จากคำพิพากษาให้มาบตาพุด เป็นเขตควบคุมมลพิษ แล้วการลงทุนโครงการอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการต่อจากนี้ไปจะเดินหน้าไปได้หรือต้องหยุดการลงทุนไป
การที่ศาลปกครองจังหวัดระยอง มีคำพิพากษาประกาศให้พื้นที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดทั้งหมด รวมถึงบริเวณใกล้เคียงและโดยรอบ เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และ ขจัดมลพิษ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษานั้น ทำให้มีคำถามเกิดขึ้นตามมาว่า การลงทุนโครงการอุตสาหกรรมต่างๆ ของผู้ประกอบการต่อจากนี้ไป จะสามารถเดินหน้าไปได้หรือต้องหยุดการลงทุนไป
ผู้ที่สมควรเป็นผู้ให้คำตอบมากที่สุดควรเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล และประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ว่ามีนโยบายดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างไร??? เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมกับชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่กระทบการลงทุนของประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้ชาวบ้านในชุมชนที่อยู่ใกล้อุตสาหกรรม ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพราะยามนี้ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ ต้องการการลงทุนจากภาคเอกชน ดังนั้นการตัดสินใจของนายกฯ อภิสิทธิ์ จึงนับว่าสำคัญยิ่ง...และเป็นเครื่องชี้วัดที่ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศตัดสินใจได้ว่าควรจะเข้ามาลงทุนในไทยหรือไม่???
สิ่งที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ ควรคำนึงและใช้ประกอบการพิจารณาว่า จะให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมยื่นอุทธรณ์หรือปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองจังหวัดระยอง นั่นคือ...นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องไม่ตัดสินใจหรือทำอะไรตามกระแสสังคมมากเกินไป...เพียงเพื่อหวังแค่ผลการเมือง หรือปล่อยปัญหาคาราคาซัง หรือ...แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปเท่านั้น แต่สิ่งที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องใช้ข้อมูลรอบด้านรับฟังข้อมูลทุกฝ่าย รู้ที่มาของข้อมูล ความถูกต้อง...คำนึงถึงอนาคต และหาทางออกให้ประเทศ...
เพราะการตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับเรื่องนี้...แน่นอนอาจมีทั้งผู้เสียและผู้ได้ประโยชน์ แต่ นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องชั่งน้ำหนัก และสร้างความสมดุลแก่ทั้งสองฝ่ายให้ได้...ที่สำคัญนายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องอธิบายคำตอบให้แก่ทุกฝ่ายเข้าใจที่เกี่ยวข้อง และยอมรับคำตัดสินนั้นให้ได้
ที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องทำเช่นนี้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด คงไม่จบลงเพียงแค่การยื่นหรือไม่ยื่นอุทธรณ์ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเท่านั้น...แต่กรณีของมาบตาพุด อาจกลายเป็น "บรรทัดฐาน" สำหรับการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อื่น ของประเทศอีก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (เซาเทิร์นซีบอร์ด) หรือ กรณีโรงถลุงเหล็ก ที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์...ที่ชุมชนเอ็นจีโอ หรือกลุ่มอนุรักษ์ จะยกขึ้นกล่าวอ้างความชอบธรรมในการปกป้องพื้นที่ สิ่งแวดล้อม และ วิถีชีวิตของชุมชนได้ตลอด ไม่ว่าข้อมูลที่ใช้กล่าวอ้างจะถูกหรือผิดอย่างไร โดยไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายใดได้ชี้แจงข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา
ปัจจุบัน ต้องไม่ลืมว่าการเปิดโอกาสให้ชุมชนหรือประชาชนมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มีมากขึ้น ประกอบกับมีแรงกระตุ้นจากกลุ่มเอ็นจีโอ คอยให้คำปรึกษาและผลักดันแกนนำชุมชนให้มีบทบาทสร้างกระแสสังคมได้ค่อนข้างมาก ดังนั้น กรณีนิคมมาบตาพุดจึงเป็นกรณีศึกษาหรือบทเรียนแรกที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องตั้งสติพิจารณาข้อมูลให้ครบถ้วนสมบูรณ์จากทุกฝ่ายก่อนตัดสินใจดำเนินการกับเรื่องนี้...
นายกฯ อภิสิทธิ์ ควรคำนึงว่า...ประเทศไทยยามนี้...ต้องการผู้ที่สามารถนำพาประเทศให้อยู่รอด และก้าวเดินไปได้ไกลกว่านี้...เพราะโลกของการแข่งขันเช่นปัจจุบัน...คนที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้...
ประนอม บุญล้ำ pranom_b@nationgroup.com
Tags : มาบตาพุด

ความคิดเห็นที่ 4
กานต์ , 13 มีนาคม 2552 17:40
ทำไมแต่ละคนคิดถึงแต่การลงทุน คิดถึงแต่ว่าจะเสียรายได้ แต่ไม่คิดถึงชาวบ้านที่เค้าต้องทนทุกข์ทรมานบ้าง เงินมันเสียไปก็หาใหม่ได้ แต่ชีวิตคนที่เค้าเสียไป มีใครสามารถเอาเค้ากลับคืนมาให้ครอบครัวเค้าได้ไหม หรือว่าต้องรอให้ชาวบ้านตายหมดก่อนถึงจะนึกได้ หรือเป็นเพราะว่าคนที่คิดถึงแต่เรื่องการลงทุน ไม่ได้มีญาติพี่น้องพ่อแม่เพื่อนคนรู้จักที่ตกอยู่ในสภาพที่ต้องสูดมลพิษเข้าไปทุกวัน หรือต้องทนทนทนและก็ทนอยู่ในพื้นที่ จึงไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนถึงความทุกข์ของชาวบ้าน ถ้าหากคุณยังไม่คิดจะแก้ไขอะไรที่ดีขึ้น ซักวันหนึ่งมลพิษนั้นมันก็ต้องลามไปถึงบ้านคุณแน่นอน
ความคิดเห็นที่ 3
KDMM , 9 มีนาคม 2552 22:08
ผู้ประกอบการก็ไม่อยากตายผ่อนส่งหรอกครับ ยิ่งคนงานเจ้าหน้าที่ที่ต้องประจำอยู่ในโรงงานที่มาบตาพุดก็เหมือนกัน พวกเค้าอยากได้เงินไปเลี้ยงครอบครัวโดยไม่พิการหรือตายอย่างอนาจ
การพูดนั้นง่ายกว่าทำ ทุกวันนี้มีมาตรฐานการปล่อยมลพิษบังคับใช้กับโรงงานประเภทต่างๆ อยู่แล้ว ปัญหาน่าจะอยู่ที่สภาพอากาศหรือสิ่งเเวดล้อมมันรับไม่ไหวแล้วนั่นเอง คือ ถึงแต่ละโรงงานจะปล่อยมลพิษตามมาตรฐานสากล แต่เมื่อมลพิษทั้งมวลมารวมกันที่มาบตาพุดแล้ว สภาพดินน้ำลมไฟของมาบตาพุดมันรับไม่ไหวแล้น ถ้าจะทำต่อก็เลือกเอา จะรักษามาตรฐานสากลเดิมแล้วลดความแออัดของโรงงานลง หรือจะเพิ่มความเข้มงวดของปริมาณมลพิษที่ปล่อยออกมาจากโรงงานต่างๆ โดยคำนวณว่าธรรมชาติมาบตาพุดพอรับไหวสามารถซักฟอกเองได้ และรักษาความแออัดไว้แบบเดิม....ต้องเลือกครับ
ข้อเสียของการลดความเเออัดคือ เมื่อเราบีบแล้วผู้ประกอบการมีทางเลือก เค้าอาจเลือกไปที่อื่นเช่น เวียดนาม
ข้อเสียของการคงความแออัดแต่เข้มเรื่องปริมาณส่งออกมลพิษก็คือ อาจกลายสภาพเป็นนิคมอุตสาหกรรมร้างไปเลย เพราะต้นทุนต่อโรงงานสูงมาก
ชั่งน้ำหนักครับ ชั่งน้ำหนัก
ความคิดเห็นที่ 2
ไม่ต้องมีอภิสิทธิ์ก็คิดได้ , 9 มีนาคม 2552 19:28
ไม่น่าจะถามอภิสิทธิ์เพราะแกเป็นแค่นายกรัฐมนตรีมิใช่ผู้ประกอบการ ถูกต้องครับต้องถามจิตสำนึกของผู้ประกอบการและผู้สนับสนุนว่าคุณต้องการแต่ทำตัวเลขโดยที่ไม่มองถึงคนท้องถิ่นที่เขาอยู่กันมาก่อเลยหรือ ถามใหม่ก็ได้ไม่คิดจะถามคนไทยในพื้นที่บ้างเลยหรือว่าเขาอยากจะได้ความเจริญ(ลง/ขึ้น)มาสู่ท้องถิ่นของพวกเขาหรือไม่ คนนะครับมีสมองไว้คิดและพิจารณาถึงเหตุและผลได้ถ้าได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงธรรม อย่ามัวแต่มอมเมาคนด้วยเงินเพียงอย่างเดียวเลย เงินไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอย่างนะครับ ผมเชื่อว่าเราปลูกอะไรไว้โดยธรรมชาติแล้วเราก็จะได้ผลของต้นนั้นเสมอ เหมือนกับว่าทำอะไรไว้ก็ได้อย่างนั้นละครับ
ความคิดเห็นที่ 1
อะปิสิด , 9 มีนาคม 2552 08:40
ผมจะรับไว้ "พิจารณา"