กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 20 เมษายน 2553 16:31
พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล
พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล

สองมาตรฐานกับชีวิตประจำวันบนท้องถนน

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม ที่รักการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเป็นกลุ่มก้อนมาช้านาน การรวมตัวกันในระดับครอบครัวจนขยายขึ้นเป็นสังคมขนาดใหญ่

ดูเหมือนจะเป็นวัฏจักรชีวิตที่อยู่คู่คนเรามาตั้งแต่ลืมตาดูโลก ทั้งนี้ ด้วยบริบทของการอยู่ร่วมกันดังกล่าวย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความขัดแย้งระหว่างบุคคลแต่ละบุคคลเกิดขึ้นเป็นปกติวิสัย อาทิเช่น การที่อาณาเขตของบุคคลหนึ่ง อาจรุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตของอีกคน หรือการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของบางสิ่งบางอย่าง ที่อาจไปละเมิดสิทธิความเป็นเจ้าของของอีกคนหนึ่งก็เป็นได้
 

ดังนั้น เพื่อให้สังคมอยู่อย่างเป็นสุข นวัตกรรมที่ว่าด้วยการปกครองและรัฐ จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้คนในสังคม โดยรัฐได้รับการสถาปนาอย่างชอบธรรมให้ทำหน้าที่ดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของคนเรา อันได้แก่ สิทธิทางการเมืองและสิทธิทางเศรษฐกิจ ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐมักจะใช้สำหรับการปกครองและดูแลปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของเราๆ ท่านๆ ก็เห็นจะได้แก่ ตัวบทกฎหมายของบ้านเมือง ที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกที่ควรให้การอยู่ร่วมกันของสังคมมนุษย์เป็นไปอย่างสงบสุข ภายใต้หลักนิติรัฐ ซึ่งต้องมีการบังคับใช้กฎหมายกับคนในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน
 

ด้วยหลักของเหตุและผลในการสถาปนาระบบรัฐและระบบกฎหมาย ที่สาธยายมาอย่างยืดยาวในข้างต้นนั้น ดูเหมือนจะเป็นที่ทราบกันอย่างดีในสังคมไทย ว่า เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก อันเนื่องมาจากจารีตทางวัฒนธรรมดั้งเดิมแต่เก่าก่อนของเรามีรหัสของการดำรงชีวิตตามระบบชนชั้นวรรณะ ซึ่งว่ากันว่า ถูกฝังชิพเข้าไปในวิถีการทำงานภายในระบบราชการของไทยเข้าให้ด้วย ดังนั้น ประชาชนคนไทยอย่างเราๆ ก็จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ระบบนิติรัฐที่ลักลั่น เมื่อหน่วยหลักที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐในการเชื่อมโยงระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชนอย่างระบบราชการ ยังอยู่ในจารีตแบบเดิมๆ ตามวิถีของระบบชนชั้น และความเป็นเจ้าขุนมูลนาย ซึ่งพร้อมจะอุปถัมภ์เจ้านายและพวกพ้องมากกว่าประชาชนคนตาดำๆ 
 

ความลักลั่นของระบบนิติรัฐที่ถือกำเนิดขึ้น จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการปกครองประชาธิปไตยในแบบไทยๆ ที่ต่างฝ่ายต่างไต่เต้า เลื่อนฐานะของตนด้วยการปรับตัวไปอิงแอบอำนาจรัฐ เพื่อให้ได้รับสิทธิที่เหนือชั้นกว่าคนอื่นๆ ในสังคม และนี่เองคงเป็นต้นกำเนิดของวิวาทะที่ว่าด้วย "ระบบอำมาตย์" และ "ความลักลั่นในแบบสองมาตรฐาน" ตามที่ชาวเสื้อแดงเขาว่า
 

เพียงสองประเด็นที่วิพากษ์ระบบนิติรัฐแบบไทยๆ ก็นับเป็นการจุดประกายให้ความอัดอั้นตันใจของใครหลายๆ คน ให้อยากเข้าร่วมเรียกร้อง เพื่อให้พลังมวลชนได้มีส่วนในการสลายความลักลั่นดังกล่าวให้มลายหายไปในสังคมไทย เพราะร้อยทั้งร้อยของการเป็นพลเมืองคนไทย ย่อมเคยประสบพบพานกับความลักลั่นของระบบอำมาตย์และมาตรฐานสองขั้นของระบบกฎหมายมาไม่มากก็น้อยกันทั้งนั้น
 

เอาง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน แค่ท่านลองเป็นคนหนึ่งที่ต้องขับขี่ยวดยานบนท้องถนน รับรองได้ว่าประสบการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับความลักลั่นของระบบนิติรัฐแบบไทยๆ ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นกิจวัตร โดยมีท่านเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ความลักลั่นดังกล่าวเป็นจริงขึ้นมาได้ ยกตัวอย่างเช่น หากท่านทำผิดกฎหมายการจราจร โดยมีประจักษ์พยานเป็นผู้รักษากฎหมาย ระบบการต่อรองระหว่างท่านกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่กระตุ้นความเสื่อมให้เกิดกับระบบนิติรัฐแบบไทยๆ ก็เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอำนาจการต่อรองของท่านที่ว่า ท่านเป็นใคร มีอำนาจแค่ไหน อยู่สถาบันอะไร จ่ายได้ระดับใด ไปจนถึงลูกอ้อนมากไหม ซึ่งด้วยการต่อรองประกอบกับการเปิดรับอำนาจการต่อรองดังกล่าว ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดรับให้ระบบสองมาตรฐานได้ทำงานอย่างเป็นปกติในวิถีชีวิตของคนไทย เพราะด้วยความผิดกระทงเดียวกัน ผู้กระทำความผิดต่างได้รับโทษที่แตกต่างกันไป แล้วแต่อำนาจการต่อรองของผู้กระทำผิด และวิจารณญาณของผู้ลงโทษ
 

ความลักลั่นของระบบนิติรัฐแบบไทยๆ ที่ฝังรากเข้าสู่วัฒนธรรมทางการเมืองในบ้านเรานั้น จะหันไปโทษตีโพยตีพายด่าว่า เจ้าหน้าที่รัฐและระบบอำมาตย์แต่เพียงฝ่ายเดียวเห็นจะไม่งาม เนื่องด้วยในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเราก็นับเป็นส่วนหนึ่งที่สมยอม และทำให้ระบบนิติรัฐเกิดความลักลั่นขึ้นเช่นกัน เนื่องจากการที่จะทำให้ตัวบทกฎหมายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บังคับใช้และผู้ถูกบังคับใช้กฎหมายย่อมต้องเคารพในตัวบทกฎหมายนั้นร่วมกัน ซึ่งหากย้อนกลับไปในประเด็นที่ว่าด้วยต้นกำเนิดของตัวบทกฎหมายแล้ว มันก็คือ การเคารพซึ่งสิทธิของผู้อื่นในสังคมที่เราดำรงอยู่ร่วมกันนั่นเอง
 

ดังเช่นการใช้ท้องถนนแบบไทยๆ จะสังเกตได้ว่าจะมักมีความเหลื่อมล้ำระหว่างสิทธิของแต่ละบุคคลเกิดขึ้น อาทิเช่น สิทธิของผู้ขับขี่ยวดยานจะมีเหนือกว่าสิทธิของคนเดินเท้า หรือสิทธิของผู้ขับรถใหญ่จะเบียดสิทธิของผู้ขับขี่รถเล็กให้ตกขอบไป เป็นต้น ดังนั้น ด้วยการใช้สิทธิส่วนตัวที่ใหญ่กว่าไปเบ่งกับสิทธิส่วนตัวของผู้อื่นที่ด้อยกว่า จึงเป็นการสร้างมาตรฐานการอยู่ร่วมกันบนท้องถนนแบบไทยๆ ที่กฎหมายใดๆ ก็เอาไม่อยู่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ขนาดฝรั่งมังค่าจากเมืองศิวิไลซ์ ซึ่งเคยดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบระเบียบบ้านเมืองของเขาอย่างเคร่งครัด ต่างต้องปรับตัวและดำเนินวิถีการใช้รถใช้ถนนในแบบไทยๆ คือ หากจะข้ามถนนก็ข้ามที่ใดก็ได้ ยกเว้นทางม้าลาย เพราะรังแต่จะทำให้พี่ไทยเร่งเครื่องปาดหน้าไปอย่างหวาดเสียว ทั้งนี้ พวกเขาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงแล้ว ว่า การข้ามถนนที่สัมฤทธิผลในแบบไทยๆ คือ การทำท่าทีอ่อนน้อม และผงกหัวพินอบพิเทาผู้ขับขี่ยวดยานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยแม้ทางที่กำลังข้ามจะไม่มีกฎหมายหรือสัญลักษณ์การจราจรใดๆ รองรับ แต่ด้วยต้องใจกับความมีน้ำใจในแบบไทยๆ ก็จะสามารถทำให้การใช้ท้องถนนของคนเหล่านั้นอยู่รอดได้ในระบบแบบไทยๆ 
 

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ผลกรรมที่พวกเราร่วมกันลงขัน ทำให้ระบบนิติรัฐไทยลักลั่น อันเริ่มมาจากประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ในสังคมเรานั้น ดูจะตอกกลับและตีแสกหน้าคนทั่วประเทศอย่างยากที่จะปฏิเสธได้ เพราะดูเหมือนว่าระบบกฎหมายของการอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งนี้เริ่มตายด้าน สิทธิของคนบางกลุ่ม บางสีเริ่มมีอำนาจเหนือระบบกฎหมาย มาตรฐาน (ใหม่) บางอย่างเริ่มถูกสร้างใหม่โดยอิงระบบของกฎหมู่ อภิสิทธิ์ของการใช้พื้นที่บนท้องถนนที่มีเหนือผู้อื่น กลายเป็นเรื่องของสีเสื้อและพวกพ้อง จนเหมือนกับวิกฤตการณ์พวกมากลากไป อันนำมาสู่ข้อสงสัยที่มีต่อคำว่าประชาธิปไตยที่เขากำลังเรียกร้อง เพราะคำดังกล่าวหาได้พูดถึงแต่เพียง "สิทธิ" และ "เสรีภาพ" เท่านั้น หากยังกล่าวถึงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ภายใต้การเคารพสิทธิของผู้อื่นในสังคมตามมารยาทของสังคมที่เจริญแล้วควรจะเป็นอีกด้วย

 

Tags : พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล

advertisement

advertisement

advertisement