ปรากฏการณ์หลายอย่างในรัฐบาลท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้แสดงให้เห็นว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้แสดงความเป็นอิสระ ...
เอกเทศ และ ขวางโลก ดังหลายครั้งที่มีท่าทีและทิศทางการบริหารงานที่แตกต่างไปจากนโยบายของรัฐบาล
จนราวกับว่า ภายใต้รัฐบาลนี้ยังมีรัฐบาลพรรคกิจสังคมที่มี ส.ส.สอบตก และมีลูกพรรคที่ไปกวาดต้อนมา 4-5 คน เป็นหัวหน้ารัฐบาล แต่กลับมีความเป็นเอกเทศในการบริหารงานแบบไม่ต้องฟังใคร
ประเด็นเรื่ององค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามมาตรา 67 (2) ของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งทั้งรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ชั้นสูงในกระทรวงแห่งนี้ ได้แสดงอาการดังกล่าว
นับตั้งแต่การตีรวนไม่เข้าร่วมกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ร่วมกับคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นด้านเทคนิคของประชาชนเพื่อปรับปรุงรายการโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง
ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ขณะนี้ได้ผ่านมติคณะรัฐและส่งไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณา ในกระบวนการยกร่างฯ กฎหมายได้มีตัวแทนของกระทรวงทรัพยากรฯ เข้าร่วมอยู่ในคณะอนุกรรมการโดยตลอด
แต่การณ์กลับเป็นว่า ในกระบวนพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงทรัพยากรฯ ได้ส่งนักกฎหมายจากสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมเข้าไปแปรญัตติพิจารณาทุกมาตรา เรื่องเช่นนี้ก็เกิดขึ้นกรณีร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนด ซึ่งได้ทำให้เกิดความล่าช้าจนถึงขณะนี้
ทั้งๆ ที่ร่างระเบียบฯ โฉนดชุมชนได้ผ่านการพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรีมาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 จำได้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยนำท่านรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ มาพบกับตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ หลังออกจากห้องประชุม ท่านรัฐมนตรีได้ตอบผู้สื่อข่าวที่ถามถึงความคืบหน้าไปว่า เรื่องโฉนดชุมชนให้ไปถามรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
กรณีการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ที่กำลังถูกขวางจากกระทรวงทรัพยากรฯ จนกระทั่งท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องเข้ามาร่วมประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมานี้ และได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ ให้ร่วมมือในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ก็แสดงให้เห็นว่า กระทรวงนี้มีปัญหามาก
นอกจากนี้ ท่านนายกฯ (พรรคประชาธิปัตย์!) ยังได้รับปากแก่คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ว่า จะไปพูดคุยหารือกับท่านนายกรัฐมนตรีพรรคกิจสังคม! อีกครั้ง เพื่อให้มีแนวทางตรงกันในเรื่องต่างๆ ที่คณะกรรมการฝ่ายเสนอ ซึ่งไม่รู้จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับเรื่องนโยบายโฉนดชุมชนอีกหรือเปล่า
อะไรกันที่ทำให้กระทรวงทรัพยากรฯ ออกมาคัดค้านข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย อย่างเอาจริงเอาจังอยู่ในขณะนี้ ประเด็นสำคัญหนึ่งอยู่ที่เรื่องเกณฑ์โครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง แนวทางของคณะกรรมการได้เสนอกิจการที่จะก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง 19 ประเภท
แต่ทางกระทรวงทรัพยากรฯ มีจุดยืนที่จะใช้โซนพื้นที่เป็นเกณฑ์ในการระบุ เช่น พื้นที่ต้นน้ำชั้น 1A พื้นที่ป่าอุทยานฯ ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ปมสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า เกณฑ์ 19 กิจการรุนแรง มีโครงการผันน้ำรวมอยู่ด้วย เนื่องจากภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็ง มีโครงการผันน้ำของรัฐบาลพรรคกิจสังคมอยู่ราว 300,000 แสนล้านบาท
หากเกณฑ์ 19 กิจการรุนแรงผ่านการพิจารณา ก็หมายความว่า โครงการทั้งหมดนี้จะต้องเข้าข่ายดำเนินการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ นั่นหมายความว่าโครงการเหล่านี้จะต้องล่าช้าออกไป
โจทย์ที่แท้จริงอยู่ที่นี่หรือเปล่า!
สิ่งที่ควรพิจารณาก็คือ กระทรวงทรัพยากรฯ ที่มีพันธกิจและหน้าที่ที่หลักในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ น่าจะเป็นแบบอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ต่อภารกิจดังกล่าวนี้ ด้วยการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของมาตรา 67 (2) อย่างเคร่งครัด
เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรานี้เกิดมาจากประสบการณ์ของผู้คนที่ในสังคมที่ช่วยผลักดันกันมาในยุคการปฏิรูปการเมืองกระแสธงเขียวจนกระทั่งถูกเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 และในรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ขยายบทบัญญัติให้คลุมด้านสุขภาพ และยังกำหนดให้ออกกฎหมายลูกให้เสร็จภายใน 1 ปี แต่ยังคาราคาซังกันมาถึงเดี๋ยวนี้
กระทรวงทรัพยากรฯ ควรทำให้เป็นตัวอย่าง ไม่ใช่เอาแต่หาช่องทางทำมาหากินกับการดำเนินโครงการจนไม่สนใจจะทำให้เกิดความโปร่งใสกระบวนการนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ผู้คนร่วมกันตรวจสอบ กำกับ และพิจารณาความคุ้มค่า
อย่าให้ผู้คนเข้าใจว่า เป็นเพราะหัวหน้าพรรคกิจสังคมเป็น ส.ส. สอบตกเลยไม่ต้องคำนึงถึงผู้คนในสังคมว่าจะเห็น จะคิดอย่างไร
ในส่วนของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญที่ทราบว่า ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้รับปากกับคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ว่า จะหนุนข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับเอาร่างพระราชบัญญัติองค์การสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเป็นร่างกฎหมายของรัฐบาล
ซึ่งก็หมายความว่า รัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพนำเอาร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าการพิจารณาในสภาผู้แทนฯ อันใกล้นี้ และอาจจะมีการคัดค้าน แก้ไขโดยการแปรญัตติกันอีกหลายรอบ ถ้ากระทรวงทรัพยากรฯ ออกมาขวางอีก ก็จะปรากฏอัปลักษณ์ให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ขอให้รัฐบาลมีท่าที จุดยืนที่มั่นคงเช่นนี้ ผู้คนในส่วนต่างๆ สังคมจะช่วยเป็นค้ำยันให้แก่รัฐบาลกันอย่างกว้างขวาง
เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่การทำให้การเมืองเห็นหัวผู้คน และเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้าสู่กระบวนการนโยบายสาธารณะได้อย่างเป็นจริง
Tags : ประภาส ปิ่นตบแต่ง

ความคิดเห็นที่ 1
กรรมของคนไทย , 17 กุมภาพันธ์ 2553 09:42
ประเทศไม่เจริญ ก็เพราะนักกินเมืองพวกนี้แหละ