กระแสการเปลี่ยนตัวปลัดยุติธรรม อันเป็นการเปลี่ยนกลางคันเสมือน "เปลี่ยนม้ากลางศึก" เพราะไม่ใช่วาระปกติ
แต่เป็นวาระเฉพาะตัว เนื่องจากครบวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปีของ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สร้างแรงกระเพื่อมภายในกระทรวงตาชั่งพอสมควร
โดยเฉพาะจากกลุ่มข้าราชการน้อยใหญ่ที่กำลังผวาภาพ "กระทรวงตำรวจ" หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สาขา 2
เนื่องจากชื่อที่หลุดออกมาว่าเป็นแคนดิเดทปลัดคนใหม่ คือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. (ระดับ 11) คนปัจจุบัน ขณะที่ตำแหน่งสำคัญๆ ระดับ "อธิบดี" กรมเกรดเอ ล้วนมี "อดีตตำรวจ" นั่งบัญชาการอยู่ทั้งสิ้น รวมถึงรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงก็เป็นอดีต ผบ.ตร.
ข่าวนี้ปรากฏออกมาทั้งๆ ที่ พ.ต.อ.ทวี ยังสนุกอยู่กับภารกิจ "ดับไฟใต้" ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายและคุมงบประมาณมหาศาล เจ้าตัวเองก็คุยกับคนใกล้ชิดว่าต้องการทำงานภาคใต้ต่อไป และไม่เคยคิดถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมเลย เพราะไม่ใช่แนว...
เมื่อ "แคนดิเดท" บอกว่าตัวเองไม่ใช่ และคนชิดใกล้ของนายกิตติพงษ์ก็ยืนยันว่า เจ้าตัวไม่เคยแสดงเจตนา "ไม่ต่อวาระ" ในการดำรงตำแหน่งปลัด ซึ่งตามกฎหมายยังต่อได้อีกคราวละ 1 ปี 2 ครั้ง จึงน่าคิดว่าข่าวนี้มี "นัยทางการเมือง" อยู่พอสมควรเหมือนกัน
โดยเฉพาะการสร้างประเด็นเพื่อ "ต่อรอง" ในเรื่องที่ใหญ่กว่าตำแหน่งปลัด เพราะต้องไม่ลืมว่านายกิตติพงษ์ยังนั่งเป็นกรรมการ คอป.อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ทั้งยังเป็นกรรมการ คอป.ที่เป็น "ตัวจักร" สำคัญในการขับเคลื่อนงานทุกมิติ
เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลและกลุ่มอำนาจเครือข่ายคุณทักษิณเริ่มไม่ค่อยพออกพอใจบทบาทของ คอป.นับตั้งแต่มีการนำเสนอรายงานสรุปผลการดำเนินงานฉบับที่ 2 ที่มีข้อเสนอ 8-9 ข้อ และตบท้ายว่า "ต้นตอ" ของวิกฤตการณ์ในบ้านเมืองเที่ยวนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการละเมิดหลัก "นิติธรรม-นิติรัฐ" ซึ่งมีกรณีแจ่มชัดที่สุดคือคดี "ซุกหุ้นภาค 1" โดยรายงานของ คอป.ใช้คำว่าเป็นการ "หักดิบกฎหมาย" โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางรายในขณะนั้น ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ รอดคดี
ตั้งแต่รายงานฉบับดังกล่าวเผยแพร่สู่สาธารณะ ดูเหมือนสุ้มเสียงของฝั่งรัฐบาลและเครือข่ายสนับสนุนคุณทักษิณที่เคยชื่นชม คอป.เริ่ม "เปลี่ยนไป" รัฐบาลดูจะให้น้ำหนักไปที่คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่ใช้เสียงข้างมากตั้งขึ้นเองในสภามากกว่า คอป.
แต่ในอีกมุมหนึ่งย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า คอป.ยังมีประโยชน์กับกลุ่มคุณทักษิณและผู้สนับสนุน เพราะหากยึดตามมาตรฐานสากล ผลการตรวจสอบและค้นหาความจริงของ คอป.ย่อมเสนอให้ "รัฐบาลประชาธิปัตย์" ต้องรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่งต่อกรณีมีผู้คนเสียชีวิตกลางเมืองจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 แม้ "กลุ่มติดอาวุธชุดดำ" หรือบรรดา "แกนนำ" ที่ปลุกระดมโหมความรุนแรงจะมีโอกาสโดนด้วยเช่นกัน แต่ความเสียหายทางการเมืองย่อมไม่เท่ากับคนที่เป็นรัฐบาลในขณะนั้น
นี่คือเหตุผลที่ คอป.ยังมีความสำคัญ...
เหมือนกับอีกหลายเรื่องราวที่รัฐบาลชอบอ้างรายงานของ คอป.ไปใช้เป็นประโยชน์ทางการเมืองกับกลุ่มผู้สนับสนุนฝั่งตัวเอง เช่น การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งจนป่านนี้ยังตอบเรื่อง "ที่มา" ของตัวเลข 7.5 ล้านบาทได้ไม่ชัด หรือแม้แต่การย้ายเรือนจำให้กับกลุ่มผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขัง "คดีการเมือง" ซึ่งมีความพยายามให้ครอบคลุมไปถึงผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขังในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย...เหล่านี้ล้วนอ้างข้อเสนอของ คอป.เป็นฐานทั้งสิ้น
ขณะที่ฝั่ง คอป.ก็ดูจะรู้ทันและเริ่มปรับบทบาท โดยล่าสุดก่อนที่ข่าวเกี่ยวกับเก้าอี้ปลัดยุติธรรมจะแพร่ออกมา คอป.เพิ่งจัดเสวนายุทธศาสตร์ปรองดอง ชี้ว่าทั้งประเด็นแก้มาตรา 112 แก้รัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรม และการเยียวยาโดยหลักเกณฑ์ไม่ชัดเจน ล้วนเป็น "ตัวเร่ง" ความขัดแย้งและทำลายบรรยากาศปรองดอง
เป็นไปได้หรือไม่ที่มีความพยายามนำเก้าอี้ปลัดยุติธรรมมา "ต่อรอง" กับการขับเคลื่อนของ คอป.ในห้วงเวลาที่เหลือ
แน่นอนว่านายกิตติพงษ์เองก็น่าจะรู้เกมนี้ จึงไม่ได้แสดงท่าทีอยาก "ต่อวาระ" ทำให้ฝ่ายการเมืองฉวยจังหวะตีประเด็นขึ้นมา ประหนึ่งกดดันให้วิ่งมาหาและก้มหัวรับนโยบาย
หมากกระดาน "ปรองดอง" จึงเต็มไปด้วยค่ายกลทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มพวกอย่างน่าหวั่นกลัวยิ่ง!

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น