หลังเหตุการณ์จลาจลเมื่อวันที่19 พ.ค.ผ่านมา สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยดูเหมือนจะสงบ
แต่ในความสงบกลับมีคลื่นใต้น้ำรอวันระเบิดออกมาอีกครั้ง .ต้องยอมรับความจริงว่า ยังคงมีความขัดแย้งและความแตกแยกฝังอยู่ในจิตของคนไทย ซึ่งส่วนหนึ่งต้องบอกว่ามาจากบรรดานักการเมืองนี่แหละ คือสาเหตุของความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในประเทศ ฉุดรั้งความเจริญของประเทศทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทำให้ประเทศไทยถดถอยเข้าใกล้ประเทศด้อยพัฒนาไปทุกทีแล้ว
ส่วนหนึ่งที่ทำให้พี่น้องคนไทย เกิดความรู้สึกขัดแย้งแตกแยกทางความคิดมากขนาดนี้ เป็นเพราะพวกเขาขาดความเท่าเทียมกันของข้อมูลข่าวสาร ปัญหาปากท้องไม่ได้รับการดูแลแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะผ่านมากี่รัฐบาลทั้งที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ผ่านก็ตาม โดยเฉพาะนักการเมืองที่ชาวบ้านฝากความหวังให้เป็นตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่ในสภา กลับไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเหล่านั้น แต่กลับเข้ามาทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง และพวกพ้อง เท่านั้น โดยไม่มีสามัญสำนึกเลยด้วยซ้ำว่า หน้าที่ของตัวเองคืออะไร??
หลายครั้งที่นักการเมืองไม่ได้ทำหน้าที่สมกับที่ชาวบ้านไว้วางใจให้เข้ามาเป็นตัวแทน เห็นได้จากการทำหน้าที่ในสภา ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี การตั้งกระทู้สด หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ล้วนทำให้ชาวบ้านได้เห็นพฤติกรรมของนักการเมืองว่า ไม่มีความจริงใจที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาวบ้านที่เลือกเขาเข้ามา ทั้งๆ ที่ปากก็อ้างว่า ทำเพื่อชาวบ้าน และมักจะอ้างถึงชาวบ้านอยู่เป็นประจำ
ยกตัวอย่างล่าสุด การอภิปรายงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2554 บรรดานักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล กลับไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณที่คณะรัฐมนตรีกำหนดขึ้นมาว่า เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึงหรือไม่ ??
แต่การอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมา บรรดา ส.ส.ที่อยู่ในสภากลับอภิปรายแบบขอไปที ไม่ได้ทำการบ้านกับกฎหมายสำคัญฉบับนี้ ไม่ได้เจาะลึกถึงรายละเอียดของงบประมาณ อย่างจริงจัง....เอาแต่อภิปรายแบบใช้สำนวนโวหาร พูดซ้ำซาก
...เช่นเดียวกับการอภิปรายไม่วางใจหลายๆ ครั้ง บรรดา ส.ส.ในสภาที่ลุกขึ้นอภิปราย ข้อมูลก็ซ้ำซากไปมา ไม่ได้ใช้ข้อมูลที่มีความแตกต่างที่จะทำให้เห็นถึงการกระทำความผิดของรัฐบาลที่บริหารประเทศเลยแม้แต่น้อย ซึ่ง ส.ส.เหล่านี้ก็มักจะอ้างว่าถึงจะอภิปรายยังไงก็แพ้ เสียงโหวต ...นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะไม่ว่าจะยังในเมื่อท่านขันอาสาเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน ก็ต้องทำหน้าที่ให้สมกับความไว้วางใจที่ได้รับมา ...แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ....พฤติกรรมของนักการเมืองประเทศไทยก็ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่เคยสร้างสรรค์ จึงไม่น่าแปลกใจว่าประชาธิปไตยของเมืองไทย จึงไม่ได้พัฒนาไปไหนเลย...เมื่อ 70-80 ปีผ่านมาเป็นยังไง ก็ยังเหมือนเดิม .....ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งกี่ครั้งกี่หน หรือรัฐบาลชุดไหนขึ้นมาบริหารประเทศก็ตาม พฤติกรรมของนักการเมืองไม่ว่าจะอยู่ในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ตาม ยังคงเหมือนเดิม....จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมคนไทยจึงได้เบื่อหน่ายการเมือง จนบางคนถึงกับไม่ไปเลือกตั้งเลยด้วยซ้ำ....จนถึงขนาดนี้นักการเมือง ก็ยังไม่สำนึกกับพฤติกรรมของตัวเอง....
Tags : นักการเมือง

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น