น่าจับตามองยิ่ง สำหรับการออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมทวาย ในประเทศพม่า
ของกลุ่ม “เครือข่ายภาคประชาสังคมไท” นำโดย "วีรวัธน์ ธีรประสาธน์" ประธานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ "เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง" ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ และ "สุลักษณ์ ศิวรักษ์" ปัญญาชนสยาม ที่จะจัดแถลงข่าว “หยุดอุ้มโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย หยุดขยายหนี้สาธารณะ” ในวันที่ 18 ก.ย. นี้
เพราะต้องไม่ลืมว่า โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายในประเทศพม่านั้น ริเริ่มพัฒนาโครงการ โดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ไอทีดี มาตั้งแต่ปี 2551 กำลังประสบกับปัญหาหลายด้านจนไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ตามแผนที่กำหนดไว้ จนถึงปัจจุบัน
ล่าสุด รัฐบาลไทยได้วางแผนเข้าไปบริหารโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย แทนบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ด้วยการจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) มาลงทุน โดยมีไอทีดี ถือหุ้น 25%
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งใหม่ที่สำคัญของเอเชียในอนาคต และเป็นประตูเชื่อมเศรษฐกิจ การค้า กับประเทศในฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง ตะวันตก และแอฟริกา
โดยแผนก่อสร้างทางหลวงพิเศษเชื่อมโยงในประเทศไทย กว่า 5 หมื่นล้านบาท คือ ทางหลวงพิเศษจากบ้านพุน้ำร้อน-ห้วยตะลุง (จากชายแดนไทย-พม่า-กาญจนบุรี) ระยะทาง 70 กิโลเมตร และทางหลวงพิเศษสายบางใหญ่-บ้านโป่ง และบ้านโป่ง-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตร โดยทางหลวงพิเศษที่จะเชื่อมต่อกับท่าเรือน้ำลึกทวายนั้น จะประกอบไปด้วย ถนน 4 ช่องทาง เส้นทางรถไฟท่อส่งก๊าซ ท่อส่งน้ำมัน และแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูงรวมความกว้างประมาณ 200 เมตร
แต่ถ้าดูจากรายงานเรื่อง "มาบตาพุด สู่ ทวาย การพัฒนาหรือ ทำลายข้ามพรมแดน" ของมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ จะพบว่าการพัฒนาครั้งนี้จะเกิดปัญหาตามมาในหลายด้าน คือ
พื้นที่ของประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ พื้นที่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อาจทำให้มลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดกำลังผลิต 3,600 เมกะวัตต์ และจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ส่งผลให้เกิดฝนกรดบริเวณนั้น และอาจจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรที่ขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกอยู่นั้นถูกเพิกถอนออกจากบัญชีได้
แนวถนนจากบ้านพุน้ำร้อนไปยังทวาย ซึ่งเลียบเทือกเขาตะนาวศรีไปทางทิศเหนือ จะส่งผลให้ระบบนิเวศเทือกเขาตะนาวศรีถูกแบ่งเป็นสองส่วนด้วยถนนที่กว้างถึง 200 เมตร คาดว่าจะมีกิจกรรมการขนส่งเกิดขึ้นตลอดเวลา จะก่อผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า และทำให้คุณภาพป่าเสื่อมโทรม
รายงานฉบับนี้ยังระบุว่า นอกจากปัญหาด้านมลพิษทางสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังส่งผลให้เกิดปัญหาในที่ดินทำกินของชาวบ้าน อาทิ การถูกเวนคืนที่ดินจากการสร้างทางหลวงพิเศษ มากกว่า 500 ครอบครัว การคมนาคมขนส่งในชีวิตประจำวันมีความยากลำบากมากขึ้น ราคาที่ดินในบริเวณถนนตกต่ำลง และเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง เนื่องจากถนนจะขวางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ
ประการสุดท้าย เป็นคำถามที่รัฐบาลไทยต้องตอบ กล่าวคือ ในการก่อสร้างทางหลวงพิเศษนี้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณแผ่นดินถึง 50,000 ล้านบาท การที่รัฐจะใช้เงินภาษีประชาชนจำนวนมหาศาลเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อโครงการของเอกชน ในขณะที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอาจได้รับความเสียหาย นั้นเป็นการกระทำที่เหมาะสมแล้วหรือ
สุดท้ายแล้ว รัฐบาลไทยจะกลายเป็นผู้แบกรับภาระความเสี่ยงการลงทุนแทนภาคเอกชน และคนไทยจะต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะต่อไปในระยะยาว
หวังว่ารัฐบาลจะพิจารณาข้อเสนอแนะและความเห็นต่างๆ อย่างรอบคอบ ก่อนเดินหน้าพัฒนา เพราะการพัฒนาต่างๆ ย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย
Tags : อีกด้านของเหรียญ"ทวาย"

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น