เหตุการณ์ฟ้าหลังฝนของกรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินมาเป็นเวลากว่าสามสัปดาห์ ผู้คนในแต่ละภาคส่วนต่างสงบอารมณ์ และเร่งตั้งสติ
ฉกฉวยความนิ่งของสถานการณ์ให้กลายเป็นโอกาสในการคิดและทบทวนโครงสร้างของเศรษฐกิจ-สังคมไทย อันเป็นสิ่งที่เขาว่ากันว่าเป็นต้นเหตุแห่งวิกฤติทางการเมืองที่ผ่านมา
ซีกชนชั้นนำทั้งภาคราชการและเอกชน ต่างเร่งรัดออกมาตรการทางการเมืองและทางกฎหมาย เพื่อใช้เป็นทิศทางในการหาทางออกของวิกฤติ ภายใต้วาระแห่งชาติที่ว่าด้วยแผนปรองดอง และการเยียวยา ฟากชนชั้นกลางในเมือง โดยเฉพาะในเขตที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างกรุงเทพมหานคร ก็เริ่มกลับมาจัดระเบียบชีวิตประจำวันของตนเองให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อดำเนินชีวิตแบบปกติที่ปราศจากระเบิดและความรุนแรง ส่วนชนชั้นผู้ใช้แรงงานและชาวรากหญ้า ที่ใช้ชีวิตอยู่ทั้งในเมืองและในชนบทต่างก็ก้มหน้าก้มตาดำเนินชีวิตของตนไปเงียบๆ ไร้สิ่งกระตุ้นเร้าให้เห็นใครต่อใครเป็นคู่ตรงข้าม ที่ต้องต่อสู้ ห้ำหั่นเพื่อเอาชนะด้วยการเอาชีวิตของตนเข้าแลก
นึกๆ ไปแล้ว สังคมไทยเราก็ดูเหมือนจะมีข้อดี ในแง่ของการสมานแผลวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้ข้อได้เปรียบทางวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่ท่องกันขึ้นใจว่า "ไม่เป็นไร" ซึ่งต้องให้เครดิตกันไปว่า ความไม่เป็นไรนี้เอง ที่ทำให้ประเทศไทยของเราน่าอยู่ และสร้างให้คนไทยอย่างเรากลายเป็นมนุษย์สายพันธุ์ ที่ปรับตัวเก่งเอาการ อย่างไรก็ตาม ไอ้ความไม่เป็นไรดังกล่าวนี้ ในทางกลับกัน อาจนำมาซึ่งการหลงลืมกับความผิดพลาดที่ง่ายดาย และตีกรอบให้คนไทยมีความทรงจำแบบสั้นๆ เพราะถูกปลูกฝังมา ว่า ไม่ให้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ และรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีจะดีกว่า
งานนี้พอประกอบเข้ากับการโหมกระแสบอลโลก วัฒนธรรม "รักสนุก" ของเราก็ก่อตัวขึ้น เพื่อพร้อมที่จะบดบังและอำพรางความร้าวฉานของคนในประเทศให้หายไปอย่างรวดเร็ว สีแดงของเสื้อยืดที่ใส่หาใช่สัญลักษณ์ทางชนชั้นและการเรียกร้องความเป็นธรรมอีกต่อไป หากมันกลับกลายเป็นสีประจำของทีมชาติบางประเทศ ที่เราพร้อมจะใส่และให้การสนับสนุน
ด้วยอัธยาศัยและความง่ายๆ ของคนไทยนี้เอง อาจทำให้เราหลงลืมที่จะทบทวนสภาพการณ์อันไม่ปกติของบ้านเราและปล่อยมันไปแบบเลยตามเลย ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไปในช่วงการเมืองวิกฤติ จะพบเห็นว่าสิ่งที่เคยอยู่เป็นปกติสุข เคียงข้างชีวิตประจำวันของเรานั้น อาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นได้ หนึ่งในกรณีดังกล่าว ได้แก่ การรายงานข่าวของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ที่ถูกมองว่าเอียงข้างและไม่สมดุล
ประเด็นดังกล่าวถูกจับตามองโดยนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนหลายๆ คน ที่เพ่งเล็งการทำงานของเครือข่ายข่าวระดับโลกอย่างซีเอ็นเอ็น ซึ่งทำการรายงานข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศชนิดที่คนไทยหลายๆ คนรับไม่ได้ โดยคนไทยที่มีการศึกษาสูงและเคยใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศหลายๆ คน อย่างคุณสุกี้ สุโกศล หรือคุณสมเถา สุจริตกุล ได้ทำการเขียนจดหมายตอบโต้สำนักข่าวดังกล่าว เพื่อให้การรายงานจากพื้นที่ที่เป็นข่าวอย่างในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกกระจายภาพและเสียงไปทั่วโลกได้มีแง่มุมที่หลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลของการนำเสนอข่าวในรูปแบบที่ซีเอ็นเอ็นดำเนินอยู่นั้น ดูเหมือนจะสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นมหาอำนาจของสื่อโลก (Media hegemony) ซึ่งนำเสนอในสายตาของความเป็นมหาอำนาจ ที่มองประเทศไทยอย่างเราในฐานะประเทศผู้รับข้อมูลข่าวสารทางเดียว ทั้งนี้ ภายใต้อำนาจที่เหนือกว่าในเชิงข้อมูลข่าวสาร ดูเหมือนกับว่าสำนักข่าวดังกล่าวจะมีผลการดำเนินงานที่ไม่ยี่หระกับกระแสการประท้วงและต่อต้านของคนในประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด
จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น พบว่าสถานีข่าว 24 ชั่วโมงแห่งนี้สามารถทำกำไรได้สูงสุดในปีนี้นับตั้งแต่เปิดสถานีมา ซึ่งนายจิม วอร์ตัน (Jim Walton) ประธานใหญ่ของ CNN Worldwide ระบุถึง ผลประกอบการที่สะท้อนความสำเร็จดังกล่าวนั้น ว่า เป็นกำไรที่ได้มาจากการค่าสมาชิก ในการส่งสัญญาณเครือข่ายมายังต่างประเทศในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เคเบิลทีวี ดาวเทียม และโครงข่ายโทรศัพท์ อันเป็นผลพวงของพัฒนาการในสื่อใหม่ในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การทำกำไรของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นในปีนี้ ดูจะสวนทางกับเรทติ้งคนดูในสหรัฐอเมริกาที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ซึ่งดูเหมือนจะเทคะแนนไปให้แก่สำนักข่าว News Crop’s Fox News สำหรับผู้ชมที่มีจุดยืนทางการเมืองออกขวาๆ และสำนักข่าว MSNBC สำหรับผู้ชมที่มีจุดยืนทางการเมืองออกซ้ายๆ มากกว่า ทั้งนี้ จากการสำรวจล่าสุดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2010 พบว่า เรทติ้งผู้ชมในช่วง prime time ของซีเอ็นเอ็นมีผู้ชมเฉลี่ยอยู่เพียง 454,000 คน ซึ่งถูก Fox News ทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่นโดยมีผู้ชมเฉลี่ยถึง 2,284,000 คน ตามมาด้วยอันดับสอง คือ สำนักข่าว MSNBC ที่มีผู้ชมอยู่ถึง 857,000 คน อันมีจำนวนคนดูกว่าเท่าตัวของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น
ณ จุดนี้เองทางสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นถึงกับต้องยอมรับว่า สถานีข่าวของตนดูจะมีตลาดผู้ชมหลักๆ อยู่ในพื้นที่ต่างประเทศเสียมากกว่า ประกอบกับระบบการตลาดที่ขายสมาชิกในลักษณะ แพ็คเกจ ที่รวมเอาหลายๆ สื่อของซีเอ็นเอ็นไว้ด้วยกัน เพื่อส่งเสริมการขาย จึงทำให้ซีเอ็นเอ็นกลายเป็นสถานี ที่มีคนซื้อเยอะแต่ดูน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ด้วยปรัชญาการก่อตั้งสถานีข่าวแห่งนี้ ที่ต้องการรายงานข่าวจากทุกมุมโลก ทุกที่ ทุกเวลา ซีเอ็นเอ็นยังคงเป็นแหล่งข่าวสำคัญของประชากรโลก ซึ่งแม้จะมีการแวะเวียนเข้ามาดูมากบ้างน้อยบ้าง ก็ย่อมสร้างความร้อนๆ หนาวๆ ให้กับประเทศของเรา โดยนักวิชาการด้านสื่อมวลชนคงต้องศึกษาต่อไปเกี่ยวกับอิทธิพลที่แท้จริงของซีเอ็นเอ็นที่มีต่อคนดูและประเทศไทย
Tags : พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น