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475
 

อีกชิ้นหนึ่ง คือ งานของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เรื่อง "สองนคราประชาธิปไตย" ที่มองว่าคนชนบทซึ่งมีจำนวนมากเป็นพวกไพร่ มีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย คนพวกนี้จึงเป็นฐานเสียงผู้ตั้งรัฐบาลอัปรีย์ชน ส่วนคนในเมืองจำนวนน้อยแต่ฉลาด หลักแหลม ฯลฯ เป็นผู้ตรวจสอบ กำกับและล้มรัฐบาล
 

Riggs พบว่า สังคมไทยไม่มีองค์กรนอกภาครัฐ (Extra-Bureaucratic Polity) ประชาชนโดยทั่วไปมีลักษณะเฉื่อยชาทางการเมือง แต่งานของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เรื่อง "มองการเมืองไทยผ่านองค์กรธุรกิจ" พบว่าในช่วงตั้งแต่รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้นมา ภาคธุรกิจได้เติบโตและเข้ามาแบ่งอำนาจทางการเมืองกับพวกอำมาตย์
 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาจารย์เอนก พบว่าสังคมไทยเกิดองค์กรนอกภาครัฐขึ้นมาแล้ว แต่มีเพียงภาคธุรกิจเท่านั้น ที่สามารถเข้ามาแบ่งอำนาจทางการเมือง และการตัดสินตกลงใจในกระบวนนโยบายสาธารณะมาจากรัฐราชการ
 

ส่วนชาวบ้านโดยเฉพาะในชนบท แม้จะมีการรวมกลุ่มก้อน หรือสังกัดเครือข่ายองค์กร แต่ก็มีลักษณะเป็นองค์กรจัดตั้งและกำกับโดยรัฐ หรืออยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์-ลูกน้อง ไม่ได้มีลักษณะเป็น "เสรีชน" ผู้ซึ่งหลุดพ้นจากวัฒนธรรมประเพณีที่ล้าหลัง เหมือนคนชั้นกลางในเมือง
 

งานเหล่านี้เป็นฐานทางวิชาการให้กับนักวิเคราะห์ทางการเมือง ที่ใช้มองการเมืองของผู้คนในชนบทมายาวนาน และยังมีอิทธิพล ครอบงำ มาสู่การวิเคราะห์การเมืองของมวลชน ที่กำลังขับเคี่ยวกันในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้
 

กรอบดังกล่าวนี้มองว่า ชาวบ้านในชนบทที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็เพราะถูกลากพา หรือจูงจมูกเหมือนวัวเหมือนควาย ไม่ว่าอธิบายแง่ไหน มุมไหน ยังไงคนพวกนี้ก็ยังถูกเข้าใจว่าเป็นไพร่วันยังค่ำ
 

ในมิติการเมืองในกระบวนการเลือกตั้ง แม้ผู้คนเหล่านี้จะมาลงคะแนนเสียงด้วยสัดส่วนร้อยละที่สูงมาก แต่พวกเขามาลงคะแนนเลือกตั้ง ก็เพราะ ถูก "ลากพา" มาด้วยยุทธวิธีการขนคนของหัวคะแนน และแรงจูงใจด้านการซื้อสิทธิ-ขายเสียง
 

การเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว ชุมนุม ก็เพราะมีพวกมือที่สามไปจ้างวานให้มาร่วมชุมนุม การเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับคนสีเสื้อไหนก็แล้วแต่ ก็เป็นเพราะถูกลากจูงมาด้วยผลประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่ได้มาด้วยความคิดอุดมการณ์ หรือความเข้าใจในระดับนามธรรมที่สูงไปกว่าผลประโยชน์ที่มองเห็นได้ตรงหน้าเล็กๆ น้อยๆ
 

"เห็นไหมครับพี่น้อง! ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ฝูงวัวฝูงควายที่เคยสังกัดคอกสีแดงนักการเมืองผู้กว้างขวาง พอพวกหัวเปลี่ยนมาเป็นคอกสีน้ำเงิน ฝูงวัวฝูงควายก็ถูกลากจูงมาสังกัดคอกใหม่ ตั้งแถวจัดแถวกันเป็นระเบียบเรียบร้อย"
 

เหตุการณ์และปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ โดยเฉพาะการออกมาเคลื่อนไหว หรือแสดงบทบาททางการเมืองของผู้คนในชนบท ควรนำมาสู่การตั้งถามต่อกรอบการวิเคราะห์แบบทฤษฎีจูงวัวควายเสียที
 

ประการแรก ควรทำความเข้าใจสภาพความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางที่เกิดขึ้นในชนบท ว่า  ได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงภาพของสังคมเกษตรกรรม กล่าวคือ ชีวิตต้องพึ่งพิงภายนอกทั้งด้านตลาด นโยบายการแก้ไขปัญหา หรือการช่วยเหลือสนับสนุนจากรัฐและองค์กรภายนอก รวมทั้งการดิ้นรนเข้าไปอยู่ในโรงงาน หรือการพึ่งรายได้นอกภาพเกษตรกรรม ฯลฯ
 

สภาพเช่นนี้ ทำให้ผู้คนต้องเข้าไปสัมพันธ์การเข้าสังกัดกลุ่ม องค์กร รวมทั้งเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือนโยบายสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพราะได้กลายเป็นเงื่อนไข/ปัจจัยที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอด
 

ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏขึ้นในชนบท ก็คือ ผู้คนได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างใกล้ชิดแล้ว ดังจะเห็นได้ ว่า ชาวบ้านเข้าสังกัดกลุ่มองค์กร และเครือข่ายการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย อาทิเช่น เครือข่ายหนี้สินชาวนา สมัชชาเกษตรรายย่อย สมัชชาคนจน ฯลฯ
 

รวมทั้งเข้าไปสังกัดกลุ่มองค์กรที่รัฐเข้าไปสนับสนุน ที่สำคัญ คือ มีลักษณะที่แตกต่างไปจากการสังกัดกลุ่มองค์กรในอดีต กล่าวคือ ไม่ได้มีลักษณะเป็นแบบกลุ่มที่จัดตั้งและควบคุมโดยรัฐ (state corporatism) ภาพของกลุ่มองค์กรที่มีบทบาทเพียงจัดแถวเตรียมต้อนรับ หรือส่งข้าราชการชั้นสูงเริ่มหายหมดไปแล้ว
 

ประการที่สอง นโยบายสาธารณะ โครงการพัฒนาของรัฐ  การจัดหรืออะไรก็แล้วแต่ กลายเป็นทรัพยากรสำคัญเกี่ยวกับการผลิต และสภาพสวัสดิการ ฯลฯ ไม่ว่าจะเรียกประชานิยมชีวิตความเป็นอยู่ หรือการทำมาหากินของผู้คน มีนัยสำคัญต่อสภาพดำรงชีพของผู้คน
 

แต่ผู้คนจะเข้าถึงได้ต้องเคลื่อนไหวทางการเมืองในระดับชุมชนด้วย อาทิเช่น เข้าสังกัดกลุ่มองค์กร เข้าไปสัมพันธ์กับหัวคะแนน ผู้ใหญ่บ้านกำนัน นายก อบต. ฯลฯ หรือมีความจำเป็นต้องเข้าไปสัมพันธ์กับการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว
 

สิ่งเหล่านี้ จึงควรนำมาสู่ข้อสรุปใหม่เสียทีหรือไม่ ว่า คนในชนบทเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ และความรับรู้ทางการเมือง ตลอดจนท่าทีหรือความโน้มเอียงทางการเมือง และการเข้าไปมีส่วนในปฏิบัติการทางการเมือง ทั้งในระดับการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ
 

การเข้าไปสัมพันธ์กับการเมือง จึงไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นวัวเป็นควาย แต่เพราะเงื่อนไขด้านสภาพชีวิตและวิถีการทำมาหากินทำให้ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งมีมาก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 4-5 ปีนี้แล้ว

 

Tags : ทฤษฎีจูงวัวควาย ประภาส ปิ่นตบแต่ง

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8

ไม่อยากเห็นคนไทย...โดยเฉพาะเยาวชนไทย...คิดได้แค่ คห.6 เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศชาติโดยส่วนรวมเลย

นอกจากนั้น พวกอาจม อาจารย์ นักวิชาการ นักวิชาเกิน ทั้งหลายเหล่านี้ ควรสร้างคุณูปการให้ประเทศ...ด้วยการศึกษาข้อมูลให้รอบด้านว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดชั่ว สิ่งใดดี (ถ้าบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายยังแยกแยะไม่ออก...แล้วไปสอนเด็กรุ่นใหม่...พอภายหลังเขาโตแล้ว เขาทำงาน เขาเห็นโลกกว้างขึ้น)

เขารู้ว่าถูกอาจารย์ปลุกปั่น ล้างสมอง...เขายิ่งเกลียด ยิ่งแค้น บรรดา อ.เหล่านี้ มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก...สังคมเราก็ยิ่งแตกแยกมากขึ้น...ที่นี้เลยเข้าทางพวกซาดิสต์ พวกโรคจิตเลย...

ความคิดเห็นที่ 7

อ่าน คห.6 แล้ว สงสารประเทศไทย

ความคิดเห็นที่ 6

ยุควัว ค ว า ย ครองเมืองของแท้ต้อง ค ว า ย หางเหลือง แทะโกเต็ก หรือ ค ว า ย ปากห้อย ค ว า ย แขนคดเอ๊ย ค ว า ย ขาคดชอบแย่งเมียเพื่อน ฮาฮา

ความคิดเห็นที่ 5

เหตุการณ์ที่สอง เป็นเหตุการณ์ที่ชาวบ้านถูกทำให้เชื่อว่าทุกๆอย่างต้องไม่มีฟรี

บึงใหญ่ในหมู่บ้านแห่งนึง ชาวบ้านแถวนี้ได้ใช้ประโยชน์กับมันได้อย่างเต็มที่

พอเริ่มมีการจัดการท้องถิ่นแบบ อบต. พวกเราถูกทำให้เชื่อว่า การจะใช้ทรัพยากรใดๆในท้องถิ่น พวกเราต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าบำรุง การหาปลาที่เคยหาทั้งปีได้ ก็ทำไม่ได้ดังเดิม เพราะต้องรอตอนที่ อบต.จัดเทศกาล ที่เปิดให้จับปลาโดยชาวบ้านจะต้องเสียค่าอุปกรณ์หาปลาหรือค่าแห ปากละ40 บาท หาได้แค่ 3 วันเท่านั้น หลังจากนั้นบึงจะปิดไปอีกนาน

พวกเราก็ได้แต่งงกับวิธีการจัดการ ผู้คนก็ไม่ได้อาศัยมากมายขึ้นอะไร เพราะคนหนุ่มสาวก็หนีไปทำงานกรุงเทพฯกันหมด แล้วทำไมการเมืองท้องถิ่นมีสิทธิอะไรที่เอาสิทธิในการจับปลานี้ไป แปรไปเป็นค่าบำรุงอะไรไม่ทราบ

นานวันเข้า มีการถมดินจนบึงแห่งนี้คับแคบลงเหลือพื้นที่อยู่ไม่มากนัก ชาวบ้านก็ได้แต่สงสัย แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก เพราะอะไร ก็เพราะอีกไม่นาน บึงตรงนั้นก็กลายเป็น ที่ตั้งของบ้านของลูกชาย สส.ใหญ่ ที่ครองตำแหน่งมานานกว่า สามสิบปี

ชาวบ้านบริเวณบึงก็ได้แต่สลดใจ บึงกว้างใหญ่ กลับคับแคบ แถมยังเปลี่ยนมาเป็นที่ตั้งของบ้านราคาหลายสิบล้านได้อย่างไร

ถามว่าเลือกตั้งครั้งต่อๆมา สส.คนดังกล่าวได้เป็นสส.อีกไหม ตอบว่า ได้เป็น แม้ชาวบ้านบริเวณบึงจะไม่พอใจที่เอาแหล่งหากินของพวกเขาไป แต่ทำไงได้เขาเป็นนาย ถึงที่นี่ไม่เลือกเขาหมู่บ้านอื่นก็เลือกเขา

การจะไปขัดแย้งกับนักการเมืองที่มีอิทธิพลมานาน มันไม่ใช่ง่ายๆ ถ้าไม่เป็นพวกเขา อยู่เฉยๆซะดีกว่า
ถามว่า อะไรหรืออาจารย์ อะไรคือการเรียนรู้ประชาธิปไตยของชาวบ้าน อะไรครอบอยู่บนรากฐานประชาธิปไตยของพวกเขา พวกเขาตัดสินใจได้โดยตัวเองอย่างอิสระใดๆไหม พวกเขามีสิทธิติดตัวมาตามธรรมชาติ ตามรูปแบบแห่งประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นไหม

ฉนั้นเราจะช่วยเขา โดยการ สนับสนุนให้เขาได้เข้าใจว่า สิ่งที่เขาโดนการเมืองท้องถิ่นกระทำอยู่ ครอบเขาอยู่ สอนเขาอยู่ นั่นแหละคือการเรืยนรู้ประชาธิปไตยที่ถูกแล้ว

ใครยังไม่เชื่อเรื่องบึงแห่งนี้ ขับรถไปดูได้ที่ ลพบุรี นะ สืบเอาว่าใครกันที่เป็น สส.มากว่าสามสิบปี

ความคิดเห็นที่ 4

ผมเห็นด้วยในบางอย่างและก็อยากแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนบางอย่างครับ

เห็นด้วยครับที่อาจารย์บอกว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในชนบทเข้าถึงและเข้าใจในเรื่องของการเมืองมานานมากแล้ว นานไปกว่าจะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานเสียอีก

จริงอย่างที่อาจารย์ได้กล่าวไว้ ที่เขาเข้าใจการเมืองอย่างลึกซึ้งได้ดังกล่าว ก็เพราะเขาจำเป็นต้องดำเนินชีวิตไปอย่างมีหลักประกัน และหลักประกันที่ว่านี้ก็ไม่พ้น อำนาจแห่งการเมืองท้องถิ่นในระดับต่างๆ ไล่ไปตั้งแต่ระดับ หมู่บ้าน เทศบาล จังหวัด และระดับประเทศ

ระบบอุปถัมป์เดิมเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการจะเข้าถึงและเข้าใกล้หลักประกันที่ว่ามา
มันจึงก่อให้เกิด การชักจุงในรูปแบบใหม่ๆครับ มันเป็นการชักจุงที่ทำให้เชื่อว่า การที่พวกเขาจะมีชีวิตที่สบายขึ้นนั้น เขาต้องเปิดทางและปรับวิธีคิดทางอุดมคติเดิมๆที่เคยมี พวกเขาจะถูกทำให้เชื่อเหมือนอย่างที่กลุ่มผลประโยชน์ทางด้านการเมืองได้เชื่อ

พวกเขาจะถูกหล่อหลอมความเข้าใจในทางประชาธิปไตย ให้เป็นแบบอย่างของการต้องพึ่งพิงภายใต้ระบบอยู่ตลอดเวลา พวกเขาไม่ได้มีอิสระในแบบอุดมการณ์ทางประชาธิปไตยที่แท้จริงได้เลย ที่ทุกคนต่างเสมอภาคกันในทุกๆทาง

ผมเป็นคนต่างจังหวัดครับ ผมสงสารชาวบ้านอย่างที่ ใครๆสงสาร ผมไม่เคยได้ดูถูกพวกเขา แต่เราจะช่วยดึงเขาออกมาจากวังวลแห่งการเมืองฉ้อฉลนี้ได้อย่างไร ทำอย่างไรเพวกเขาจะมีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงได้ซะที

ขอยกตัวอย่างซักสองสามเหตุการณ์ ที่การเมืองได้ไปเปลี่ยนวิถีและวิธีคิดใหม่ๆของพวกเขา ผมมีคนรู้จักท่านนึง ลุงเขาอยากสมัคร อบต.ลุงเขาบอกผมว่า ต้องใช้เงินซักแสนนึง ถึงจะได้เป็น ผมถามว่าทำไมล่ะลุง ไม่เห็นต้องลงทุนขนาดนั้นเลย ได้ก็ได้ไม่ได้ก็ไม่ได้ ลุงบอกว่าไม่ใช้เงินไม่ได้ คนอื่นเขาใช้กัน และฝ่ายโน้นเขาเป็นเด็กนักการเมือง ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผลออกมาลุงแพ้

ผมมีโอกาสผมจึงได้พูดคุยอีกครั้ง ลุงบอกว่า แพ้เพราะจ่ายน้อยกว่าเขาและฝ่ายโน้นเขาเข้าหา ผู้ใหญ่ให้ช่วยสนับสนุนด้วย ถามว่าลุงเอาเงินมาจากไหน ลุงบอกว่า * ้เขามา แล้วจะใช้อย่างไร ลุงว่าก็น่าจะเข้าไปทำงานรับจ้างที่กรุงเทพฯ

นี่เป็นเหตุการณ์ที่ผมได้ประสบมาด้วยตัวเอง ไม่ได้ว่าใครผิดใครถูกหรอก แต่ขัดเคืองที่สังคมไทยได้ช่วยกันสร้าง ประชาธิปไตยแห่งการพึ่งพิงนี้ขึ้นมา

แล้วยอมรับมันว่า นี่คือการปรับตัวและเป็นการเรียนรู้ประชาธิปไตยแบบชาวบ้าน

ความคิดเห็นที่ 3

อ่านหนังสือไม่แตกกันทั้งสองท่านเลยครับ ไปคนละเรื่องเลยละครับ ผู้เขียนเสนออะไรขอให้จับประเด็นให้ได้ก่อน

ความคิดเห็นที่ 2

ด้วยความเคารพนะครับ

ผมเป็นคนนึงที่เกิดในต่างจังหวัด มาจากบ้านนอกคนนึง แล้วมาทำงานในกรุงเทพ ขอพูดตรง ๆ เลยว่า พวกคนในเมืองโดยเฉพาะในกรุงเทพไม่เคยที่จะพยายามเข้าใจคนชนบทเลย มีแต่ดูถูกเหยียดหยามไปเรียกเค้ารากหญ้า บ้างหละ ชนชั้นล่างบ้างหละ พวกคุณเคยจะพยายามจะเข้าใจพวกเค้าบ้างไหมครับว่าทำไมคนชนบทเค้าถึงคิด ถึงทำแบบนั้น เคยเข้าไปดูไหมครับ ว่าชีวิตเค้าลำบากขนาดไหน เคยคิดพยายามที่จะเรียนรู้และเข้าใจเค้าบ้างไหม

ผมขอพูดเลยครับว่าบทความนี้เป็นบทความ
ที่อุบาทว์มากครับ คุณคิดได้ยังไงไปเรียกชาวบ้านในชนบทว่าเป็นวัว เป็น * ตัวคุณเคยเข้าไปสัมผัสเค้าบ้างรึป่าว เคยเอาตัวเองไปอยู่ในวิถีชีวิตของเค้าบ้างไหม เคยลำบากเหมือนที่เค้าเคยลำบากบ้างรึป่าว ถ้าไม่เคยก็กรุณา อย่าไปเขียนถึงเค้าแบบเสีย ๆ หาย ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่ว่าไปอ่านบทความจากต่างประเทศ หรือของคนอื่นแล้วเอามาเขียนบทความทุเรศ ๆ ดูถูกคนอื่นแบบนี้ พฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากพวกบัณฑิตเต้าหู้ ไม่ได้สร้างความเจริญให้สังคมเลย ดีแต่อวดฉลาดวิจารณ์คนอื่นไปวัน ๆๆ แต่ไม่ได้ช่วยทำอะไรให้ประเทศชาติหรือ สังคมให้พัฒนาเลย มิหนำซ้ำ ยังจะไปเพิ่มความแตกแยกในสังคมให้เพิ่มไปอีก

ที่ผมเขียนวิจารณ์บทความของคุณเนี่ย ไม่ได้เขียนในนามเสื้อสีไหนทั้งนั้น แต่เขียนในฐานะที่เคยเป็นชนบทมาก่อน เคยช่วยงานสังคมกับชาวบ้านที่อยู่ในชนบท เห็นความลำบากของเค้า การด้อยโอกาสของเค้า และ มีความเคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน ถ้าคุณยังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ถ้าสำนักข่าวนี้ยังมีจิตสำนึกอยู่บ้างกรุณาลง commnet ขอโทษเถอะครับ บ้านเมืองเรากำลังแตกแยกอย่างหนัก อย่าให้บทความนี้ทำให้คนในชาติแตกยแก แบ่งพรรคแบ่งพวกกันมากกว่านี้อีกเลยครับ

หวังว่าบทวิจารณ์นี้คงทำให้คุณสำนึกขึ้นมาบ้างนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1

โห!
แรงไปนิดครับคุณประภาส...การมองภาพ+การอ่านทฤษฏีการปกครองบางเล่ม อย่าถึงกับเอามาใช้ตัดสิน ฟันธง แบบอาจารย์หมอลักษณ์ดูดวง เลยน่ะครับ

มันรุนแรงและชี้นำไปในทางลบ มากเหลือเกิน...ทั้งที่ข้อมูลคุณประภาส มาจากห้องแอร์เสียส่วนใหญ่

การวิเคราะห์เรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตคนไทยของเราเอง (ความเห็นส่วนตัวน่ะ ได้น่ะครับ) แต่ถ้าเขียนเผยแพร่ เราต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะถูกสะท้อนออกสาธารณะให้มากกว่านี้น่ะครับ ถึงจะเกิดคุณประโยชน์ได้อย่างแท้จริง และอาจจะอย่างที่คุณประภาสต้องการได้

เราอย่าเป็นนักวิเคราะห์อาการ การปกครอง สังคมแบบ ด้านแคบๆ เลยน่ะครับ เพราะสังคมไทยเรา มันมีค่ามากกว่านั้น

ด้วยความเคารพครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement