เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างรอลุ้นคำพิพากษาศาลปกครองกลางกรณีปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
ผมมีโอกาสเดินทางไปดูงานที่ประเทศเยอรมนี ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้พบประเด็นน่าสนใจอย่างยิ่ง ในเรื่องของการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาและมาตรการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนในพื้นที่ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ซึ่งต่างจากการพัฒนาของเราอย่างสิ้นเชิง
ขนาดกังหันลมผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานสะอาดในเยอรมนี กฎหมายยังกำหนดให้ตั้งอยู่ห่างจากชุมชนอย่างน้อย 2 กิโลเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนได้รับผลกระทบจากเสียงดังที่เกิดขึ้นจากกังหันลม โดยไม่สนใจว่าข้อกำหนดดังกล่าวจะทำให้เกิดข้อจำกัดในการพัฒนาพลังงานทางเลือก
แม้กระทั่งการก่อสร้างถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ถ้าตรงไหนมีถนนตัดผ่านหมู่บ้านหรือชุมชนก็จะมีกำแพงป้องกันเสียงดังจากรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา ไม่เหมือนกับมาตรการป้องกันผลกระทบทางเสียงที่เกิดจากเครื่องบินในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านเรียกร้อง
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในการลงทุนก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมหรือโครงการต่างๆ ในเยอรมนี จะให้ความสำคัญกับการรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบหลายปี เช่น การก่อสร้างโรงงานผลิตความร้อนร่วมและไฟฟ้า จากพลังงานชีวภาพที่ใช้มูลสัตว์และเศษเหลือทิ้งของพืชในชุมชน ขนาด 700 กิโลวัตต์ ที่หมู่บ้านยืนห์เดอ ในเขตเกิททิงเงน ซึ่งเป็นหมู่บ้านพลังงานชีวภาพต้นแบบในประเทศเยอรมนี กว่าจะลงทุนก่อสร้างได้ต้องใช้เวลารับฟังความเห็นและสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมกับศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและเรื่องอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด 3-5 ปี
ขณะที่การลงทุนโครงการต่างๆ ในบ้านเรา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่เรามักจะหยิบยกเอาประเด็นการพัฒนาเพื่อสร้างความเจริญ และการจ้างงาน มาเป็นข้ออ้าง หากใครออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยก็จะถูกชี้หน้าว่าเป็นคนขัดขวางความเจริญ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต
กรณีการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นเพียงปัญหาหนึ่งของการลงทุนที่ผิดพลาดในอดีตที่เราให้ความสำคัญกับ “ทุน” จนลืมคุณค่าของความเป็นมนุษย์ แล้วค่อยตามแก้ปัญหากันทีหลังในลักษณะ “วัวหายแล้วล้อมคอก”
ยิ่งดูจากความเคลื่อนไหวของภาครัฐ ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษากรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทั้ง นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทุกคนต่างให้ความสำคัญกับการปลดล็อก 76 โครงการ ลงทุนในมาบตาพุด เพื่อเรียกความมั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศ มากกว่าการเข้าไปเยียวยาความรู้สึกของชาวบ้านที่ลุกขึ้นรวมตัวกันต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่
ไม่มีใครปฏิเสธว่าการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศยังมีความจำเป็นสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องคำนึงคือทำอย่างไรให้ชาวบ้านที่ทุกคนต่อสู้ตามสิทธิทางกฎหมายไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้ง
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและภาคเอกชน ต้องกลับมาทบทวนการพัฒนาให้เกิดความสมดุล ระหว่างทุนกับคุณค่าของความเป็นมนุษย์กันอย่างจริงจัง
อย่าให้ชาวบ้านรู้สึกพ่ายแพ้จากการต่อสู้ จนนำไปสู่การลุกฮือต่อต้านการลงทุนในทุกรูปแบบ
Tags : มาบตาพุด

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น