หลังจากการเสียชีวิตของสมพร พัฒนภูมิ เมื่อ 11 มกราคมที่ผ่านมา และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยได้มาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลอยู่ 3 วัน
นายกรัฐมนตรีได้เร่งลงมาแก้ปัญหาเรื่องคดีความ ให้ความช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต และนำไปสู่การเร่งประชุมคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ที่ไม่มีการประชุมมากว่า 6 เดือน ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553
นายกรัฐมนตรีได้มานั่งเป็นประธานดำเนินประชุม เพื่อการแก้ไขปัญหาที่อิงอยู่บนนโยบายการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งขยับไปได้พอสมควร กล่าวคือ มีการตัดสินใจชัดขึ้นว่าจะมีโครงการนำร่องเรื่องกองทุนธนาคารที่ดินที่จะมารองรับการนำร่องในบางพื้นที่ การแก้ปัญหาที่ดินของชาวบ้านสหกรณ์คลองโยงและพิชัยภูเบนทร์ การแก้ปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ดินเอกชน ที่มี รมว.ถาวร เสนเนียม เป็นประธาน ฯลฯ
อย่างไรก็ดี กรณีปัญหาซึ่งสำคัญแต่ไม่ขยับเอาเสียเลย หรือจะถอยหลังเข้าคลองเสียด้วยซ้ำ ก็คือ กรณีปัญหาที่ดินในเขตป่า ซึ่งมี ฯพณฯ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรฯ เป็นประธาน เพราะนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 อนุกรรมการชุดนี้มีการประชุมเพียงครั้งเดียว
ข้อตกลงเรื่องการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านโดยแนวทางโฉนดชุมชน ได้รับการประกาศจากเจ้าหน้าที่ในกระทรวงทรัพยากรฯ ว่า "ไม่มีพื้นที่ให้รัฐบาลไปจัดเป็นโฉนดชุมชน" ถ้าจะดำเนินการให้ไปทำในที่อื่น ไม่ใช่ในกระทรวงนี้
ข้อตกลงจากที่ประชุมโดยมีการยืนยันจะไม่มีการใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่พิพาทระหว่างการดำเนินการแก้ปัญหาภายใต้คณะกรรมการอำนวยการที่มีมติให้ "...ผ่อนผันให้ราษฎรได้อยู่อาศัย และทำกินในที่ดินดังกล่าวตามวิถีชีวิตปกติไปพลางก่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และแจ้งส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ชะลอการดำเนินการใดๆ ที่อาจเป็นมูลเหตุให้เกิดความขัดแย้งหรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุข และเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป"
แต่กระทรวงทรัพยากรฯ ได้สั่งการไปยังส่วนราชการในสังกัด โดยมีหนังสือลงนามโดยปลัดกระทรวงว่ามติดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจาก "ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้"
กรณีที่มีการฟ้องแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากชาวบ้านในคดีความ "ทำให้โลกร้อน" ดังกรณีของนางกำจาย ยังดำเนินการจัดการกับชาวบ้านคนเล็กคนน้อยเช่นนี้ต่อไปอย่างเข้มข้น โดยมีการชี้แจงว่า ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการอำนวยการ หรือคณะรัฐมนตรีมีมติให้กรมอุทยานฯ ชะลอการรื้อถอนพืชผลอาสิน หรือสิ่งปลูกสร้างในกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด
ดังที่พบว่ากรณีการดำเนินคดี ตลอดจนใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 คุกคามสมาชิกเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง และพัทลุง กรณีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง จ.เพชรบูรณ์ และกรณีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผาผึ้ง จ.ชัยภูมิ จำนวน 18 ราย
การฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง นางขันทอง พิมเสนา ชาวบ้านห้วยระหงส์ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ กรณีพิพาทเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง วันที่ 24 กันยายน 2552 เรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 129,732.28 บาท ศาลจังหวัดหล่มสักพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2552 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 50,000 บาท
สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 มีหนังสือที่ ทส 0917.2/5486 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2552 เรื่องขอให้ชำระค่าเสียหายในคดีบุกรุกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผาผึ้ง โดยส่งถึงชาวบ้านสมาชิกเครือข่าย พื้นที่ตำบลทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ จำนวน 4 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 525,525 บาท ในเนื้อที่ 18 ไร่ 3 งาน
นอกจากนี้ มีการฟ้องขับไล่ชาวบ้านผู้เดือดร้อน กรณีสวนป่าคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ พร้อมที่ปรึกษาเครือข่าย จำนวน 31 ราย โดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ได้ยื่นฟ้องชาวบ้านและที่ปรึกษาเครือข่าย ทั้งที่เคยมีคณะทำงานระดับพื้นที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และที่ประชุมประชาคมตำบลทุ่งพระ มีมติให้ยกเลิกสวนป่าคอนสาร และนำที่ดินมาจัดสรรแก่ชาวบ้านผู้เดือดร้อน เนื่องจากสวนป่าปลูกสร้างทับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎรจริง
ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วน กล่าวโดยภาพรวมสะท้อนว่า การดำเนินงานแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ และที่ป่าไม้อื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรฯ ตลอดระยะเวลากว่า 10 เดือนที่ผ่านมา ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ไม่รู้ว่าท่านรัฐมนตรีมีจุดยืน และวาระซ่อนเร้นอะไรกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ แต่ผลเสียที่เกิดแก่ชาวบ้าน ก็คือ เกิดการข่มขู่คุกคามกับชาวบ้าน อย่างไม่เป็นธรรมอย่างกว้างขวาง ความล่าช้าที่เกิดขึ้นทำให้ความขัดแย้งในหลายพื้นที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น
ทั้งที่การบริหารงานของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้กำหนด "กฎเหล็ก 9 ข้อ" โดยในข้อที่ 3 ความว่า นโยบายที่ ครม. อนุมัติในวันที่เป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ถ้ารัฐมนตรีที่จะไปกำหนดนโยบายเพิ่มในระดับกระทรวง หรือแม้แต่การแสดงความเห็นในเชิงนโยบาย ขอให้อ้างอิงนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ
นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวว่า "ประชาชนต้องมาก่อน" แต่นี่ประชาชนแบบสมพร พัฒนภูมิ ก็ได้ตายไปก่อนแล้ว แต่ความรุนแรงกลับขยายมากยิ่งขึ้น ซึ่งคงจะนำไปสู่การลอบสังหารพี่น้องเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน และการฟ้องชาวบ้านด้วยคดีโลกร้อน ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ผู้คนในสังคมรับไม่ได้ยังคงเดินหน้าต่อไป
หรือว่าประชาชนตายไปก่อนก็ไม่เป็นไร ขอให้ฐานเสียงของรัฐบาลที่มาจากพรรคกิจสังคมจำนวน 4-5 เสียง ยังคงอยู่ในการร่วมรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญกว่า
Tags : สมพร พัฒนภูมิ • ประภาส ปิ่นตบแต่ง
