ในที่สุด ศาลปกครองสูงสุดก็มีคำพิพากษาให้ 65 โครงการอุตสาหกรรม จาก 76 โครงการใน "มาบตาพุด" ต้องชะลอโครงการ
ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งระงับชั่วคราวให้ปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2550 ไปก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ 65 โครงการอุตสาหกรรมที่ระบุ ต้องระงับการดำเนินการลง คงไว้เพียง 11 โครงการ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสะอาด ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้
แน่นอนคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้ระงับโครงการอุตสาหกรรมทั้ง 65 โครงการ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพการลงทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้!
ในสายตาของนักลงทุน และผู้ประกอบการ ความเชื่อมั่นคงหดหายไปไม่น้อย แต่ในมุมของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ คำสั่งนี้ คือ ชัยชนะยกแรกของพลังมวลชน ที่บรรลุตามข้อเรียกร้องจากเบื้องต้น กระทั่งได้รับคำตัดสินชี้ขาดจากศาลปกครองสูงสุดวานนี้ (2 ธ.ค.) สามารถระงับ 65 โครงการอุตสาหกรรม ที่มองว่าส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพลงได้
ในแง่ธุรกิจ การลงทุน และภาพลักษณ์ของประเทศ กรณีนี้ผลลบมีมากกว่าแน่นอน เป็นสิ่งที่จะต้องยอมรับ และแก้ไขให้ทันท่วงที
นับจากนี้ไป รัฐบาลโดยเฉพาะหน่วยงานด้านอุตสาหกรรม และการลงทุน จะต้องทำงานอย่างหนักในการสร้างความเชื่อมั่น นักลงทุนให้กลับคืนมา สร้างความมั่นใจต่อการจะลงทุนในไทย ให้กลับมาได้โดยเร็ว
ขณะเดียวกัน โครงการที่ถูกระงับไป เพราะเหตุที่อาจก่อผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อม ทั้งที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ ย่อมก่อคำถามตามมาว่า กระบวนการ ขั้นตอน และกรอบกติกา ในการอนุมัติโครงการเหล่านั้น มีปัญหาหรือไม่... ในเมื่อหน่วยงานรัฐอนุมัติแล้ว แต่มาภายหลังโครงการเหล่านั้น ถูกมองว่าอาจก่อผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ถึงขั้นศาลสูงสุดต้องสั่งชะลอโครงการ
เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนได้ว่า กฎกติกาที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานรัฐ ยังอ่อนด้อยเรื่องรายละเอียด เมื่อกติการัฐไม่เข้มงวดมากพอ... สิ่งเดียวที่จะทำได้ในเวลานี้ คือ ผู้ประกอบการ ต้องรัดกุมและเข้มแข็ง ในการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น
หากต้นทาง คือ บริษัทผู้ประกอบการมีการวางแผนที่ดี รัดกุมรอบคอบ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมสูงได้มาตรฐานสากล ไม่ว่ากฎระเบียบใดๆ ก็ไม่สามารถปิดกั้นโอกาสทางธุรกิจได้ ปัญหาได้รับอนุมัติโครงการแล้วมาเกิดกรณีร้องเรียนฟ้องดำเนินคดี นำไปสู่การเพิกถอนก็ย่อมไม่เกิด หากการพัฒนาโครงการนั้นๆ มีการคำนึงเรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่ต้น
กรณีมาบตาพุด น่าจะเป็นปฐมบทของปัญหาข้อพิพาทระหว่างธุรกิจและชุมชน ที่สะท้อนจุดเปลี่ยนของพลังมวลชนและชุมชนที่เข้มแข็งมากขึ้น
ในโลกแห่งการแข่งขันเสรี ไม่เพียงประชาชนเท่านั้นที่จะมีพลังเรียกร้องต่อต้าน โครงการที่พวกเขามองว่าก่อปัญหาให้ แต่พลังเครือข่ายธุรกิจ และประชาคมโลก ในระบอบการค้าเสรีที่คนส่วนใหญ่เรียกร้องสำนึกแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากร และสภาพแวดล้อมของโลกเช่นนี้ ก็มีพลังมหาศาลเช่นกัน
สินค้า-บริการ ที่ผลิตมาจากแหล่งกำเนิดที่ถูกระบุว่า เป็นการทำลายทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า หรือไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม กระแสต่อต้านก็อาจตามมารุนแรงไม่แพ้กัน ข้อพิพาทมาบตาพุดที่นำไปสู่การระงับ 65 โครงการ จึงเป็นเพียงยกแรกของพลังมวลชน ที่เชื่อว่านับจากนี้จะมีให้เห็นตามมาอีกนับไม่ถ้วน
Tags : โครงการมาบตาพุด

ความคิดเห็นที่ 1
ยัน , 17 ธันวาคม 2552 21:51
มวลชนะ แต่ถ้าแก๊สหุ้งต้มไม่มีแล้วจะเสียใจ รัฐบาลไป * ้เงินต่างประเทศมา ประเทศไทยเป็นหนี้ นักลงทุนไปลงทุนประเทศเพื่อนหมด แล้วลูกหลานจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีหรอ ประเทศชาติเสียหายมากๆๆๆ
NGO ของไทยไปปิดมันให้หมดนะในประเทศไทย