กรุงเทพธุรกิจ

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

วันที่ 12 พฤษภาคม 2553 16:38
โกศล อนุสิม
โกศล อนุสิม

สัตบุรุษและอสัตบุรุษ

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

คนในโลกมีมากมายหลายจำพวก สุดแท้แต่จะแยกแยะด้วยปัจจัยใด แต่ที่สุดแล้ว ก็มักแยกแยะตรงที่การเป็น "คนดี" กับ "คนไม่ดี"

ซึ่งคนดีในความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไปนั้น ก็คือ คนที่สร้างประโยชน์แก่ตนและคนอื่น ไม่ทำความเดือดร้อนแก่คนอื่น เคารพกฎหมาย ระเบียบสังคม มีศีลธรรมตามศาสนาของตน
 

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสถึงลักษณะของคนดีไว้หลายกรณี หนึ่งนั้นคือ "สัตบุรุษ" ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า "คนที่เป็นสัมมาทิฐิ คนดีน่านับถือ มีคุณธรรม ประพฤติอยู่ในศีลธรรม" สรุปว่าเป็นคนที่คิดดี พูดดี ทำดี ตามศีลธรรมและกติกาของสังคม และมีคู่ตรงกันข้าม คือ "อสัตบุรุษ"
 

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่อง สัตบุรุษและอสัตบุรุษ ไว้ในหมวดบุคคล 4 ประเภท ตามลำดับดังนี้
 

1. คนที่เป็นอสัตบุรุษ คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท สรุปแล้วก็คือทำไม่ดีไม่งามด้วยการละเมิดศีล 5 เป็นนิสัย
 

2. คนที่เป็นอสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ฆ่าสัตว์ด้วยตนเองแล้ว ชักชวนผู้อื่นด้วย ลักทรัพย์ด้วยตนแล้วชักชวนผู้อื่นด้วย ประพฤติผิดในกามแล้วชักชวนผู้อื่นด้วย พูดเท็จแล้วชักชวนให้ผู้อื่นพูดเท็จด้วย ดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท แล้วชักชวนผู้อื่นให้ดื่มด้วย เรียกได้ว่าตัวเองทำไม่ดีไม่งามแล้วยังชักชวนให้คนอื่นทำด้วย
 

3. คนที่เป็นสัตบุรุษ คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติปาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาดจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท สรุปแล้ว ทำความดีด้วยการรักษาศีล 5 เป็นนิสัย
 

4. คนที่เป็นสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติปาตแล้ว ชักชวนผู้อื่นให้เว้นด้วย เว้นขาดจากอทินนาทานแล้วชักชวนผู้อื่นให้เว้นด้วย เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจารแล้ว ชักชวนผู้อื่นให้เว้นด้วย เว้นขาดจากมุสาวาทแล้วชักชวนผู้อื่นให้เว้นด้วย เว้นขาดจากการดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทแล้วชักชวนผู้อื่นให้เว้นด้วย นั่นย่อมหมายความว่า ทำดีแล้ว ก็ชักชวนให้ผู้อื่นทำดีด้วย
 

โดยอาศัยคุณสมบัติที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ข้างต้นนั้น เราย่อมจะรู้ได้ว่าใครบ้างเป็นสัตบุรุษ ใครบ้างเป็นอสัตบุรุษ ซึ่งปัจจุบันนี้ข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ที่สะท้อนถึงพฤติกรรมของคนในสังคม โดยเฉพาะคนที่มีฐานะเป็นบุคคลสาธารณะ มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ทั้งเบื้องลึกเบื้องหลัง ทั้งโดยพฤติกรรมที่บุคคลเหล่านั้นแสดงต่อหน้าสาธารณะ และที่มีการค้นคว้าขุดคุ้ยกันโดยสื่อสารมวลชน เช่น นักการเมืองที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นักธุรกิจที่คดโกง คนธรรมดาที่กระทำความผิด เป็นต้น 
 

สัตบุรุษย่อมเป็นที่ปรารถนาในทุกสังคม ทั้งในภาคราชการ ภาคเอกชน ทั้งในองค์กรของรัฐและองค์กรธุรกิจ หากมีสัตบุรุษเข้ามารับผิดชอบมากๆ แล้ว ย่อมจะนำพาสังคมไปสู่ความเจริญได้ ในทางตรงกันข้าม หากมีอสัตบุรุษเข้ามามีอำนาจมาก สังคมก็ย่อมจะเสื่อมลง
 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสเตือนสติคนไทยมานับสิบปีแล้ว ว่า ให้สนับสนุนคนดีปกครองบ้านเมือง นั่นก็คือ การสนับสนุนให้สัตบุรุษมีอำนาจในสังคม เพื่อที่สัตบุรุษเหล่านั้นจะได้สร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการกีดกันให้บรรดาอสัตบุรุษได้หลุดพ้นไปจากวงจรอำนาจ จะได้ไม่ทำความเสียหายแก่สังคม
 

สังคมไทยวันนี้ที่มีแต่ความวุ่นวายอันเนื่องมาจากการกระทำของอสัตบุรุษในกาลที่ผ่านมา จึงต้องการสัตบุรุษเข้ามาบริหารจัดการรับผิดชอบสังคมในทุกระดับ โดยเฉพาะผู้นำระดับสูงที่มีหน้าที่บริหารจัดการประเทศ บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ยิ่งต้องการสัตบุรุษเป็นอย่างยิ่ง
 

ใครเป็นสัตบุรุษ ใครเป็นอสัตบุรุษ คนไทยส่วนมากคงรู้กันอยู่แล้ว ดังนั้น จงช่วยกันสนับสนุนสัตบุรุษให้ทำงานเพื่อประเทศชาติ และช่วยกันจำกัดบทบาทอำนาจของอสัตบุรุษทั้งหลายให้น้อยลง จะโดยวิธีใดนั้นคงไม่เกินปัญญาของเราๆ ท่านๆ ซึ่งได้พยายามทำกันอยู่แล้ว และขอให้ทำกันต่อไปตามกำลังที่จะทำได้ เชื่อแน่ว่า ในที่สุด สังคมเราก็จะก้าวไปสู่ความสงบสุขอีกครั้ง และเป็นสังคมที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม
 

แต่หากพวกเราทอดทิ้งสัตบุรุษ ก็หมายความว่า เราทอดทิ้งอนาคตของตนเอง


 

Tags : โกศล อนุสิม

Adsense

advertisement

advertisement

advertisement