หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามว่า "กลุ่มผู้เห็นต่าง" ที่อ้างตัวว่าเป็นสมาชิกขบวนการที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน
จำนวนร่วมร้อยคนที่เข้าแสดงตัวต่อแม่ทัพภาคที่ 4 และยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ...หลักๆ คือให้ถอนหมายจับนั้น เป็น "ตัวจริง" หรือไม่
เพราะหากยังจำกันได้ เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2551 โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทีวีพูล) ก็เคยออกอากาศเทปบันทึกภาพคำแถลงของบุคคล 3 คนที่อ้างว่าเป็น “หัวหน้ากลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย” ประกาศหยุดยิงและหยุดก่อความไม่สงบตั้งแต่เที่ยงของวันที่ 14 ก.ค.2551 มาแล้ว
ทว่าสุดท้ายก็พบว่าเป็น "แกนนำกำมะลอ" ไปเอาใครก็ไม่รู้มาติดหนวดแถลง และหลังจากนั้นสถานการณ์ในพื้นที่ยังปั่นป่วนเหมือนเดิม
ต่อมาเมื่อ 11 ก.ค.2553 กลุ่มที่อ้างชื่อว่าเป็น "ขบวนการปลดปล่อยมลายูปัตตานี" หรือ พีเอ็มแอลเอ็ม ได้ออกมาประกาศความสำเร็จของ “มาตรการหยุดยิง” ในพื้นที่ 3 อำเภอของ จ.นราธิวาส ช่วง 1 เดือนก่อนหน้านั้น (10 มิ.ย.ถึง 10 ก.ค.2553) โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงความจริงใจต่อรัฐบาลไทย เรื่องการเปิดเจรจาเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะเดียวกันก็เพื่อพิสูจน์ว่า "พีเอ็มแอลเอ็ม" สามารถคุมพื้นที่ได้จริง
ทว่าคำประกาศดังกล่าวไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลไทยในขณะนั้น คือรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ประกอบกับในช่วงที่มีประกาศมาตรการหยุดยิง ก็ยังคงมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นใน 3 อำเภอที่ประกาศ แม้จะน้อยลงบ้าง ส่วนอำเภออื่นกลับมีเหตุรุนแรงพุ่งสูงขึ้น ยิ่งทำให้สังคมไม่เชื่อถือ
จึงไม่แปลกที่เมื่อเกิดปรากฏการณ์ "สมาชิกกลุ่มป่วนใต้" เข้าพบแม่ทัพภาคที่ 4 ถึงร่วมร้อยคน จึงมีคนความจำดีตั้งคำถามว่าจะซ้ำรอย "หัวหน้ากลุ่มใต้ดินฯ" หรือการหยุดยิงของขบวนการ "พีเอ็มแอลเอ็ม" หรือไม่
ผมเองได้เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์กิจกรรมครั้งนี้ด้วย และได้รับข้อมูลจากหลายแหล่งยืนยันตรงกันว่า กลุ่มที่เข้ามอบตัวส่วนใหญ่มี "หมาย" ในคดีความมั่นคงจริง ทั้งหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และหมายจับตาม ป.วิอาญา หลายรายเคยถูกจับติดคุกด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง...ประเด็นเรื่อง "ตัวจริง-ตัวปลอม" จึงน่าจะยุติได้
แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ กลุ่มคนเหล่านี้ยังมีอิทธิพลกับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่หรือไม่ คำตอบที่ผมได้จากเจ้าหน้าที่หลายรายก็คือ กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่อยู่ในความดูแลของทหารมาระยะหนึ่งแล้ว แปลง่ายๆ ก็คือบางรายอาจจะถูกจับหรือถูกกดดันให้เข้ามอบตัวมาก่อนแล้ว เพียงแต่ฝ่ายทหารไม่ส่งดำเนินคดี เพื่อผลในการซักถามข้อมูล หรือเจรจาต่อรองในเรื่องอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในข้อต่อรองย่อมหนีไม่พ้น "การถอนหมาย-ไม่ดำเนินคดี" แต่ยังติดล็อคทางกฎหมายที่ฝ่ายความมั่นคงไม่สามารถยกเลิกหมายจับเองได้
กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกที่ปฏิบัติการอยู่ระหว่างปี 2545-2550 เรียกว่าเป็น "รุ่นใหญ่" ผ่านวาทกรรมการให้ความหวังของขบวนการมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เป็นจริงสักที เช่น ปีนั้นปีนี้จะแยกดินแดนได้ องค์กรต่างประเทศจะยื่นมือเข้ามา แต่พอถึงเวลาที่ประกาศ กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ประกอบกับเมื่อเวลาผ่านไป นักรบเหล่านี้ก็มีวัยสูงขึ้น เริ่มมีความรักและมีครอบครัว ทำให้แรงขับดันเชิงอุดมการณ์ลดลง
แต่ความจริงที่ต้องเข้าใจก็คือ กลุ่มคนเหล่านี้แทบไม่ได้มีผลอะไรกับสถานการณ์ในพื้นที่แล้ว การอยู่ในความดูแลของทหารมาระยะหนึ่ง ย่อมหมายถึงการหันหลังให้กับขบวนการมานานแล้ว และขบวนการเองก็ย่อมรู้ จึงได้สร้างแนวร่วมทดแทน ซึ่งเรียกกันว่า "นักรบสายพันธุ์ใหม่" ออกมาอาละวาดก่อเหตุอยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี การดึงอดีตนักรบที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐให้มายืนในที่สว่างย่อมเป็นเรื่องดี เพราะย่อมส่งผลทางจิตวิทยาต่อกลุ่มที่ยังต่อสู้อยู่ และอาจใช้อดีตนักรบเหล่านี้ในการทำความเข้าใจกับกลุ่มอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีโอกาสได้รับการยอมรับมากกว่าให้ทหารไปทำเอง
จุดที่ยังเป็นปัญหาก็คือการ "ปลดล็อค" หมายจับและคดีของคนกลุ่มนี้เพื่อแสดงความจริงใจ แต่อุปสรรคสำคัญคือหากออกเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมทันทีอาจจะง่ายไป ส่อขัดหลักนิติธรรม และสังคมส่วนใหญ่คงรับไม่ได้
แนวทางที่เป็นไปได้ก็คือการใช้มาตรา 21 พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งมีกระบวนการ "นิรโทษกลายๆ" แต่ค่อนข้างรัดกุมและยึดโยงกับอำนาจศาล ปัจจุบันประกาศใช้อยู่ที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา
ปัญหาก็คือการจะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ได้ ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เสียก่อน ฉะนั้นหากต้องการใช้ช่องทางนี้สำหรับกลุ่มผู้เห็นต่างเกือบร้อยชีวิต ก็ต้องกล้าเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ จ.นราธิวาส หรือทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง แทน
นอกจากต้องอาศัยความกล้าแล้ว ยังต้องทำความเข้าใจกับสังคมไทยด้วยว่าในห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ความรุนแรงย่อมต้องมีอยู่ต่อไปจากกลุ่มเสียผลประโยชน์!
Tags : เบื้องลึก "ป่วนใต้วางปืน"

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น