กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 01:00
ณัฐพล   หวังทรัพย์
ณัฐพล หวังทรัพย์

คำสัญญา ยิ่งลักษณ์...?

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือเวิร์คชอป เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินโครงการ

 ตามนโยบายเร่งด่วนในช่วง 1 ปีของรัฐบาลจำนวน 15 นโยบาย ของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 ก.พ. 2555

 เพราะต้องไม่ลืมว่าการประชุม "เวิร์คชอป" เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเดือน ก.พ. 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอลของสถาบันการเงิน จนนำมาสู่การจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บบส.) และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ "ทักษิณ" ใช้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

 ผ่านไป 11 ปีผู้เป็นน้องสาวตัดสินใจเลือกวันที่ 8 ก.พ. 2555 เรียกประชุมเวิร์คชอปครั้งแรกของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์"
 ก่อนครบรอบ 11 ปีในการรับตำแหน่งนายกฯ ในสมัยแรกของ "ทักษิณ" เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2544 เพียง 1 วัน!!!

 ไม่ว่าจะตั้งใจหรือด้วยเหตุบังเอิญ แต่สิ่งที่รัฐบาลควรชี้แจงภายหลังการประชุม นอกจากจะมานั่งบอกว่าได้ทำอะไรไปแล้วในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ชี้แจงการใช้งบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับการดำเนินโครงการระยะเร่งด่วน 15 นโยบายที่จะดำเนินการในช่วง 1 ปีแรกให้ประชาชนเจ้าของเงินภาษีรับทราบด้วย

 เพราะถ้าดูจากข้อมูลที่สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ สรุปเสนอต่อที่ประชุม พบว่างบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้สำหรับดำเนินโครงการเร่งด่วนในปี 2555 กว่า  77,293.771 ล้านบาท นั้น ขณะนี้มีการเบิกจ่ายไปแล้ว  51,816.015 ล้านบาท

 นอกจากนี้ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ ก็น่าจะใช้โอกาสนี้ไตร่ตรองว่าพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากคนส่วนใหญ่ ทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้หรือไม่ เพื่อต่อไปจะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองต่างๆ เพราะปัจจุบันทุกพรรคการเมืองจะใช้นโยบายหาเสียง มาเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อให้คนเลือกพวกเขาเข้ามาบริหารประเทศ 

 แต่หลายนโยบายกลับมีข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมาย ระเบียบ และงบประมาณ ดังจะเห็นได้จากหลายนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่สัญญาว่าจะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศวันละ 300 บาท แต่เมื่อถึงเวลาลงมือปฏิบัติ กลับเป็นการขึ้นค่าแรง 300 บาทแค่ 7 จังหวัดนำร่อง และก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้อีกหรือไม่ เพราะยังมีภาคเอกชนใน 7 จังหวัดจำนวนมากที่คัดค้าน

 เช่นเดียวกับเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรี 15,000 บาท จนถึงขณะนี้ก็ทำได้เพียงขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่จบปริญญาตรีแรกเข้าจากเดิม 9,140 บาท เป็น 11,680 บาท  ส่วนที่เหลือเป็นค่าครองชีพชั่วคราวที่รัฐบาลจะปรับลดลงเมื่อใดก็ได้

 ขณะที่นโยบายพักชำระหนี้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท และโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร ที่พรรคเพื่อไทยเคยสัญญาว่าจะพักชำระหนี้ให้คนกลุ่มนี้เป็นเวลา 3 ปี แล้วจะออกบัตรบัตรเครดิต ให้ชาวนานำไปรูดซื้อปัจจัยการผลิตโดยไม่มีดอกเบี้ย แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติคนที่เข้าโครงการพักชำระหนี้กลับไม่มีสิทธิได้รับบัตรเครดิตเกษตรกร

 นั่นหมายความว่าเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ของ ธ.ก.ส.ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการพักหนี้ 639,589 ราย จะไม่มีสิทธิได้รับบัตรเครดิตเกษตรกรอย่างที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงเอาไว้

 เมื่อนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะตรวจการบ้านรัฐมนตรี ก็อย่าลืมชี้แจงให้ประชาชนเสียงข้างมากที่เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยว่า เหตุใดจึงไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียง

 อย่าให้การประชุมเวิร์คชอปครั้งนี้เป็นเพียงการฉลองครบรอบ 11 ปีในการรับตำแหน่งนายกฯ สมัยแรกของ "ทักษิณ"

Tags : คำสัญญา ยิ่งลักษณ์...?

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Jirach

    ทวงสัญญาจาก"นกแก้ว"?
    ในมุมมองหนึ่งหากไม่มีตรรกะใดรองรับ
    ทั้งค่าจ้างรายวันและเงินเดือนขรก.ป.ตรี
    จะเข้าข่ายการซื้อเสียงหรือไม่?
    เนื่องจากมีผู้รับประโยชน์เป็นกลุ่มๆ
    "ไม่เสมอกัน"ทุกภาคส่วน จนมองยาก
    ว่าจะเป็นเรื่อง"ส่วนรวม"ไปได้อย่างไร?

    น่าจะได้วิเคราะห์กันเสียก่อนว่า
    "สัญญา"หรือ"นโยบาย"ใดๆนั้น 
    สร้างความเป็นธรรม เสมอภาค 
    เป็นไปเพื่อส่วนรวมจริงหรือไม่?
    มีประสิทธิภาพ มีโอกาสจะประสบความสำเร็จ
    สักขนาดไหน? เรื่องพักหนี้เกษตรกรก็ต้อง
    ถามต่อว่าจะต้องพักกันตลอดปีตลอดชาติ
    แล้วเหตุใดเกษตรกรจึงฟื้นตัวเองไม่ได้สักที?
    เป็นหน้าที่ของ"นักการเมือง"ที่จะต้องแข่งกัน
    ใช้สติปัญญาแสดง"ความเฉลียวฉลาด"ในการ
    แก้ไขปัญหาของชาติให้บรรลุผลสำเร็จ
    จะมาย่ำเท้าโง่เง่าแก้ด้วยวิธีการ"เดิมๆ"
    จนต้องประเทศต้องเสีย"ค่าโง่"ซ้ำซากไม่ได้

    สิ่งที่"พลเมือง"ควรต้องตระหนัก
    ว่าประเทศชาติจะได้อะไร?จากการกระทำ
    ของนักการเมืองในแต่ละโครงการ
    หาใช่เพียงแต่เรื่องของตัวเอง
    หรือเพราะประชาชนส่วนใหญ่"มักง่าย
    และเห็นแก่ตัว"จึงทำให้เราได้นักการเมือง
    แบบเดียวกัน?

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement