กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 18 พฤษภาคม 2553 16:02
พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล
พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล

วิกฤติการเมือง...วิกฤติข่าวลือ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ปฏิเสธกันไม่ได้เลยทีเดียว ว่า สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ โดยเฉพาะบริเวณใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร

ได้ถูกผันจากการเป็นพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้กลายเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของความรุนแรงและสงครามภายใน อันเกิดจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของคนไทยด้วยกันเอง
 

นอกจากพื้นที่บนท้องถนนที่ถูกปิดกั้นให้กระสุนปืน ทุ่นระเบิด และแท่งหอก แท่งไม้ ได้มีบทบาทในการหยุดชีวิตปกติประจำวันของพวกเราแล้ว พื้นที่สื่อมวลชน ทั้งที่เป็นสื่อเก่าและสื่อใหม่ ต่างก็กลับกลายเป็นสนามรบของวิวาทะทางการเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นความรุนแรงในการรบพุ่งกันทางความเชื่อ และความคิดไม่ต่างกับสนามรบบนท้องถนนเลยทีเดียว
 

ด้วยเทคโนโลยีสื่อมวลชนแบบเดิมๆ ที่ให้สิทธิและเสรีภาพกับผู้ครอบครองสื่อ ในการนำเสนอข้อมูลแบบทางเดียว อัดฉีดไปยังผู้รับสารชนิดวันต่อวัน ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ของสงครามข่าวสารที่เรียกว่าการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ซึ่งต่างฝ่ายต่างหักล้างข้อมูลของกันและกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนให้มากที่สุด
 

ในขณะที่เทคโนโลยีสื่อสมัยใหม่ (New media) อย่างอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีศักยภาพในการมอบอำนาจและสิทธิขาดในการผลิตสื่อให้กับประชาชนคนทั่วไปอย่างเสรี ก็ได้ทำหน้าที่ในการชงเรื่องราว ภาพข่าว ข้อเท็จจริงที่พบเห็นจากคนหมู่มากขึ้นไปสู่พื้นที่ในโลกไซเบอร์ให้สาธารณชนได้รับทราบ
 

ด้วยความคล่องตัวของสื่อใหม่ที่รวดเร็ว ฉับไวกว่า ชนิดคลิกๆ โหลดๆ ในชั่ววินาที ภาพข่าวและเนื้อหาก็จะไปปรากฏบนหน้าจอมือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ในฉับพลันนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดกลไกการตรวจสอบ ถ่วงดุลระบบโฆษณาชวนเชื่อของภาครัฐได้อย่างชะงักงันเท่านั้น หากยังสร้างให้เกิดปรากฏการณ์การสำลักข้อมูลข่าวสาร ที่ถาโถมเข้ามาอย่างล้นเกินของคนไทยอีกด้วย
 

ทางแก้ของฝั่งรัฐบาลและ ศอฉ. (ซึ่งมักจะเป็นคู่ตรงข้ามกับการกระทำของสื่อใหม่ดังกล่าว) จึงต้องใช้ยุทธการตั้งรับ คือ การออกมาแก้ข่าวทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน โดยเอาภาพที่ถูกโหลดและชงในสื่ออินเทอร์เน็ต มาชี้จุด จับผิด และปรับความเข้าใจโดยมีพันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นตัวแทนนำเสนอในเวลาหัวค่ำของทุกวัน
 

ในขณะที่ทางแก้จากฝั่งประชาชนนั้น ที่เห็นๆ ก็ทำกันอยู่สองทาง คือ หากไม่โหลดภาพและรายงานสถานการณ์เข้าอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพื่อให้ท่านพันเอกสรรเสริญต้องมีงานทำในวันถัดไป ก็จะตัดสินใจปิดการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยเพิกเฉยต่อสถานการณ์ความรุนแรงระดับชาติไปอย่างสิ้นเชิง
 

ปรากฏการณ์สื่อสมัยใหม่ที่ท้าทายต่อการครอบงำข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐนั้น ไม่เพียงแต่สร้างความเสื่อมเชิงอำนาจให้กับผู้ครอบครองช่องทางการสื่อสารกับสังคมในแบบจารีตโบราณเท่านั้น หากยังเป็นกลไกที่ปั่นและชงให้เกิดข้อมูลต่างๆ นานา สร้างความสับสน อลหม่านให้กับผู้คนในสังคมได้เช่นกัน จนสามารถเรียกได้ว่า สื่อใหม่เองก็อาจถูกใช้เป็นปัจจัยสำคัญ ที่อีกอำนาจหนึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อได้อีกด้วย
 

การโฆษณาชวนเชื่อ นับเป็นความพยายามในการควบคุมไว้ ซึ่งความคิดเห็นของคนในสังคม โดยไม่เลือกวิธีการในการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งมักจะกระทำการด้วยการยัดเยียดข้อมูลข่าวสาร อัดฉีดเข้าไปโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง ทั้งนี้ เพื่อให้ข้อมูลดังกล่าวสามารถปรับแต่งความคิดเห็นของผู้คนได้อย่างที่ผู้ส่งสารต้องการ ดังนั้น การโฆษณาชวนเชื่อจึงเป็นยุทธวิธีที่มาพร้อมกับการชงและปั่น (Spin) เนื้อหาของข้อมูล ที่สามารถสร้างกรอบความเข้าใจใหม่ๆ ให้กับผู้รับสาร ทั้งนี้ เพื่อให้กรอบความเข้าใจนั้น ผันกลายเป็นความเห็นสาธารณะ ในอันที่จะสร้างความชอบธรรมและให้อำนาจ สิทธิขาดในการกระทำต่างๆ กับผู้มีอำนาจเหนือข่าวสารที่กำลังชวนเชื่ออยู่นั้น
 

อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของผู้ไร้อำนาจในการควบคุมสื่อกระแสหลักแล้ว เราจะเห็นได้ถึงช่องทางของการโฆษณาชวนเชื่อตามแบบฉบับของผู้ไร้อำนาจ ซึ่งที่ได้ผลชะงัดนัก ก็ดูเหมือนจะเป็นการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตในการสร้าง "ข่าวลือ" ต่าง ๆ กำหนดทิศทางของความเห็นสาธารณะของคนในสังคม
 

การหยิบเอาพฤติกรรมความอยากรู้อยากเห็น ตามธรรมชาติของมนุษย์มาใช้กับสื่อสมัยใหม่ในโลกอินเทอร์เน็ตนับได้ว่าเป็นวิธีที่ได้ผลอย่างหนึ่งในทางการเมือง เพราะด้วยการบอกต่อกันแบบปากต่อปาก ผสมผสานกับเทคโนโลยีโซเชียลเน็ตเวิร์ค อย่างเฟซบุ๊ค ก็ทำให้ข้อมูลข่าวสารกระจายตัวได้อย่างรวดเร็ว จริงจัง ขยายวงอย่างกว้างขวางได้ในเวลาอันสั้น และที่สำคัญ คือ ปราศจากผู้รับผิดชอบในฐานะต้นตอของแหล่งข่าว และนี่เองจึงเป็นจุดอ่อนไหวของการเมืองไทยในขณะนี้ ที่นักวิชาการทางด้านสื่อสารมวลชนอย่างนายเจสัน ฮาร์ซิน (Jayson Harsin) เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า เป็น วิกฤตการณ์ระเบิดของข่าวลือ หรือ "rumor bomb"
 

ความน่ากลัวของวิกฤตการณ์นี้ จะมาพร้อมกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์รอบๆ ข้าง ที่สะท้อนซึ่งความเสื่อมในความน่าเชื่อถือของต้นตอข่าวสารที่เป็นทางการ จนทำให้ประชาชนพร้อมจะหันไปเชื่อในแหล่งข่าวที่ไม่เป็นทางการมากกว่า โดยตัวเร่งที่สร้างให้ข่าวแบบไม่เป็นทางการเหล่านี้ ลือกันอย่างสะพัด และกระจายไปทั่ว คือ กลุ่มคนที่พร้อมจะเชื่อและสนับสนุนในข่าวลือนั้นๆ   
 

ด้วยสองปัจจัยที่มีอยู่อย่างครบครัน คือ "คนสร้างข่าวลือ" และ "คนที่พร้อมจะเชื่อข่าวลือ" แล้วยังมาผนวกกับเทคโนโลยีสื่อใหม่ ที่พร้อมจะกระจายข่าวแบบไร้การกลั่นกรอง จึงเห็นได้ว่า เมืองไทยของเราได้มาถึงจุดวิกฤติสูงสุดระหว่างคนกับเทคโนโลยีสื่อเข้าให้แล้ว

Tags : พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล

advertisement

advertisement

advertisement