ปัจจุบันคนไทยไม่น้อยต่างตื่นตัวต่อการ "ปฏิรูป" ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมไปถึงปฏิรูปสื่อมวลชน
โดยกระแสการปฏิรูปทุกสิ่งอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คือผลพวงอันเกิดจากวิกฤตการณ์ของบ้านเมืองที่ผ่านมา
จากประวัติศาสตร์ของชาติไทยเราจะมีการปฏิรูปกับเขาสักครั้ง ก็มักจะเป็นการปฏิรูปหลังวิกฤติ เสมือนว่า วิกฤติคือ จุดกระตุ้นเตือนให้เราได้ฉุกคิดกับความผิดพลาดที่เกิดกับบ้านเมือง เข้าทางกับเพลงที่เขาว่า "ปัญหามา ปัญญามี" ดังนั้น ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมีนักคิด นักวิชาการหลายกลุ่มให้ความสนใจและร่วมกันหาแนวทางเพื่อนำเสนอวิถีปฏิรูปประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้น
สำหรับการปฏิรูปสื่อมวลชนนั้น มีการพูดคุยกันอยู่หลายวง โดยส่วนใหญ่มักเริ่มจากการวิเคราะห์ถึงปัญหา และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนภายในประเทศ ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ ว่า จากวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนถือได้ว่ามีส่วนในการสร้างและขยายให้ผู้คนตื่นตัวต่อวิกฤติในวงกว้าง ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่วิวาทะการพูดถึงสื่อมวลชนในแต่ละวงสนทนา จะเน้นไปที่การวิพากษ์วิจารณ์สื่อไทย ไปพร้อมๆ กับการมองผู้ชม ผู้ฟังชาวไทยว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่รู้เท่าทันสื่อ โดยบทสนทนามักไปจบอยู่ที่การบ่น ก่นด่า และเลิกรากันไป
อย่างไรก็ตาม การมองสถานการณ์ของสื่อไทยในวิกฤติการเมืองให้ขาด คงต้องเริ่มจากการแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการใช้สื่อมวลชนเพื่อนำเสนอข่าวสาร กับการใช้สื่อมวลชนเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ซึ่งที่ผ่านมา เราเอามาปนๆ คลุกๆ กันจนแยกแยะไม่ออก และสมยอมให้ใครก็ตามที่มีเทคโนโลยีสื่ออยู่ในมือได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นสถาบันสื่อมวลชน อันเป็นฐานันดรสี่ ที่ผู้คนต้องหันไปเชื่อฟัง ทั้งนี้ เมื่อมาผนวกเข้ากับเทคโนโลยีใหม่แบบออนไลน์ ซึ่งอนุญาตให้คนไทยทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตสื่อในฐานะนักข่าวพลเมืองได้ ก็ยิ่งทำให้วิชาชีพสื่อกลายสถานะเป็นอาชีพที่ใครๆ ก็เป็นได้
จากวิกฤตการณ์นี้เอง คู่ตรงข้ามของสถาบันสื่อคงไม่ได้อยู่ที่การใช้เครื่องมือของรัฐหรือสถาบันวิชาชีพไปบอกใครๆ ว่าเป็นสื่อแท้หรือสื่อเทียม แต่คู่ตรงข้ามที่แท้จริงกลับอยู่ที่ความจริง (Truth) ที่สถาบันสื่อจะเก็บเกี่ยวและเลือกสรรมานำเสนอบนพื้นที่สื่อ เพื่อให้ตนเองเบี่ยงออกมาจากการเป็นกระบอกเสียงของการโฆษณาชวนเชื่อ อันเป็นชนวนให้สถานะของตนกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง หรือที่เราเรียกกันว่า "สื่อการเมือง" นั่นเอง
หากถามถึงการทำงานของนักข่าวในวิกฤติการเมืองที่ผ่านมา จะเห็นถึงการวิพากษ์วิจารณ์ในการนำเสนอข่าวมาอย่างเป็นระยะๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งการทำงานของสำนักข่าวต่างประเทศ ที่เคยได้รับความไว้วางใจถึงความเป็นกลางในทุกๆ วิกฤติทางการเมืองที่ผ่านมาของไทย แต่มาคราวนี้กลับถูกเหมารวมให้มาอยู่ในเกมการเมืองภายในประเทศ จนทำให้สถาบันสื่อหลายๆ แห่ง เสียศูนย์ ถูกมองว่าเอนเอียง สมใจขั้วต่างๆ ทางการเมือง ที่อยากให้วิกฤติไทยไปไกลเป็นวิกฤติโลก
คุณ Alastair Leithead นักข่าวจากสำนักข่าวบีบีซี ได้อธิบายการทำงานของคนข่าว ในฟอรั่มสนทนาที่ว่าด้วย "Trends and Dynamics of Media Freedom in Thailand's Political Context" ซึ่งจัดโดย ISIS ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยระบุถึง ประสบการณ์การทำงานของนักข่าวในวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายๆ ประเทศที่จำเป็นต้องเผชิญกับทั้ง ข่าวลือ การโฆษณาชวนเชื่อ ทัศนคติที่แตกต่าง และความคาดหวังของคนในประเทศที่ถูกกำหนดให้เป็นข่าว ทั้งนี้ ด้วยความกดดันรอบด้าน ในฐานะนักข่าวมืออาชีพ ที่มีแบรนด์ของสถาบันสื่อ อย่างบีบีซีค้ำคออยู่นั้น จำเป็นต้องเสนอข่าวอย่างรอบด้านและกลั่นกรองให้ดี เนื่องจากทุกๆ ข้อมูลและความเป็นจริงที่จะไปอยู่บนพื้นที่หน้าจอของสำนักข่าวบีบีซีนั้น หมายถึงความน่าเชื่อถือของสถาบันที่เขาภูมิใจและอุทิศชีวิตการทำงานให้
อย่างไรก็ตาม ด้วยความคาดหวังที่มีต่อสถาบันสื่อและนักข่าวภาคสนาม ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนดูในการเข้าถึงสถานการณ์ โดยหลายๆ ครั้ง คือ พื้นที่สงคราม (War zone) เพื่อนำเนื้อหาข่าวกลับมาให้ผู้ชมได้รับฟังและนั่งดูกันชิวๆ ในบ้านนั้น ตัวนักข่าวเองก็มีข้อจำกัดในการทำงานหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ข้อจำกัดด้านเวลา การเข้าถึงแหล่งข่าว และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งการจะได้ภาพในทุกๆ มุม และรู้ผู้กระทำที่ก่อความรุนแรงในวินาทีนั้นที่ต้องรายงานข่าวเลย คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากการทำงานเชิงสถาบันของเขา ต้องดำเนินไปบนจรรยาบรรณของเสรีภาพที่ตามมาด้วยความรับผิดชอบ
ทั้งนี้ ด้วยประสบการณ์ของการเป็นนักข่าวในสถานการณ์ ที่นักข่าวพลเมืองมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองอย่างในปัจจุบันนี้ เขาถูกผู้คนกระทู้ถามหลายครั้งถึงการไม่นำภาพที่นักข่าวเหล่านั้นออนไลน์ในโลกไซเบอร์มานำเสนอ คำตอบที่ได้ คือ ความน่าเชื่อถือ กล่าวคือ ตราบใดที่เขาไม่สามารถเช็คได้ถึงที่มาที่ไปของภาพ และแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ภาพนั้นก็ยังคงทำหน้าที่ของมันในพื้นที่ของนักข่าวพลเมือง ไม่สามารถขึ้นมาถึงพื้นที่ของนักข่าวมืออาชีพได้
ณ จุดนี้เอง "ความน่าเชื่อถือ" บนการทำงานอย่างมืออาชีพ คือ ทางรอดของสถาบันสื่อที่จะทำให้ผู้ชม ผู้ฟัง สามารถแยกแยะได้ระหว่าง สื่อที่เขาควรเชื่อ กับสื่อที่เขาไม่ควรเชื่อ ซึ่งหลังจากฝุ่นทางการเมืองที่กำลังคละคลุ้ง ตลบอบอวลอยู่ในขณะนี้ได้เริ่มจางหายไป การเร่งปฏิรูปสื่อมวลชนไทย โดยเฉพาะในเนื้องานด้านข่าว จึงเป็นประเด็นหลักที่ต้องแยกแยะระหว่างสื่อเพื่อความจริง กับสื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อออกจากกัน เพื่อดึงศักดิ์ศรีของความเป็นสื่อกลับมาให้เป็นสถาบันหลักที่ขับเคลื่อนความจริงในสังคมประชาธิปไตยต่อไป
Tags : พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น