สามสี่ปีที่ผ่านมา นับได้ว่าท้องถนนของประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่รองรับ และให้บริการการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองมาอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง
ผู้คนต่างกลุ่ม ต่างความคิด และต่างความต้องการได้ทยอยผลัดเปลี่ยนมาแสดงจุดยืนทางการเมืองของตน ต่างกรรมต่างวาระ
การต่อสู้บนท้องถนนเพื่อสะท้อนเสียงความต้องการของตนไปยังผู้ปกครอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของการตรวจสอบถ่วงดุล หรือจะด้วยเหตุผลของการเรียกร้องชีวิตที่ดีกว่า ก็นับเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งช่วยส่งเสริมพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยอย่างปฏิเสธไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมได้พัฒนาถึงระดับที่ประชาชนสามารถผ่องถ่ายภารกิจของการเรียกร้องและการตรวจสอบไปสู่สถาบันอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา ระบบราชการ องค์กรอิสระ ศาล หรือสื่อมวลชน ก็ส่งผลให้ประชาชนฝากที่พึ่งไว้กับสถาบันเหล่านี้ในการดำเนินภารกิจและกิจกรรมทางการเมืองแทนตน เพื่อที่ตนจะได้มีอิสรภาพในการดำเนินชีวิตปกติประจำวันได้อย่างเสรี ทำมาหาเลี้ยงชีพและดูแลครอบครัวได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวล แต่ในสภาพปัจจุบันที่บ้านเราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์การใช้ท้องถนนของผู้คนเพื่อเรียกร้องทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานขนาดนี้ ก็นับได้ว่ามันคือหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเสื่อมลงของสถาบันตัวแทนในการทำหน้าที่ทางการเมืองแทนประชาชนคนไทยอย่างสิ้นเชิง
ข้อกังขาและศรัทธาที่หดหายของผู้คนในประเทศที่มีต่อสถาบันหลักอย่างสื่อมวลชน นับว่าเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่ประชาชนคนไทยเริ่มแสดงออกให้เห็น ทั้งนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ถึงปัจจัยเร่ง ซึ่งสร้างวิกฤติศรัทธาให้กับวงการสื่อ อันได้แก่ ปัจจัยที่เกิดจากพัฒนาการอันรวดเร็วของเทคโนโลยีสื่อ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต ดาวเทียม หรือระบบเคเบิล ที่ปลดปล่อยพันธนาการศักยภาพของการผลิตสื่อให้ไปตกอยู่ในมือของประชาชนคนทั่วไปได้เพียงชั่วข้ามคืน
ทั้งนี้ ข้อยืนยันจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ขมึงเกลียวอยู่ในขณะนี้ มีองค์ประกอบหลักอยู่ที่สื่อใหม่ (New media) ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างให้เกิดทั้งภาพและเสียงที่ชัดเจนจากผู้นำไปถึงผู้ชุมนุมเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ชุมนุมมีสื่อเป็นของตนเอง เฉพาะเจาะจงเนื้อหาตามรสนิยมผู้เสพ ชนิดที่นำเสนอได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จนไม่มีเวลาได้เสพเนื้อหาอื่นๆ ที่แตกต่างกันแต่อย่างใด
การแตกตัวของสื่ออันเนื่องมาจากการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีนั้น จะว่าไปแล้ว ก็ถือเป็นการสร้างเสรีภาพในการสื่อสารให้ปัจเจกบุคคลได้เข้าถึงและผลิตสื่อได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ในการมีเครื่องมือสื่อสารอยู่ในมือนับเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย จากเดิมที่ทรัพยากรสื่อเคยถูกกักเก็บอยู่แต่เฉพาะในมือของผู้มีอำนาจและผู้ที่มีวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนโดยตรงเท่านั้น ก็กลายสภาพมาเป็นทรัพยากรที่มีอยู่ดาษดื่นง่ายแก่การเข้าถึงของตาสีตาสา ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ด้วยการมอบและกระจายอำนาจการผลิตสื่อไปสู่ปัจเจกชนและภาคส่วนอื่นๆ ของสังคมดังเช่นที่เกิดกับวิทยุชุมชน หรือเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ตนั้น ย่อมแลกมาด้วยราคาอันแสนแพง ที่อาจนำมาซึ่งการเสียสมดุลระหว่าง เสรีภาพ (freedom) กับการควบคุม (order) โดยอาจตามมาด้วยวิกฤติศรัทธาของผู้รับสารที่มีต่อสื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
องค์การระหว่างประเทศ อย่างยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้เสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร เสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of expression) ซึ่งรวมถึงเสรีภาพของสื่อมวลชน (Freedom of press) เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมี ดังนั้น การปลดปล่อยให้สถาบันสื่อได้แสดงออกในจุดยืน ความคิด และมุมมองของตนเองก็นับว่าเป็นการเสริมสร้างประชาธิปไตยอันดีอยู่แล้ว หากแต่ในปัจจุบันด้วยความว่องไวในการผลิตและกระจายข่าวสารชนิดเพียงคลิกวินาทีเดียว ก็ส่งเนื้อหาข่าวขึ้นให้ผู้คนได้ดูได้ชมกว่าครึ่งล้าน จึงนำมาซึ่งข้อกังขาที่มีต่อสื่อในยุคปัจจุบัน ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ตามแต่โอกาสที่ทุนและเทคโนโลยีจะเอื้ออำนวย จนไม่สามารถควบคุมคุณภาพที่ยืนยันได้ว่า มันคือสื่อที่ถือกำเนิดขึ้นบนผลประโยชน์ของสาธารณชนอย่างแท้จริง ตามระเบียบวิธีการผลิตสื่อแบบมืออาชีพ ดังที่เคยเป็นมาก่อนในอดีตจารีตของสื่อ
ด้วยดุลยภาพที่เอนเอียงไปยังเสรีภาพ มากกว่าการควบคุม จึงส่งผลให้ปัจจุบันเราสามารถแยกแยะสื่อมวลชนเป็นสองมาตรฐาน โดยสื่อหนึ่งคือสื่อที่เกิดจากจารีตของระบบการคัดกรอง เลือกสรรข้อมูลด้วยความระแวดระวัง ภายใต้กรอบของจรรยาบรรณทางวิชาชีพเป็นฐานที่ควบคุมเนื้อหาของสื่อ กับอีกสื่อหนึ่งที่เกิดบนฐานของอิสรภาพในการสื่อสาร ไร้ซึ่งกรอบหรือบรรทัดฐานทางวิชาชีพที่จะรองรับในการปฏิบัติงาน เน้นการทำงานบนฐานของอัตตาและตัวตนของผู้ผลิตสื่อเป็นหลัก
การเผชิญหน้าระหว่างสื่อสองประเภทนี้นับเป็นโจทย์ของสังคมยุคหลังสมัยใหม่ ในยามที่คนเพลิดเพลินไปกับเสรีภาพของการใช้สื่อ จนลืมจรรยาบรรณทางวิชาชีพและความรับผิดชอบในทุกการกระทำของการใช้เทคโนโลยีสื่อ ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ถึงมาตรฐานของสื่อที่มีบรรทัดฐานของจรรยาบรรณทางวิชาชีพและหลักความรับผิดชอบต่อผลประโยชน์สาธารณะเป็นเส้นกั้นระหว่างสื่อที่ได้มาตรฐานและสื่อที่ต่ำกว่ามาตรฐาน
ระบบมาตรฐานของสื่อมวลชนตามประเทศในแถบยุโรปถูกกำหนดด้วยแนวคิดที่ว่าด้วยการใช้สื่อเพื่อเป็นสถาบันหลักในการเสริมสร้างสังคมประชาธิปไตย ซึ่งระบุข้อกำหนดที่ว่าด้วยการใช้พื้นที่สื่อมวลชนในการเป็นตัวแทนของความหลากหลายทางความคิด เชื้อชาติ และวัฒนธรรม โดยดำรงไว้ซึ่งการเคารพทั้งสิทธิของคนส่วนใหญ่และคนส่วนน้อยในสังคม ดังนั้น การปล่อยภาพและเสียงเพื่อประณาม หยามเหยียดคู่ตรงข้าม ชนิดที่ไม่คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น อย่างเอาเป็นเอาตาย (แม้บุคคลนั้นจะเป็นบุคคลสาธารณะก็ตาม) หรือการชงข้อมูลเท็จแบบจงใจเพื่อผลของการแพ้-ชนะส่วนบุคคล จึงไม่ถือว่าเป็นสถาบันสื่อมวลชนที่ได้มาตรฐานตามหลักของสังคมประชาธิปไตยที่เจริญแล้วแต่อย่างใด
ดังนั้น การจำแนกสื่อมวลชนในแบบสองมาตรฐาน โดยใช้กรอบจรรยาบรรณทางวิชาชีพเป็นบรรทัดฐานจึงเป็นวาระเร่งด่วนที่ประเทศไทย ต้องสร้างให้เกิดดุลยภาพของเสรีภาพบนความรับผิดชอบอย่างแท้จริง ซึ่งสถาบันหลักที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลได้ดีที่สุดคงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากจะเป็นสถาบันสื่อมวลชนด้วยกันเอง
Tags : พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล
