แม้ขณะนี้ หลายๆคนกำลังอยู่ในช่วงของอาฟเตอร์ช็อก หลังจากสึนามิทางการเมืองของประเทศไทยได้พัดผ่านไปด้วยเหตุการณ์การเผาสถานที่ต่างๆในเมืองหลวง
และศาลากลางสี่จังหวัดทางภาคอีสาน แต่การปรับตัวต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและการคลี่คลายตนเองไปสู่ชีวิตประจำวันอันปกติของคนในประเทศเรานั้น นับว่าทำได้ดีระดับเทพประทาน ไม่ว่าจะเป็นการกลับเข้าทำงานในออฟฟิศย่านศูนย์กลางทางการค้าในกรุงเทพฯ หรือการเร่งรีบออกไปชอปปิงเพื่ออุดหนุนรายได้ของผู้ค้าที่เคยสูญเสียไปให้กลับมาฟื้นตัวอย่างทันทีทันควัน โดยปล่อยให้การพิจารณาสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นจากพี่น้องชาวเสื้อแดงอยู่ในมือของรัฐบาล นักวิชาการ และสื่อมวลชน
จะว่าไปแล้ว การทำงานอย่างแยกส่วนเช่นนี้ เป็นผลพวงของระบบการแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะด้านของโลกสมัยใหม่ ที่โยนภารกิจและหน้าที่ให้จำกัดอยู่ในการดูแลของผู้รับผิดชอบเท่านั้น แต่หากวิเคราะห์ให้ถ่องแท้ เราต้องยอมรับว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองดังกล่าวนั้น ประชาชนคนไทยทุกคนคงไม่สามารถละเลย และปล่อยให้การแก้ปัญหาอยู่ในมือของคนเพียงหยิบมือได้ เนื่องจากเหตุแห่งความเก็บกดของคนรากหญ้า ที่ง่ายต่อการนำพาของแกนนำเสื้อแดงนี้ คือ วาระแห่งชาติที่จำต้องเอามาเป็นประเด็นการพิจารณา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก หรือพูดกันอีกนัยหนึ่ง คือ เราทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ
การรับผิดและรับชอบจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งต้องละเว้นการกระทำสองอย่าง คือ "การโทษกันไปมา" และ "การเหมารวม" เพราะทั้งสองกิจกรรมต่างไม่นำพาประเทศให้ดำเนินไปได้ไกลนอกจากอยู่ในวังวนของความเกลียดชังและการแบ่งเขาแบ่งเรา อันจะเข้าทางคนบางกลุ่มที่อาจจะฉวยโอกาสจากอารมณ์ทางการเมืองให้กลายเป็นผลประโยชน์ส่วนตนอีกครา โดยนอกจากจะไม่พยายามหาแพะผู้รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นในรูปของกลุ่มสีเสื้อ หรือในรูปของชนชั้น เพื่อปัดภาระให้พ้นตัวแล้ว เรายังไม่ควรเหมารวมเอาการกระทำต่างๆ ยัดเยียดให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงรายละเอียดปลีกย่อย เพราะตราบใดที่คนชั้นกลางทั้งหมดไม่ใช่ผู้คนที่เห็นแก่ตัว ซึ่งเห็นการเดินห้างสำคัญกว่าชีวิตพี่น้องคนเสื้อแดงแล้ว ก็ไม่จำเป็นเสมอไปที่คนเสื้อแดงทั้งหมด คือ กลุ่มคนที่รักทักษิณ หรือต้องการล้มสถาบัน
ดังนั้น การทำความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างชนชั้น หรือระหว่างสีเสื้อจึงนับเป็นภารกิจใหญ่ที่ชาวไทยทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อเอื้อมมือโยงประสานและเชื่อมฉุดกันให้ขึ้นมาจากหลุมพรางทางการเมืองที่ถูกขุดไว้ ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งในครั้งนี้ได้ถูกเป่าหูให้เชื่อว่าเป็นการปะทะกันระหว่างชนชั้นทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่าช่องว่างทางวัฒนธรรมและวิธีคิดจะเป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ทำให้ปฏิกิริยาการปะทะรุนแรงและไร้เหตุผลมากขึ้น ดังนั้น การเยียวยาและฟื้นฟูวิกฤติการเมืองในครั้งนี้ คงไม่สามารถสมานแผลได้เพียงการอัดฉีดงบประมาณลงระดับรากหญ้าเท่านั้น แต่คงต้องเร่งปรับจูนวัฒนธรรมระหว่างชนชั้นให้เข้าหากันด้วยการยอมรับและเคารพซึ่งกันและกันมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเอาเข้าจริงๆ เมืองกรุงเทพฯ คงไม่สามารถประดับประดาไปด้วยตึกสูงระฟ้าได้ หากขาดแรงงานจากคนรากหญ้าบวกกับทุนขนาดใหญ่ ที่ช่วยกันเติมเต็มให้มหานครของไทยยิ่งใหญ่ตระการตาเช่นนี้
การถอดรหัสทางวัฒนธรรมเพื่อลดช่องว่างทางชนชั้นดูเหมือนจะเป็นภารกิจที่สามารถทำได้ของสื่อไทย ซึ่งจำเป็นต้องยกระดับตนเองให้อยู่เหนือการเป็นเครื่องมือทางการตลาดสักนิด เพื่อย้อนคิดพิจารณาถึงการเป็นสถาบันหลักของตน ที่มีส่วนช่วยนำพาความคิดคนในประเทศให้อยู่ในที่เหมาะที่ควร ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ปัญหาของการปะทะทางวัฒนธรรมและวิธีคิดระหว่างชนชั้นคลี่คลายลง เราคงต้องปรับเนื้อหาภายในเพื่อเชิดชูคนแต่ละช่วงชั้นของสังคม ด้วยการให้เกียรติและเห็นคุณค่าของงานมากกว่าเงิน ดังเช่นที่เกิดในสื่อญี่ปุ่น ซึ่งมักจะฝืนธรรมชาติของมนุษย์ที่กระหายเงินตรา ด้วยการนำเสนอเนื้อหาที่ให้เกียรติ และเน้นคุณค่าของงานในแต่ละสาขาอาชีพเป็นหลัก
ละครซีรีส์หลายๆ เรื่องของประเทศนี้ มีจุดศูนย์กลางในการดำเนินเรื่องอยู่ที่อาชีพและคุณค่าของการทำงานเป็นหลัก หลายๆ ครั้ง ดูแล้วมักมีคำที่ว่าด้วย "ความพยายาม" และ "ความอดทน" สอดแทรก ตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ขึ้นใจอยู่เสมอ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้คนดูละเลยถึงความสำเร็จในการดำเนินชีวิตที่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความพยายามอย่างเต็มเปี่ยมมากกว่า ที่จะปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา หรือการร้องแบบมือขอ เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
แม้การนำเสนอเนื้อหาของสื่อญี่ปุ่นจะไม่ถูกจริตกับหลายๆ วัฒนธรรมที่รอคอยเพียงโชคชะตาและการพึ่งพาแบบอุปถัมภ์ในแนวซินเดอเรลลาตกถังข้าวสารก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นการสืบสานและสร้างวัฒนธรรมความเป็นอิสระทางชนชั้นอย่างแท้จริง เพราะด้วยจริตดังกล่าวจะช่วยเติมเชื้อแห่งศักดิ์ศรีความเป็นพลเมือง เพื่อสร้างความตัวตนให้เป็นอิสระจากระบบอุปถัมภ์ต่างๆ ปราศจากการร้องขอและพึ่งพา ยากแก่การชักจูงที่งมงาย อันนำมาซึ่งต้นตอของความเป็นพลเมืองในสังคมประชาธิปไตยอย่างเต็มขั้น
ดังนั้น ด้วยพลังของคนไทยที่กำลังตื่นตัวกับวิกฤติ การเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยในขณะนี้ เราจึงยังเห็นโอกาสของการใช้สื่อเป็นมือที่ยื่นไปเชื่อมโยงให้สังคมไทยเขยิบขึ้นเป็นสังคมที่มีวุฒิภาวะอย่างเต็มขั้น ด้วยการปรับวัฒนธรรมและวิธีคิดของคนในสังคม ให้สมกับศักดิ์ศรีของการเป็นสถาบันสาธารณะ
Tags : พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล
